กระบวนการยุติธรรมกับการตอบสนองต่อความรุนแรงที่กระทำต่อเพศหญิงที่เป็นชนกลุ่มน้อย

โดย พงษ์อภินันทน์ จันกลิ่น

ผู้เขียนได้แปลจากเอกสารการสัมมนาบทที่ 15  ในหัวข้อ Criminal Justice Responses to Violence Against Minority Women ของ EVELYN ZELLERER อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัย Florida state University ประเทศสหรัฐอเมริกา สำหรับการประชุมสัมมนาทางวิชาการนานาชาติในหัวข้อ the criminal justice response to battering of women with special focus on Inuit women and the particular challenges they face ณ ประเทศแคนาดา ปี ค.ศ.2005 ที่ผู้เขียนบทที่ 15 ดังกล่าวให้ความเห็นไว้ว่า ความรุนแรงในครอบครัวทั่วโลกตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 70 – 80 เป็นต้นมามักมองเป็นเรื่องส่วนตัวและสังคมนั้นยังมีค่านิยมที่ว่า “เด็ก และภรรยาเป็นทรัพย์สมบัติของสามีหรือผู้ชายที่เป็นหัวหน้าครอบครัว”

การกระทำความรุนแรงต่อครอบครัวจึงเป็นเรื่องส่วนตัวในครอบครัวเท่านั้น ต่อมาประเทศตะวันตกเริ่มมีการตระหนักและเห็นถึงปัญหานี้จึงได้พยายามที่จะแก้ไขความรุนแรงในครอบครัว เช่น มีการจัดตั้งศาลครอบครัวเพื่อยุติความรุนแรง ช่วยเหลือผู้ที่ถูกกระทำรุนแรง มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขกฎหมาย แต่กระนั้นก็ตาม ความรุนแรงในครอบครัวก็ยังมีอยู่ต่อไปตราบใดที่กระบวนการยุติธรรมทางอาญายังไม่สามารถตอบสนองต่อการลงโทษ การล่วงละเมิดต่อสตรีในครอบครัวยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ในบางประเทศการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัวไม่มีประสิทธิภาพ  กล่าวคือ กระบวนการยุติธรรมในประเทศนั้นมองว่า ความรุนแรงในครอบครัว การล่วงละเมิดทางเพศกับคู่สมรสไม่เป็นปัญหาเท่ากับอาชญากรรมพื้นฐานอื่นๆ ในสังคม และยังพบอีกว่า การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมของคนในสังคมจะมีลักษณะกระทำหรือล่วงละเมิดต่อชนกลุ่มน้อยที่เป็นสตรีในสังคมนั้นมากยิ่งขึ้น เช่น ชนกลุ่มน้อยผิวดำจะถูกล่วงละเมิดจากคนผิวขาว ซึ่งการล่วงละเมิดนี้ไม่เพียงแต่มีลักษณะเป็นการล่วงละเมิดทางเพศแต่ยังรวมไปถึงการเข้าถึงสิทธิหรือสวัสดิการต่างๆ ของรัฐที่เห็นชัดเจน อาทิเช่น ในสังคมของคนอเมริกันยังมีการเหยียดสีผิว การลงโทษในอเมริกามักจะลงโทษผู้กระทำผิดที่เป็นคนผิวดำมากกว่าคนผิวขาว เป็นต้น

