บทความใน Science ฉบับวันที่ ๔ ต.ค. ๕๖เรื่อง Who’s Afraid of Peer Review?     บอกเราว่า วงการวิชาการในโลกกำลังเผชิญความยากลำบากกับการระบาดของวารสารเก๊    ที่เป็นวารสาร online    โดยที่วารสาร online ที่คุณภาพสูงก็มี   

          วงการวิชาการไทย จึงต้องรู้เท่าทัน   รู้ว่าวารสารใดที่เก๊    ไม่มีการตรวจสอบคุณภาพของต้นฉบับที่ส่งมาลงตีพิมพ์อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ    เป็นวารสารที่จัดทำขึ้นเพื่อมุ่งหาเงินเป็นเป้าหมายหลัก    เราต้องช่วยกันเผยแพร่วิธีการตรวจสอบว่า ผลงานวิชาการที่นำมาขอตำแหน่งวิชาการ หรือขอรางวัล ไม่ได้ตีพิมพ์ในวารสารเก๊    ตามที่มีตัวอย่างวงการวิชาการไทยตกหลุมมาแล้ว ดังคำกล่าวของ ศ. ดร. ยอดหทัย เทพธรานนท์  

          ผู้เขียนบทความข้างบน ทดลองกุผลงานวิจัยขึ้น    ส่งไปขอตีพิมพ์ในวารสาร  online จำนวน ๓๐๔ ฉบับ    กว่าครึ่งตกลงรับลงตีพิมพ์    สะท้อนภาพการระบาดของวารสารเก๊ จากระบบวารสาร online   จริงๆ แล้ว บทความนี้เล่าเรื่องผลงานวิจัยที่มีรายละเอียดและวิธีการที่แยบยล    มีรายละเอียดมากมาย    เพื่อตรวจสอบวารสารว่าจริงหรือเก๊

          ข่าวร้ายคือ แม้ในสังกัดสำนักพิมพ์ที่มีชื่อเสียง ก็มีวารสารเก๊แทรกอยู่    ข่าวดีคือ มีสำนักพิมพ์ที่ตรวจสอบ (review) ต้นฉบับอย่างจริงจัง    และปฏิเสธที่จะตีพิมพ์ผลงานเก๊ที่ผู้เขียนกุชึ้น

          สมัยก่อน การตีพิมพ์ผลงานวิชาการในวารสารใดๆ ไม่ต้องเสียเงิน    คนเสียเงินคือผู้บอกรับวารสาร    แต่ในยุค ICT การเสียเงินกลับทาง    ใครจะตีพิมพ์ผลงานต้องเสียเงิน (ซึ่งในที่สุดเงินจะมาจากแหล่งทุนวิจัย)    คนอ่านอ่านฟรี เพราะเป็น online open-access journal    การจัดทำวารสารจึงกลายเป็นธุรกิจ ที่คิดเงินจากผู้ต้องการตีพิมพ์    (ผมตกใจมาก ที่ในบทความระบุว่า เมื่อวารสารหนึ่งบอกรับผลงานเก๊ ก็แจ้งให้จ่ายเงินค่าพิมพ์ ๓,๐๐๐ ดอลล่าร์สหรัฐ    และบรรณาธิการแก้เกี้ยวว่า เงินนี้เป็นค่าจัดการ ไม่ใช่ค่าตีพิมพ์    แม้จ่ายเงินแล้ว ทางวารสารอาจไม่ตีพิมพ์ก็ได้ หากการตรวจสอบภายหลังพบว่าคุณภาพไม่เข้าขั้น)   

          จึงเกิด “วารสารผี” หรือวารสารเก๊ ที่เป็น online open-access journal จำนวนมากมาย ที่ John Bohannon ผู้เขียนบทความใน Science บอกว่ากว่าครึ่งของวารสารแบบนี้ ๓๐๔ ฉบับ เป็นวารสารเก๊    ตั้งขึ้นเพื่อหาเงินเป็นเป้าหมาย    และเป็นตัวทำลายคุณภาพของวงการวิชาการ หากวงการใดไม่ตระหนักและไม่ระมัดระวังในเรื่องนี้    ก็จะเกิดศาสตราจารย์ที่ได้ตำแหน่งจากผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสารแบบนี้    หรือเกิดผู้ได้รับรางวัลนักวิจัย ที่ผลงานตีพิมพ์ในวารสารแบบนี้    ตามที่ ศ. ดร. ยอดหทัย กล่าว

