สวัสดีปีใหม่ค่า....วันนี้เป็นวันดี เป็นวันพระ วันแรกของการพิมพ์บ่นความตามประสาแม่ที่ชอบแบ่งปัน อิอิ  สลสส. (สอนลูกให้สร้างสุข) คิดเองขำๆ วันนี้สด ๆ แต่เรื่องราวที่กำลังจะถ่ายทอดนี้ไม่สดล่ะ  เป็นประสบการณ์ดี ๆ ที่อยากแบ่งปันรับปีใหม่ ปีม้า...คึกคักเยี่ยงนี้   อยากเริ่มต้นปีด้วยเรื่องราวดี ๆ เนอะ

 

เอาล่ะ เข้าเรื่อง การสอนลูกให้สร้างสุข เป็นอีก 1 วิชาชีวิต ที่แม่ดาวนั้นตั้งใจและพยายามอย่างยิ่งที่จะถ่ายทอดวิชานี้ให้แก่ลูก เป็นวิชาที่ส่วนตัวแล้วคิดว่ายากนะ ในการสร้างสุข  แม่ดาวนั้นเริ่มต้นก็แทบกระอักกว่าจะเรียนรู้วิธีจัดการชีวิตตัวเองให้มีความสุขได้แบบทุกวันนี้  ความรักลูก ปรารถนาดีต่อลูก อยากให้ลูกมีความสุข และความสุขที่อยากให้ลูกมีนั้น เห็นชัดจากชีวิตตนเองแล้วว่า ควรจะเป็นความสุขที่เกิดขึ้นจากใจตัวเราเอง สร้างได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่รอความสุขจากคนรอบข้าง จากสิ่งต่าง  ๆ ภายนอก  ลูกควรเรียนรู้ที่จะสร้างความสุขได้ด้วยตัวลูกเองแบบนั้น

 

แม่ดาวก็ค่อย ๆ ถ่ายทอดความรู้นี้  โดยสำคัญที่ เราต้องทำให้เห็น เป็นให้ดู  ลูกชายแม่ดาวนั้นมีนิสัยหนึ่ง ที่เห็นแล้วก็เป็นห่วง คือ เขาจะขี้บ่น ไม่ค่อยจะพอใจ ไม่ค่อยจะยินดีกับอะไรได้ง่ายนัก  ตั้งแต่สมัยเรียนอนุบาล แต่ละวันก็มักจะกลับมาเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่ตนไม่พอใจให้ฟังอยู่เสมอ ๆ  บ้างก็เพื่อน บ้างก็อาหาร บ้างก็ครู สารพัด  มีหลาย ๆ อย่างที่บ่งบอกว่า “เขาดูจะมีความสุขได้ยาก”  ส่วนนึงก็ต้องโทษตัวแม่ดาวเองส่วนหนึ่ง สามีอีกส่วนหนึ่ง พื้นนิสัยเดิมลูกด้วยส่วนหนึ่ง   เห็นอาการแบบนี้แล้วก็หนักใจเนอะ  ใคร ๆ ก็อยากเห็นลูกมีความสุข  


แม่ดาวก็เลยคิดๆๆ หากวิธีสารพัดมาค่อย ๆ งัดความสุขออกมาจากใจลูก  แน่นอนค่ะ เริ่มต้นที่ตัวเราเองก่อน นั้นคือต้องฝึกคิดบวกและแสดงออกให้ลูกเห็นด้วย เช่น เวลาขับรถไปแล้วรถติด ลูกจะบ่น  ส่วนแม่ดาวจะยิ้มและบอกว่าไม่ดีเหรอครับ รถติดลูกก็จะได้อยู่กับแม่นาน ๆ ไง  หรืออะไรก็ได้ที่เราเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องที่เสริมพลังบวก   รถไปจอดที่สวนสาธารณะกลับมามีรอยถลอกยาว อาจเพราะเด็ก ๆ ขี่จักรยานมาไม่ระวัง แต่เมื่อเป็นรอยแล้ว ก็จะบอกลูกว่า รถเป็นรอยไปแล้ว หากเก็บมาหงุดหงิด โกรธแค้น ก็จะทำให้ใจเราเป็นรอยไปด้วยแบบนี้ไม่ฉลาด เรียกว่าเสีย 2 ต่อ แบบนี้ขาดทุนชีวิตเนอะ   หรือเวลาที่เขาโกรธ จะให้เขาตามรู้กาย รู้ใจตัวเอง บอกลูกว่า ลูกกำลังโกรธ ให้เขามีสติ ฯลฯ มีอีกมากมายหลายเรื่อง หลายเหตุการณ์ 