นอกจากนี้ วัฒนธรรมเฉพาะตัวของหญิงผิวดำในอเมริกาที่มักจะมีค่านิยมหรือมีวัฒนธรรมที่จะให้อภัยหรือยกโทษสามีที่กระทำรุนแรงต่อเธอ ทำให้การนำตัวผู้กระทำผิดที่กระทำรุนแรง ไม่สามารถนำมาลงโทษได้ ความรุนแรงในครอบครัวเมื่อไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ประกอบกับกระบวนการยุติธรรมยังละเลยต่อปัญหาการกระทำรุนแรงในครอบครัว ทำให้นักวิชาการด้านสตรีนิยมมองว่า กระบวนการยุติธรรมบางครั้งมีความแข็งทื่อ และกดขี่ไม่เอื้ออำนวยต่อการแก้ไขปัญหาความรุนแรงต่างๆ ในสังคม โดยเฉพาะในครอบครัว  อีกทั้ง บทความวิชาการยังแสดงให้เห็นถึงผลของการศึกษาความรุนแรงกับชนกลุ่มน้อย เช่น ชนเผ่า Inuit (อาศัยในหมู่เกาะกรีนแลนด์เหนือประเทศแคนาดา)  ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่า  หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ทำหน้าที่ของตนเองล้มเหลว โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไม่สามารถจับกุมสามีที่ชอบทำร้ายร่างกายภรรยาบ่อยครั้ง แม้สามีนั้นเพิ่งจะพ้นโทษออกมาก็กระทำผิดในรูปแบบเดียวกันซ้ำอีก ศาลมีความต้องการให้สตรีที่ตกเป็นเหยื่อประนีประนอมอยู่ร่วมกับสามีและครอบครัวต่อไปได้

ในสังคมของชนเผ่า Inuit มองว่า สตรีที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในการฟ้องร้องดำเนินคดี มักจะเป็นผู้ชนะในคดีความรุนแรงในครอบครัวน้อยมาก และยังอาจโดนกระทำรุนแรงซ้ำอีกได้ จึงทำให้สตรีที่ถูกกระทำรุนแรงลังเลที่เข้าแจ้งความ แม้เรื่องจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแต่การฟ้องคดี การตัดสินลงโทษยังไม่สมเหตุสมผลหรือไม่เหมาะสม เช่น การตัดสินลงโทษแบบผ่อนปรนทำให้กระบวนการยุติธรรมไม่น่าเชื่อถือ ท้ายที่สุด ผู้เขียนบทความได้สะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมไม่มีประสิทธิภาพและผู้ถูกกระทำยังตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมซ้ำซ้อน ดังนั้น การกำหนดโทษควรให้มีความหลากหลายตามรูปแบบของคดี ความรุนแรงในครอบครัวจะลดน้อยลงต้องอาศัยความร่วมมือของชุมชนในการเข้าช่วยเจรจาไกล่เกลี่ยใช้รูปแบบกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative justice)  และต้องทำงานวิจัยเกี่ยวกับประเด็นนี้ให้มากขึ้น โดยคำนึงถึงความแตกต่างของชุมชน ชาติพันธุ์ ให้มากยิ่งขึ้น

จากบทความข้างต้น หากจะนำมาวิเคราะห์ให้เข้ากับรูปแบบลักษณะของสังคมไทยแล้ว พบว่า ไม่มีความแตกต่างกันมากนัก ชนกลุ่มน้อยในบทความน่าจะหมายถึง ผู้ที่มีสถานภาพด้อยกว่าในสังคม ซึ่งความเป็นชนกลุ่มน้อยทางด้านสังคมวิทยากำหนดได้ 2 ลักษณะ คือ โดยกายภาพ (เชื้อชาติเผ่าพันธุ์) และโดยสังคม จากบทความนี้ชนกลุ่มน้อย เช่น เผ่า Inuit นั้นน่าจะเข้ากับความหมายแรกชนกลุ่มน้อยโดยกายภาพ ซึ่งสอดคล้องกับสังคมไทย ชนกลุ่มน้อยถ้าในความหมายของคนไทยทั่วๆ ไปก็น่าจะในนิยามเดียวกันกับของ Inuit คือ โดยกายภาพ เช่น ชาวเขาเผ่าต่างๆ ทางภาคเหนือ หรือชาวผีตองเหลือง หรือชาวซาไก ในภาคใต้ ซึ่งมีความแตกต่างทางชาติพันธุ์วรรณนา แต่เมื่อมีวิวัฒนาการต่างๆ ประกอบกับการพัฒนาความเจริญของสังคมบ้านเมือง ชนกลุ่มน้อยในสังคมไทยน่าจะกลายเป็นชนกลุ่มน้อยในลักษณะที่เป็นชนกลุ่มน้อยในสังคม คือ คนที่ขาดโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นในการดำรงชีวิตอยู่ในสังคม เช่น คนที่มีฐานะยากจน คนที่ประกอบอาชีพระดับล่างต้องใช้แรงงานในการหาเลี้ยงชีพ  เป็นต้น