          ตรวจสอบรายชื่อวารสารที่ต้องสงสัยว่าจะเป็น วารสารเก๊   ได้ใน Beall’s List ได้ ที่นี่    แต่ข้อมูลในบทความนี้ บอกเราว่า Beall’s List ก็ยังไม่ไวพอ    ยังมีวารสารเก๊หลุดไปเยอะ

          นักวิชาการที่มีคุณภาพ ต้องระวังอย่าหลงไปตีพิมพ์ในวารสารเหล่านี้   เพราะจะไม่ได้รับบริการ peer review ที่ดี    ระบบการตีพิมพ์ผลงานในวารสารวิชาการ มีเป้าหมายที่แท้จริงเพื่อ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักวิชาการ    เมื่อเราส่งผลงานไปขอตีพิมพ์    สิ่งที่เราได้รับประโยชน์มากที่สุดคือระบบ peer review    ที่วารสารที่ดีมี reviewer  ที่เก่ง    ที่จะตรวจสอบและให้ความเห็นที่มีคุณค่ายิ่งทางวิชาการ    ทำให้เราได้เรียนรู้    คุณค่าด้านการเรียนรู้เพื่อขยายวงความรู้ เพิ่มเติมความละเอียดลออ หรือความลึกซึ้งทางวิชาการ คือคุณค่าที่แท้จริง    ส่วนการได้มีผลงานตีพิมพ์ถือเป็นรอง

          แต่จะมีนักวิชาการอีกจำนวนหนึ่ง ที่เป้าหมายหลักคือการได้ตีพิมพ์    สำหรับเอามาอ้างเป็นผลงานสำหรับขอตำแหน่งวิชาการ หรือเพื่อประโยชน์อื่นๆ    คนเหล่านี้ไม่สนใจว่า วารสารที่ส่งไปตีพิมพ์จะเก๊หรือไม่    ขอเพียงได้ตีพิมพ์เป็นพอใจ    คนเหล่านี้ เป็นแนวร่วมของวารสารเก๊    และช่วยจ่ายเงินค่าตีพิมพ์ให้วารสารเหล่านี้ดำรงอยู่ได้    นักวิชาการเหล่านั้น อาจเรียกได้ว่า นักวิชาการเก๊

          ที่น่าเห็นใจคือนักวิชาการที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์    โดนวารสารเก๊หลอก    ก็จะเสียเงินโดยไม่ได้รับประโยชน์จาก peer review ใดๆ เลย    และเมื่อตีพิมพ์แล้ว นำมาเสนอเป็นผลงานวิชาการ   หากระบบตรวจสอบผลงานวิชาการของสถาบันที่นักวิชาการท่านนั้นเข้มแข็ง รู้เท่าทันระบบวารสารเก๊   ผลงานนั้นจะไม่ได้รับการยอมรับ

          ต้องอ่านบทความนี้เองนะครับ   จะได้รายละเอียดมากมาย    และเห็นว่า ธุรกิจวารสารออนไลน์เก๊มีรายได้มหาศาล    บทความบอกว่าเมื่อเขาไล่ตรวจจับ    ก็พบศาสตราจารย์ที่มีชื่อว่าเป็นบรรณาธิการวารสาร    และสารภาพว่าตนไม่ได้ทำหน้าที่จริงจัง    ยกให้เป็นของอีกคนหนึ่ง    ซึ่งเมื่อโดนจับได้ ก็ยอมรับว่าจะปิดวารสารนั้น     จะเห็นว่า วิธีจัดการกับ “ผู้ร้าย” ทางวิชาการ ทำไม่ยาก    และผู้ร้ายก็ดิ้นไม่หลุดด้วย    วิธีการคือการตรวจสอบอย่างเข้มข้น   