 

เวลาผ่านไปนานพอสมควร แม่ดาวก็ค่อย ๆ เห็นผลกับการสอนวิชานี้ให้กับลูก  เช่น ครั้งหนึ่งเขาขี่จักรยานและเพิ่งซื้อน้ำหวานมา ขี่ล้ม น้ำหวานหกเหลือครึ่งแก้ว  หากเป็นเมื่อก่อนก็คงโวยวายโมโห  เขากลับบอกแม่ดาวว่า “แม่ดูซิ โชคดีจัง น้ำยังเหลืออีกตั้งครึ่งแก้ว ดีนะไม่หกหมด” และก็ส่งยิ้ม  แม่ดาวยิ้มตอบ และชื่นชมเขาที่เขาสามารถคิดบวก มองเห็นความสุขได้ด้วยตัวเอง   ล่าสุดกับเรื่องเพื่อนที่โรงเรียน จะมีเพื่อนคนนึงในห้องที่เป็นตัวแสบ ตัวป่วน ครูเองก็อ่อนใจ เพื่อน ๆ ก็พากันระอา ปัญหาคือ แรก ๆ ลูกแม่ดาวพอไปรับ ขึ้นรถปุ๊บก็เริ่มล่ะ บ่นถึงเพื่อนคนนี้แทบทุกวัน เช่นว่า มาถ่มน้ำลายใส่หน้า เขา โ ขมยยางลบไปทิ้งถังขยะ ปายางลบออกนอกหน้าต่าง  ฉีกสมุด  ชอบแกล้งเพื่อน  ขี้โกหก ฯลฯ คือแต่ละวันไม่เคยพูดถึงเพื่อนคนนี้ในทางที่ดีเลย  


แต่ละวันที่แม่ดาวฟัง ก็จะตั้งใจฟัง และชวนคุยในแง่บวก แต่ต้องไม่ลืมที่จะแสดงความเข้าใจในความอึดอัดคับข้องใจของลูกเราเสียก่อนเนอะ  แม่ดาวคุยกับลูกทุกวัน จนวันนึง คิดเรื่องนึงขึ้นมาได้ บอกลูกว่า “แม่คิดว่าไม่มีเด็กคนไหน อยากเป็นเด็กไม่ดีหรอก  แต่เขาอาจไม่รู้วิธีที่จะเด็กดีก็ได้   แม่ฝากดีโด้เป็นสายลับนักสืบนะ  ไปสืบมาซิว่าเพื่อนคนนี้มีเรื่องอะไรดี ๆ บ้าง”  จากนั้นในแต่ละวัน แม่ดาวก็จะถามลูกว่า วันนี้เพื่อนคนนี้มีเรื่องอะไรดี ๆ ให้น่าชื่นชมบ้าง ถามไปวันแรก ๆ ก็ไม่มีเลย ฮ่าๆๆๆๆ ก็จะกระตุ้นลูกว่า “แม่เชื่อนะว่าลูกต้องสืบรู้แน่ ๆ ว่าเพื่อนคนนี้มีอะไรดี เพราะลูกแม่เป็นเด็กช่างสังเกตุมากนี่นา”  และเฝ้าถามทุกวัน  