และจะพบว่า ชนกลุ่มน้อยลักษณะดังกล่าวนี้ในสังคมไทย มักจะมีปัญหาการใช้ความรุนแรงภายในครอบครัว ความรุนแรงในครอบครัวมักมีสาเหตุมาจากปัญหาเศรษฐกิจ รายได้ไม่เพียงพอต่อการครองชีพ ปัญหาการนอกใจภรรยา ปัญหาการติดสุรา ยาเสพติด และการพนัน เป็นต้น โดยปัญหาส่วนใหญ่มักเกิดจากฝ่ายชายเป็นส่วนใหญ่อันนำไปสู่การล่วงละเมิดกับภรรยาและลูกๆ ซึ่งน่าจะคล้ายคลึงกับลักษณะของสังคมชนชั้นล่างของตะวันตก เช่น ในสหรัฐอเมริกา สังคมกรรมกรผู้ใช้แรงงานผิวดำ ความคล้ายคลึงกันของชนกลุ่มน้อยในนิยามของการที่ถูกกำหนดโดยสังคมนั้นระหว่างสังคมไทยกับสังคมตะวันตกนั้นคือ หากชนกลุ่มน้อยประเภทนี้ได้มีโอกาสเลื่อนชั้นทางสังคมได้ ชนกลุ่มน้อยนี้ก็จะถูกล่วงละเมิดในลักษณะต่างๆ หรือมีการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทั้งในครอบครัวและสังคมน้อยลงไป  ตรงข้ามหากเป็นชนกลุ่มน้อยในนิยามของเชื้อชาติ หรือชาติพันธุ์ที่ด้อยกว่านั้น ทั้งสังคมไทยและสังคมตะวันตกแม้ได้โอกาสเลื่อนชั้นทางสังคมสูงขึ้น ปัญหาการกระทำรุนแรงหรือการล่วงละเมิดก็ยังมีอยู่ต่อไป เช่น สังคมไทยกะเหรี่ยงคอยาวที่แม่ฮ่องสอน  แม้ได้รับโอกาสให้เป็นคนไทยมีบัตรประชาชาชนถูกต้อง แต่ก็ยังถูกล่วงละเมิดจากกลุ่มนายทุนในการเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ โดนบังคับไปแสดงโชว์ตัวได้ค่าแรงน้อย หรือชาวเขา โดนบังคับทุบตีทำร้ายใช้ความรุนแรงให้ไปเป็นโสเภณี หรือทำงานรับจ้าง เป็นต้น

ดังนั้น การตอบสนองของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมต่อปัญหาการถูกกระทำรุนแรงในลักษณะต่างๆ ทั้งต่างประเทศ และของไทยมีลักษณะเหมือนกัน กล่าวคือ หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ยังละเลยและเพิกเฉยต่อปัญหาดังกล่าวนี้ กระบวนการยุติธรรมทางอาญายังมีปัญหาการขาดการสร้างจิตสำนึก“ความยุติธรรม” ไม่ยึดนิติธรรมโดยเคร่งครัด การบังคับใช้กฎหมายไม่คำนึงถึงหลักความเสมอภาคและหลักความเป็นธรรม ยังมีการเลือกปฏิบัติ (Discrimination) ไม่ให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ด้อยโอกาสในสังคม      

ดังนั้น สังคมใดก็ตามที่มีรากฐานของโครงสร้างและกระบวนการยุติธรรมที่เข้มแข็งก็จะเป็นกลไกนำไปสู่ความเจริญของสังคม สังคมต้องสร้างกลไกการปฏิบัติงานที่มีลักษณะหลักนิติธรรม (Rule of  Law) ซึ่งเป็นการปกครองโดยกฎหมาย (Due Process of Law) ทำให้ตัวบุคลากรมีความสำคัญมากต่อกระบวนการสร้างศรัทธาและความเชื่อมั่นเพื่อที่จะผลักดันให้การบังคับใช้กฎหมายมีความเสมอภาค เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติอันจะทำให้การใช้กำลังความรุนแรงทั้งในครอบครัว ชุมชน และสังคมต่างๆ ในโลกลดลงได้