วันนี้ไปร่วมสัมมนาเรื่อง "บทบาทของศาลและหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม กับการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหาย ผู้ต้องหา และจำเลยในคดีอาญา" ที่โรงแรมสุดหรูแห่งหนึ่งในอำเภอแม่สอดมา" แต่ข้าพเจ้าว่ามันไม่ใช่งามสัมมนา ไม่ใช่งานประชุม ไม่มีการเสวนาแลกเปลี่ยนใดๆ ทั้งสิ้น มันเป็นงานที่เชิญไปฟัง ฟัง ฟัง และฟัง พูดง่ายๆ ถ้าหลงมาร่วมงานนี้ ก็ต้องถูกบังคับให้ฟังเท่านั้น เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ในทางปฏิบัติ เป็นจริงอย่างที่โฆษณาบนเวทีหรือไม่ ไม่มีเวลา ไม่มีโอกาส ไม่มีการรับฟัง สรุปง่ายๆทุกอย่างดีอยู่แล้ว ไม่มีปัญหา ไม่ต้องแก้ไข ทุกอย่างดีหมด ไม่รู้จะใช่อย่างนี้หรือไม่ ที่ผู้จัดงานเขาต้องการนำเสนอกัน แต่เท่าที่ข้าพเจ้าทราบมันไม่ใช่อย่างที่เข้าใจกันแน่นอน และสิ่งที่รู้นี้ข้าพเจ้าไม่ได้รู้มาจากการนั่งคิดเอา แต่เกิดจากการปฏิบัติจริง มาเป็นเวลานาน จนแน่ใจว่ามันมีปัญหา อันเกิดจากระบบของกระบวนการยุติธรรมหรือหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่ เกิดจากตัวบุคลากรในระบบหรือหน่วยงานอย่างแน่นอน และไปร่วมงานโดยมีเจตนาจะแลกเปลี่ยนเพื่อนำไปสู่ความเข้าใจ และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นร่วมกัน แต่เมื่อต้องฟัง ฟัง ฟัง โดยไม่เห็นวี่แววที่ผู้จัดจะรับฟัง ผู้ร่วมงาน ทนฟังอยู่ได้นานที่สุด ครึ่งวัน จากนั้นต้องรีบหนีออกจากงานมา เพราะเบื่อหน่ายที่จะต้องรับฟังสิ่งที่ข้าพเจ้าเรียนรู้จาการปฏิบัติจริงว่าไม่ง่ายอย่างที่เขากำลังพูด พูด พูด และพูด ให้ฟัง โดยไม่มีเวลาสำหรับความคิดต่างและการนำเสนอข้อเท็จจริงและอุปสรรคปัญหา จากการฟังพอจะสรุปได้ว่า ต้องการแลกเปลี่ยนกันเรื่องสิทธิของผู้ต้องหา ผู้เสียหาย และจำเลยในคดีอาญา
กฎหมายที่เข้ามาเกี่ยวข้องจึงประกอบด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พระราชบัญญัติค่าทดแทน ผู้เสียหาย และค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญาพ.ศ.2544 ซึ่งเป็นประเด็นหลักๆในการพูดคุยแต่ไม่ได้แลกเปลี่ยน เพราะจริงๆแล้วในทางปฏิบัติมีปัญหาที่ผู้ต้องหา ผู้เสียหาย และจำเลยจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงการคุ้มครองตามกฎหมาย ปัญหาส่วนหนึ่งที่พบบ่อยในชั้นสอบสวน คือพนักงานสอบสวนมักไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการรวบรวมพยานหลักฐานที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ของจำเลย ยังคงมุ้งเน้นทำทุกวิถีทางที่จะหาพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหาแต่เพียงอย่างเดียว ทั้งที่พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาความอาญาซึ่งแก้ไขใหม่บัญญัติให้พนักงานสอบสวนมีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานทั้งทั้งที่เพื่อพิสูจน์ความผิดผู้ต้องหา กับต้องรวบรวมพยานหลักฐานที่ผู้ต้องหาเสนอเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ของตนเองด้วย เช่นกัน แต่ส่วนใหญ่ไม่ยอมทำทั้งที่จริงๆแล้วคือหน้าที่นี้คือปัญหาประการหนึ่งที่พนักงานสอบสวนที่อยู่ในที่ประชุมด้วยควรได้รับรู้ว่าถ้านี้คือปัญหาส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม เขามีส่วนต้องร่วมมือในทางปฏิบัติเพื่อแก้ไข และถ้าเขาเห็นความสำคัญและยอมปฏิบัติ ตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น อาจจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอื่นๆ ที่นำไปสู่ปัญหาการเข้าไม่ถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของคนยากคนจน ที่ประสบอยู่ในกระบวนการยุติธรรมอีกมากมายหลายปัญหาได้ เช่นอย่างน้อย อาจไม่เกิดการออกหมายจับผิดตัว ไม่เกิดการยกฟ้องคดีด้วยเหตุยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย และไม่เกิดปัญหาต่อเนื่องว่าแพะเหล่านี้ในคดีอาญาไม่ได้รับเงินค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติทดแทน ผู้เสียหาย และค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญาพ.ศ.2544 เพราะมีการนำพระราชบัญญัติไปตีความอย่างแคบและแคบมากๆ จนน่าสงสัยว่า ตกลงไม่มีเจตนาจะรับผิดชอบความบกพร่องอันเกิดจากกระบวนการทางอาญาของรัฐต่อราษฎร์ผู้บริสุทธิ์กันใช่หรือไม่นี้ยังไม่รวมปัญหาของผู้เสียหาย ในคดีทางเพศ ที่เวทีนัดมาพูดคุย และให้ความสนใจ ตลอดเวทีแตะต้องปัญหาเพียงเล็กน้อยว่า บางครั้งผู้เสียหายในคดีทางเพศ บางรายคือผู้ที่อาจจะเป็นผู้ต้องหา หรือกระทำความผิดในความผิดฐานอื่นด้วยในคนๆเดียวกัน ซึ่งเป็นปัญหา ที่ถูกพูดถึงแล้วผ่านเลยไป
ในส่วนของข้าพเจ้า มีประเด็นต้องการแลกเปลี่ยนเหมือนกันต่อประเด็นนี้ แต่ไม่มีโอกาสอีกเช่นกัน กล่าวคือ หากเรามีโอกาสให้ความคุ้มครองทางกฎหมายแก่บุคคลที่เป็นแรงงานข้ามชาติ และด้วยความแตกต่างกันในเรื่องสัญชาตินั้น ไม่ได้เป็นเกราะป้องกันเขาเหล่านั้น ให้ไม่มีโอกาสตกเป็นผู้เสียหายในความผิดต่างๆ ในบ้านเมืองของเราเลย ตรงกันข้ามเขาเหล่านั้นกลับอยู่ในสภาพที่เบาะบางยิ่งที่จะตกเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานต่างๆ แต่เมื่อจะเข้าสู่การคุ้มครองในกระบวนการยุติธรรมซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน กลับเป็นสิ่งที่ยากยิ่ง ด้วยในบางครั้ง เขาเหล่านั้น อาจเป็นผู้กระทำความผิดในข้อหาหลบหนีเข้าเมืองโยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อตกเป็นผู้เสียหายในคดีอาญา ต้องไปพบพนักงานสอบสวนซึ่งก็คือตำรวจนั้นเอง ผลที่ตามมาคือเขาถูกดำเนินคดี ในความผิดข้อหาหลบหนีเข้าเมือง ซึ่งต้องถูกควบคุมตัวเพื่อดำเนินคดีในความผิดฐานนี้ด้วย ส่วนในฐานะผู้เสียหายนั้นเขาต้องรอผลการดำเนินคดีของพนักงานสอบสวนในสถานที่ควบคุมตัวต่อไปจนกว่าเสร็จสิ้นกระบวนการ ดังนั้นเมื่อเขาทราบสถานการณ์ของตนเองอย่างนี้แล้วส่วนใหญ่เขาจะตัดสินใจไม่ดำเนินคดี กับผู้กระทำความผิด และทนรับความเสียหายโยไม่ปริปากต่อไปเพื่อจะได้สามารถทำมาหาเลี้ยงชีพต่อไปได้แม้ต้องหลบซ่อนอยู่ตลอดเวลา ซึ่งโอกาสหลงหูหลงตาและรอดพ้นการถูกจับ ดำเนินคดีและส่งกลับมามากพอสมควร การติดใจดำเนินคดีเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม ให้กับตนเองจึงกลายเป็นการรนหาที่ไปโยปริยาย และนี้คือปัญหาส่วนหนึ่งที่คนกระบวนการยุติธรรมควรได้รับรู้ ตระหนักและร่วมกันหาหนทางคลี่คลายข้อติดขัด เพราะเอาเข้าจริงๆแล้วกฎหมายคนเข้าเมืองข้อมีข้อบัญญัติที่สามารถยืดหยุ่น และใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ในเชิงเป็นคุณกับผู้ไม่ได้มีสัญชาติไทย และอยู่ในเมืองไทยโดยผิดกฎหมายได้ อยู่บ้าง ขึ้นอยู่กับเราจะพยายามเข้าใจ และพยายามกระทำหรือไม่ กระทำหรือไม่ ที่สำคัญอย่าลืมว่า ในการจัดการกับผู้กระทำความผิดตามกฎหมายนั้นมีอยู่จำนวนมากมายที่เจ้าหน้าที่เจตนาเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ อยู่มากมาย แต่พอมาถึงกรณีผู้เสียหายที่เป็นคนต่างด้าว หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และเป็นผู้เสียหายในคดีความผิดทางเพศ เช่นถูกข่มขืนกระทำชำเรา อย่างนี้ จะมายึดถือกฎหมายอย่างเคร่งครัดขึ้นมา คำถามคือ ทำไม? เมื่อปัญหาที่มีอยู่ในทางปฏิบัติไม่ถูกร่วมกันพูดถึงอย่างครบถ้วนรอบด้านผ่านมุมมองที่หลากหลาย และร่วมกันค้นหาทางออกที่คุ้มครองมนุษย์มากขึ้น เราจะหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร


...ขอบคุณ ...บันทึกดีดีนี้ค่ะ
มองแง่ดีนะคะ ยังมาเขียนที่นี่ได้ แต่ไม่ตรงเป้าหมายที่ควรจะได้แลกเปลี่ยนนะคะ