          ที่ผมเขียนบันทึกนี้และนำข้อคิดเห็นแบบตรงไปตรงมาของ ศ. ดร. ยอดหทัย เทพธรานนท์ มาลงไว้ ก็เพื่อเป้าหมายนี้   คือกระตุ้นให้วงการวิชาการไทย (ซึ่งรวมระบบการพิจารณาผลงานเพื่อตำแหน่งวิชาการ และเพื่อให้รางวัล) เอาใจใส่ตรวจสอบจริงจัง    ไม่ได้มีเป้าหมายสร้างความเสื่อมเสียแก้บุคคลใด หรือสถาบันใด

          ศ. ดร. ยอดหทัย ให้ความเห็นไว้ดังนี้ ถ้าเราจะทำให้สังคมวิจัยดี/สะอาดขึ้น เราจะต้องไม่กลัวที่จะ speak out ในกรณีที่เราพบผู้ที่เอาประโยชน์จากการตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสาร predatory journals แบบนี้

          ผมเศร้าใจที่ได้เห็นเอกสารประกอบการประชุมของ สกอ. ในกรณีที่อาจารย์ของ ม. มหาสารคามผู้หนึ่งขอตำแหน่ง ศ. โดยการตีพิมพ์ในวารสาร junk  ผู้ทรงคุณวุฒิไม่ aware ก็ให้ผ่าน 

          แต่เมื่อ กก.วิชาการของมหาวิทยาลัยทำหน้าที่โดยการทักท้วงไม่ยอม ก็ถูกฟ้อง   และแทนที่ กก. สภามหาวิทยาลัยจะทำหน้าที่อย่างถูกต้องโดยจัดการอย่างเด็ดขาด ก็ไม่ทำ !  กก.วิชาการก็มีสภาพเหมือนตัวบ้าไป   อาจารย์ ยงยุทธ และอาจารย์ วิชัย คงทราบเรื่องนี้ดี

          อีกกรณีหนึ่งก็เป็นอาจารย์ใกล้ๆตัวเรา  ที่ได้ทั้งตำแหน่ง ศ. และนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ด้วยการตีพิมพ์ผลงานในวารสาร"จ่ายเงิน"เกือบทั้งสิ้น !  มีผมเขียน e-mail คัดค้านอยู่คนเดียว

          ***ปัญหาของคนไทยเราคือเราบอกว่าต้องจับโจร แต่พอมีโจรอยู่ใกล้ๆก็แกล้งทำเป็นไม่เห็นครับ***

ยอด” 

          ผมสนับสนุนความเห็นของ ศ. ดร. ยอดหทัยทั้งหมด   และขออนุญาตท่านนำมาลงบันทึกนี้ 

          ขอย้ำว่า วารสาร online open-access journal ที่คุณภาพสูงก็มี    และวารสารที่ไม่ online จึงตรวจสอบระบบ peer review ยาก    และเป็นวารสารที่ระบบ peer review อ่อนแอ หรือแทบไม่มีเลย ก็มี    ดังนั้น ระบบการบริหารงานวิจัยและวิชาการของทุกมหาวิทยาลัยต้องเอาใจใส่เรื่องนี้    เพื่อระมัดระวัง ไม่ยกย่องผลงานเก๊    ซึ่งจะเป็นผลเสียหายต่อชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย    และต่อคุณภาพของผลงานวิชาการ

          ผมได้รับรู้เรื่องราวเหล่านี้ เพราะมีการให้ข้อมูล และปรึกษาหารือกัน online ในวงการของมหาวิทยาลัยมหิดล   โดยผมได้รับทราบว่า มีการนำไปปรึกษาหารือในคณะกรรมการของบัณฑิตวิทยาลัย    และเชื่อว่าคณะกรรมการพิจารณาตำแหน่งวิชาการก็นำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณา

 

 

วิจารณ์ พานิช

๒๒ ต.ค. ๕๖