จนวันนึงเขากลับมารายงานว่า “แม่ครับ  วันนี้ เอเอ (นามสมมุมติ) ได้ประกาศนียบัตรเขียนลายมือสวยด้วย” กลับมาเล่าด้วยอาการปนความรู้สึกอิจฉาเล็ก ๆ อยากจะได้ประกาศนีบัตรแบบนี้บ้าง และคงรู้สึกว่าขนาดเพื่อนคนนี้ไม่มีอะไรดียังได้เลย  แต่ทำไมตัวเองตั้งใจเรียน เป็นเด็กดีทำไมไม่ได้   จึงคุยกันเรื่องเดิม  ๆ  เด็ก ๆ แต่ละคน มีความสามารถ มีความถนัด มีความดีในแบบของตน  และตัวแม่ดาวก็รับฟังแสดงความเข้าใจความรู้สึกของลูก ชื่นชมในความสามารถของเพื่อนลูกคนนี้  สอนลูกเรื่องเมื่อเห็นผู้อื่นมีความสุขได้ดี เราควรยินดีไปกับเขา แบบนี้เราจะมีความสุข (แค่หย่อนข้อมูลลงไป)

 

หลังจากวันนั้น ก็จะมีเรื่องดี ๆ ของเพื่อนคนนี้มาเล่าให้ฟัง เช่น วันนี้เอเอเอาดินสอของลูกไปซ่อน  ลูกเลยไปถามเอเอดี ๆ  ว่าขอดินสอคืนได้ไหม พูดกับเขาเพราะ ๆ ดี ๆ แบบนี้ และแปลกมากเอเอก็เอาดินสอของเขามาคืนให้เลย  เล่าด้วยความภาคภูมิใจ เพราะปกติเพื่อนคนอื่น ๆ หากโดนเอาไป เอเอจะไม่บอก และจะทะเลาะกัน   ปัจจุบันเพื่อนลูกชายคนนี้ก็สามารถนั่งเรียนในกลุ่มเดียวกันได้ ทำงานร่วมกันได้ดี และจะได้ยินคำชมจากลูกว่า เพื่อนคนนี้มีดีเรื่องนั้นเรื่องดีมาเล่าให้ฟัง   เทคนิคนึงที่แม่ดาวสอนลูกไปคือ คิดดี ทำดี พูดดี  ไม่มีใครอยากโดนว่า ทุกคนอยากฟังคำพูดดี ๆ หากเราดีกับเพื่อน เพื่อนก็จะดีกับเรา  แต่ก็อย่าไปหวังผล เอาเป็นว่า หากลูกคิดดี ทำดี พูดดี  ตัวลูกเองก็ได้รับเรื่องดี ๆ อาจไม่ใช่จากเพื่อนคนนี้ แต่มันดีต่อใจ ต่อตัวลูกเอง 

 

และนี่เป็นเพียงเรื่องราวบางส่วนที่ดี ๆ ที่อยากนำมาแบ่งปัน  หากจะถามว่าลูกแม่ดาวมีความสามารถสร้างสุขได้ตลอดไหม  คำตอบ คือไม่ค่ะ  เขายังต้องเรียนรู้ฝึกฝนอีกมาก แต่อย่างน้อยที่สุด ความสุขเล็ก ๆ ที่เขาสร้างได้ แม้จะเรื่องเล็ก ๆ แม่ดาวก็พอใจมากแล้ว  ตอนนี้แค่ก้อนความสุขเล็ก ๆ เนอะ สักวันหากเขาขยันฝึกฝน และเราอดทนที่จะทำให้เห็นเป็นให้ดูอย่างสม่ำเสมอ  คิดว่าอนาคตคงกลายเป็นมวลมหาความสุขเองแหละ  เอาเป็นว่าทำปัจจุบันให้ดี อนาคตก็คงต้องรอติดตามดูกันต่อไปเนอะ 

 

***กุญแจสำคัญ คือ ทำให้ลูกเห็น เป็นให้ลูกดู หมั่นหาเรื่องราวดี ๆ มาเติมพลังใจให้ลูกบ่อย ๆ ฝึกที่จะคิดบวกให้ได้ก่อนด้วยตัวเราเอง  3 คำ "คิดดี ทำดี พูดดี" หมั่นท่องจำคำนี้ใส่ใจและพยายามปฏิบัติตามให้ได้เนอะ  แม่ดาวเองก็ฝึกๆๆๆเช่นกันค่า มาฝึกไปด้วยกันนะคะ