กิจกรรมบำบัดกับเด็กฉลาดแต่ขาดสังคม!


สวัสดีค่ะ ดิฉันเป็นนักศึกษากิจกรรมบำบัดปี2 จากมหาวิทยาลัยมหิดลค่ะ ในตอนแรกที่เข้ามาเรียนในสาขานี้ ดิฉันก็เคยสงสัยว่า เอ๊ะ!กิจกรรมบำบัดสามารถทำอะไรได้และมีโรคหรือปัญหาไหนที่กิจกรรมบำบัดสามารถช่วยได้? แต่หลังจากที่ดิฉันได้เรียนวิชาการสังเกตและการให้เหตุผลทางคลินิกพื้นฐาน ซึ่งวิชานี้ศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการทางกิจกรรมบำบัดและการนำเอากรอบอ้างอิงต่างๆมาใช้เป็นแนวทางในการบำบัดรักษา ทำให้ฉันได้รู้ว่า ‘กิจกรรมบำบัด’ สามารถบำบัดรักษาผู้คนได้เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น ผู้ป่วยที่มีปัญหาตั้งแต่ทางกายไปจนถึงผู้ป่วยที่มีปัญหาทางจิต ซึ่งในคาบนี้ดิฉันได้เรียนกับอาจารย์ดร.ศุภลักษณ์ เข็มทอง หรือ ดร.ป๊อป นั้นเอง อาจารย์ได้นำเคสที่อาจารย์เคยบำบัดรักษามาให้พวกเราดูถึง 10 เคสด้วยกัน ซึ่งในแต่ละเคสนั้นก็มีปัญหาที่แตกต่างกันออกไป และหนึ่งในนั้นดิฉันก็ได้สนใจอยู่เคสหนึ่ง ซึ่งดิฉันคิดว่า เคสนี้อาจเกิดขึ้นมากในสังคมไทยในสมัยนี้ก็เป็นได้

เคสนี้เป็นเคสเกี่ยวกับ เด็กผู้ชายคนหนึ่ง ขอใช้นามสมมติว่า 'นายต่าย' ก็แล้วกันนะค่ะ … นายต่ายเป็นเด็กผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง หน้าตาจัดอยู่ในระดับดี ร่างกายครบ 32 ประการ ผลการเรียนดีมาก บ้านรวย แต่ที่น่าแปลกใจคือ คนที่เพอร์เฟคขนาดนี้ เขามีปัญหาอะไรหรือ? … ใช่ค่ะ เพราะว่าเขาดูสมบูรณ์แบบเกินไปบวกกับความที่พ่อแม่ให้แต่เขาเรียนหนังสือ ทำให้ผู้ชายคนนี้ขาดทักษะการเข้าสังคมและนำไปสู่การขาดความมั่นใจในตัวเองหรือ Low self-esteem นั้นเอง… พ่อแม่ของชายคนนี้จึงมาปรึกษานักกิจกรรมบำบัดเพื่อต้องการให้ลูกชายสามารถอยู่ร่วมกับกลุ่มเพื่อนและสังคมได้อย่างมีความสุข เพราะก่อนหน้านี้นายต่ายมีอาการเครียดและไม่อยากที่จะสอบเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยเนื่องจากไม่สามารถเริ่มบทสนทนากับผู้อื่นได้ และหลังจากที่นายต่ายได้ทำการฝึกบำบัดกับนักกิจกรรมบำบัดแล้ว ก็ทำให้นายต่ายสามารถเข้ากับสังคมกลุ่มเพื่อนได้ อีกทั้งนายต่ายยังได้แฟนหน้าตาน่ารักมาหนึ่งคนอีกต่างหาก :)

ซึ่งในฐานะนักกิจกรรมบำบัดปี2 ดิฉันคิดว่าในเคสนี้จะบำบัดรักษาโดยใช้กรอบอ้างอิง MOHO (Model of Human Occupation) ซึ่งกรอบนี้มีองค์ประกอบหลัก 3 อย่างที่ต้องดูคือ : Volition คือ เจตจำนง ,ความสนใจ  Habituation คือ ลักษณะนิสัย และบทบาทหน้าที่ของบุคคล Occupational Performance คือทักษะความสามารถ และเมื่อดูสามตัวนี้ควบคู่กันไปแล้วเราก็จะสามารถจัดกิจกรรมที่เสริมสร้าง ‘Self esteem’ ให้กับเขาได้ ซึ่งในเคสนี้เขาสนใจที่จะเข้าสังคมแต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มบทสนทนาอย่างไร เราจึงต้องสอนเทคนิควิธีการพูดและการเข้าสังคมรวมถึงจัดสถานการณ์ที่เป็นบริบทเสมือนจริงโดยให้เขาลองพูดตอบโต้กับกลุ่มจริงๆ เพื่อให้เขาชินและไม่ตื่นเต้นเวลาพูด อีกทั้งแนะนำแนวทางการเข้าสังคมโดยการทำกิจกรรมที่ตัวเองชอบร่วมกับผู้อื่นซึ่งจะทำให้เกิดทั้งการ relax ร่วมกับการเกิดทักษะทางสังคม และอีกประการสำคัญที่ขาดไม่ได้ก็คือการให้กำลังใจและสัมพันธภาพที่ดีจากครอบครัว โดยให้พ่อแม่ช่วยส่งเสริมและผลักดันให้ลูกกล้าเข้าสังคม พูดคุยกันบ่อยๆจนน้องมีความกล้าพูดกล้าแสดงออกจนน้องมีความมั่นใจในตัวเอง

จากการเรียนวิชานี้ ทำให้ดิฉันได้รู้ว่า แนวทางการรักษาทางกิจกรรมบำบัด ไม่ได้มองปัญหาที่จุดเดียว แต่มีการมองปัญหาเป็นองค์รวม คือดูถึงอารมณ์จิตใจของผู้รับบริการและสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆตัว ซึ่งการบำบัดนี้จะนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดและ ‘ความสุข’ ของผู้รับบริการนั้นเอง :D

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณ อ.ดร.ป๊อป และน้องกรณีศึกษา ที่ช่วยให้ความรู้และช่วยให้เข้าใจกิจกรรมบำบัดมากขึ้นค่ะ ^^

หมายเลขบันทึก: 557666เขียนเมื่อ 29 ธันวาคม 2013 21:38 น. ()แก้ไขเมื่อ 29 ธันวาคม 2013 21:51 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (1)
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี