ผมเชื่อว่าความสุขในครอบครัวเกิดขึ้นได้พ่อแม่ต้องทำหน้าที่ที่ใกล้ตัวให้ได้ดีเสียก่อน ดังนั้นผมกับ อ.จัน จึงพยายามทำหน้าที่พ่อแม่ให้ดีที่สุดก่อนจะขยับขยายไปทำหน้าที่อื่นที่ห่างตัวกว่านั้น

สิ่งหนึ่งที่เราพยายามทำอย่างมากคือการปกป้องเจ้าต้นไม้จากความรุนแรงทางความคิดทางการเมืองที่เกิดขึ้นในเมืองไทยในปัจจุบันนี้ ดังนั้นเราไม่เปิดข่าวทีวีที่มีภาพผู้คนถกเถียงด่าทอใช้อารมณ์ให้เจ้าต้นไม้เห็น เพราะเราเชื่อว่าเด็กอายุหกขวบยังไม่ถึงเวลาที่จะรับความรุนแรงที่เขาไม่เข้าใจและยากที่จะอธิบาย

เด็กก็เหมือนต้นไม้ อยู่ที่พ่อแม่ที่จะปลูกด้วยเมล็ดพันธุ์แห่งความรักหรือความเกลียดชัง

แต่ไม่ว่าจะหลีกเลี่ยงแค่ไหนก็หลีกไม่พ้น เมื่อวานเจ้าต้นไม้บอกพ่อกับแม่ก่อนนอนว่า

"พ่อรู้ไหม ตำรวจยิงพี่นักศึกษารามตายตั้งสองคน"

"หา? ไม้ได้ยินมาจากไหน" ผมถามด้วยความตกใจ

"เพื่อนบอก" เจ้าต้นไม้เอ่ยชื่อเพื่อน

ผมรู้ทันที เพราะแม้ผมจะไม่เคยคุยด้วยกับพ่อแม่ของเด็กคนนั้นแต่ผมก็พอเดาได้ว่าเขาคงมีความสนใจเรื่องการเมืองอย่างมากทีเดียว เชื่อว่าเพื่อนเจ้าต้นไม้เมื่ออยู่บ้านก็คงได้ดูทีวีช่องการเมืองทั้งวัน

"ทำไมเขายิงละพ่อ" เจ้าต้นไม้ถามต่อ

"พ่อก็ไม่รู้ เออ.... เล่นเกมส์กันดีกว่า เดี๋ยวพ่อซื้อเกมส์ให้" ผมเปลี่ยนเรื่องแล้วยกไม้ตายด้วยการล่อให้เจ้าต้นไม้เล่นเกมส์ นึกในใจว่าให้เจ้าต้นไม้ติดเกมส์ยังดีกว่าติดความรุนแรง

ผมเข้าใจแล้วว่าหลายวันก่อนหน้านั้นทำไมเจ้าต้นไม้แอบเอานกหวีดที่ผมซื้อไว้ให้เขาเล่นตั้งนานแล้วไปโรงเรียน

"เพื่อนๆ เขาเอานกหวีดไปเล่นกันตั้งหลายคน" เจ้าต้นไม้บอกเมื่อผมถาม

ผมอยู่ภาคใต้ซึ่งเป็นพื้นที่ฐานเสียงสำคัญของกลุ่มผู้ประท้วง แน่นอนว่าผมเห็นด้วยกับการประท้วงร้อยเปอร์เซนต์ เขาว่าไงผมว่ากันแน่นอน ผมไม่ได้คิดต่างอยู่แล้ว จะให้ทำอะไรก็ทำด้วยขอให้บอก แต่เจ้าต้นไม้อายุน้อยเกินไปที่จะให้ประท้วงกับเขา ผมอยากให้เจ้าต้นไม้เติบโตขึ้นรู้จักโลกอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามวัยที่สมควร

ผมเชื่อว่าเมล็ดพันธุ์แห่งความรักนั้นปลูกยาก เมล็ดพันธุ์แห่งความเกลียดชังนั้นปลูกง่าย หากเกิดขึ้นตั้งแต่อายุน้อยๆ แล้วก็ยากที่จะเปลี่ยนแปลง ในฐานะพ่อก็คงเป็นหน้าที่ของผมที่จะปกป้องเจ้าต้นไม้จากความรุนแรงที่ไม่สมวัย

"เล่นเกมส์กันเถอะ เล่นเกมส์อะไรดี?"

"พ่อรู้ไหม นายกชอบเที่ยว" เจ้าต้นไม้ยังไม่เลิกพูด