วันที่ลูกชายคนโตผมไปเรียนโรงเรียนเดียวกับลูกชายของอาจารย์หมอบุญชัย...ผมก็ได้มีโอกาสไปประชุมผู้ปกครอง...และได้ฟังแนวทาง/วิธีคิดของผู้อำนวยการ...

ท่านยกประเด็นเรื่องการจดลิขสิทธิ์การค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ของคนไทยซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับ มาเลเซีย...เกาหลีใต้...และโดยเฉพาะญี่ปุ่น..ซึ่งเทียบกันแล้วห่างไกลกันชนิดไม่เห็นฝุ่น...

โรงเรียนนี้จึงเกิดขึ้นเพราะท่านเสนอโครงการให้รัฐบาลเชื่อว่า...อย่างน้อยอีก 10 ปี เราน่าจะเห็นฝุ่นบ้าง(หรือไม่ก็อย่าให้เวียดนามแซงเราไปไกลมากเลย...อิอิ)

ท่านผอ.จึงออกอาการเจทุกครั้งที่นักเรียนของท่านส่วนใหญ่เลือกที่จะเรียนแพทย์(เพราะแค่ใช้เวลารักษาคนไข้ก็สะบักสะบอมแล้ว(อันนี้ผมคิดเอง)...555)

ความจริงโรงเรียนนี้ส่งเสริมความเป็นอัจฉริยะของเด็กด้วยกระบวนท่าทุกอย่างที่มี(จริง ๆ)...ลูกอาจารย์หมอบุญชัยมีความสามารถเชิงคณิตศาสตร์อยู่ที่อันดับ 8 ของประเทศ ส่วนลูกชายผมไปเน้นชีวะแต่ก็ยังไม่ติดอันดับ 1 ใน 20 (สงสัยเป็นเพราะพ่อนิสัยแบบนี้ละม้างงง...555)... 

ดูจากกระบวนการของโรงเรียนที่เคี่ยวเข็ญคร่ำเคร่ง รวมทั้งผลงานที่ออกมา...ก็น่าเชื่อว่าจะได้ผลจริง...เราคงจะมีการจดลิขสิทธิ์ทางปัญญาเพิ่มขึ้นมากมายในอนาคตครับ.....

วันที่ลูกชายสอบได้ที่ 1 ของระดับชั้น ป.5 เป็นครั้งแรก...ผมจำได้ดีว่าเขามีคำถามต่อผม "พ่อว่าตอมเก่งหรือยัง" ... เป็นคำถามที่ฟังดูเผิน ๆ แล้วคงไม่มีใครติดใจอะไร...ถ้าผมไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติม...

ด้วยเหตุที่เขาเรียนได้ที่ 1 ของห้อง และแข่งขันวิชาใดก็จะชนะอยู่เป็นประจำ...รางวัลที่เขาได้...นอกจากข้าวของเงินทองแล้ว...ความชื่นชมจากญาติ แม่ น้อง ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เขาเข้าสู่เส้นทางการแข่งขันเรียนหนังสือชนิดเอาเป็นเอาตาย(และก็กลายเป็นความห่วงกังวลของผมประการหนึ่ง)

สิ่งที่เขาไม่เคยได้ยินจากปากผมเลยว่าเก่งมากลูก(ซึ่งในช่วงหลังผมใช้กับลูกสาวตลอด...โปรดติดตามตอนต่อไป)หรือแสดงความชื่นชมเขาอย่างออกนอกหน้าเหมือนแม่เขา...

นั่นเป็นเพราะผมเห็นว่ามีคนประเภทนั้นมากเกินไปแล้ว...หากมิมีผู้ใดสร้างความถ่วงดุลย์ให้เขา...อนาคตมิใช่สิ่งที่น่ากลัวเกินกว่าจะคาดคิดดอกหรือ...อิอิ(ยืมสำนวนโกวเล้งมาใช้น่ะครับ)  

เขาจึงตั้งใจใช้คำถามนี้กับผมจริง ๆ ...และเป็นคำถามที่ออกมาจาก(หัว)ใจของเขา...

ผมตอบว่า...ยังไม่เก่งจริงหรอกตอม...คนเก่งในสายตาพ่อ...คือคนที่สามารถทำให้คนอื่นเก่งได้เท่าเราหรือเก่งมากกว่าเราได้อย่างน้อย 10 คน(ประมาณว่าครูอ้อยว่างั้น...555)

หลังจากวันนั้นผมแอบเห็นและกระหยิ่มในใจ...เมื่อเห็นเขาวิ่งสอนการบ้านเพื่อนทุกเย็น(ห้องคิงที่น่าสงสาร...เรียนทั้งวันยังไม่พอ)...แสดงว่าเขาเกิดกระบวนคิดว่าทำให้คนอื่นเก่ง ทำยังไง...555...แล้วเขาก็ทำอยู่ได้ราว 3 เดือน...แล้วก็เลิก....อิอิ

เรื่องที่ผมไม่เคยแสดงความยินดีกับเขาเลยเนี่ย...เป็นต่อเนื่องมาจนกระทั่งอยู่ชั้นมัธยม...หลังจากแข่งขันวิทยาศาสตร์ชั้น ม.2 แล้วชนะที่ 2 แบบทิ้งห่างสุดกู่...เขาถามผมว่า " พ่อ...ตกลงพ่อไม่ดีใจบ้างเลยหรอพ่อ...ถ้าเป็นพ่อคนอื่นเขาชักดิ้นชักงอตายไปแล้ว..."..(ที่จริงก็ดีใจโว้ย แต่พ่อเก็บอาการกลัวเอ็งจะเหลิงว่ะ...555)

ผมบอกเขาว่า...คนเราที่แสดงอาการดีใจจนออกนอกหน้าน่ะ...หมายถึงเขาได้รับสิ่งที่น่ายินดีเกินกว่าความคาดหมายของเขา... เขาถามผมว่าแล้วพ่อคาดหวังอะไรในตัวตอม...

พ่อก็หวังว่าตอมจะบวชพระแล้วบรรลุธรรมขั้นโสดาบันได้ซิ(วะ)...555 (สอดคล้องกับที่เขาเคยถามว่าผมอยากให้เขาเป็นอะไร...ก็เป็นพระซิ...อะไรจะสุขสงบเท่าพระล่ะ...555)

เลี้ยวโค้งกลับมาที่เรื่องลิขสิทธิ์ทางปัญญากันต่อนะครับ...

ความรู้สึกเป็นเจ้าของเนี่ย...เป็นกันทุกคนแหละครับ...อย่างพวกเราก็ถือเอาผลงานวิชาการเป้นลิขสิทธิ์...ผมเคยตั้งคำถามกับตัวเอง...และโยนคำถามให้หมู่มวลมิตรในเครือข่ายทางปัญญาถกแถลงกันมากพอควร...กับคำถามที่ว่า...เราได้ค้นพบอะไรใหม่บ้างกับการทำงาน/กระบวนการ/หรือกระทั่งชีวิตประจำวัน... 

กับคำตอบที่ได้...ที่แต่ละคนแถลง... มันก็เป็นเพียง... การเห็นร่องรอยระหว่างทางที่แต่ละคนเดินไป... หลายคนเก็บเกี่ยวไว้...แล้วก็ตรวจสอบไปทั่วโลก...ว่ามีใครพบหรือยัง...ถ้ายังไม่มี(ก็เสร็จผม)...ถ้ามีแล้วแต่ยังไม่จดลิขสิทธิ์...ผมก็รีบจัดการทันที...

แล้วในโลกนี้ความจริงมีการค้นพบใหม่ ๆ จริงหรือ...หรือว่าความจริงมันมีของมันอยู่แล้ว... เพียงแต่บางคนไปพบไปเห็นเข้าก่อนใคร ๆ...แล้วก็ทึกทักว่าเป็น(ตัวกู)ของกู...แถมบอกว่าห้ามลอกเลียนแบบอีกต่างหาก...555 

ผมมากระจ่างแจ้งในใจผมจริง ๆ เมื่อในหลวงของผมประกาศเลิกสงวนลิขสิทธิ์กังหันน้ำชัยพัฒนา...(หลังจากที่ผมเคยตั้งคำถามว่าคุณจดลิขสิทธิ์กันเพื่ออะไร...)

ที่จริงคนที่คิดว่าตัวเองฉลาดมากที่สุด...คืดคนที่เอาเปรียบคนอื่นได้มากที่สุด...ยึดมั่นถือมั่นเอาเป็นตัวกูของกูได้มากที่สุดกระนั้นหรือ...