เมื่อราว 2,000 ปีมาแล้ว เพลโตได้สรุปความคิดเกี่ยวกับรูปแบบการปกครองว่า โดยทั่วไปแล้ว สามารถแบ่งออกได้ตามลักษณะของผู้ปกครอง 3 แบบคือ การปกครองโดยคนเก่งคนเดียว การปกครองโดยกลุ่มคนที่เก่งจำนวนหนึ่ง และการปกครองโดยคนทั่วไป การปกครองอย่างที่ว่าอาจจะดีหรือชั่วก็ได้ ขึ้นอยู่กับพฤติธรรมที่ผู้ปกครองกระทำต่อผู้ใต้ปกครอง โดยสรุปได้ว่า

การปกครองโดยคนเก่งคนเดียว ถ้าดี ก็เรียก ราชาปราชญ์ ถ้าไม่ดี ก็เรียก ทรราช
การปกครองโดยกลุ่มคนเก่ง ถ้าดี ก็เรียก อภิชนาธิปไตย ถ้าไม่ดี ก็เรียก คณาธิปไตย
การปกครองโดยคนทั่วไป ถ้าดี ก็เรียก ประชาธิปไตย ถ้าไม่ดีก็เรียก การปกครองของฝูงชน

ความคิดของเพลโต มีอิทธิพลต่ออริสโตเติล ผู้ที่จัดทุกอย่างให้เป็นระบบสำเร็จรูปพร้อมนำไปปฏิบัติ อริสโตเติลสรุปไปในทางสอดคล้องกับอาจารย์ของเขา เพลโต ที่ว่า การปกครองที่ดีที่สุดนั้น ต้องเป็นการปกครองที่คนเก่งคือคนดีและเป็นคนที่สามารถตัดสินใจทำอะไรได้รวดเร็ว ไม่ไหลไปไหลมา และการตัดสินใจนั้นเป็นประโยชน์ต่อคนส่วนมาก หรือสรุปง่าย ๆ คือ ทั้งเพลโตและอริสโตเติล เห็นพ้องกันว่า ราชาปราชญ์นั่นแหละ คือสิ่งที่ดีที่สุด (ซึ่งชุดคุณสมบัติของราชาปราชญ์ที่กำหนดมา เช่น ราชาปราชญ์นั้นต้องเป็น ผู้ไม่ยึดติดในชาติกำเนิด คือ เป็นบุคคลส่วนกลาง คัดมาจากผู้มีความรู้ความสามารถตั้งแต่เด็ก เลี้ยงให้ไม่มีสมบัติทรัพย์สิน ไม่มีพ่อแม่เมียและลูกในทางส่วนตัว รบเก่ง มีคุณธรรมเป็นเลิศ หัวดี รักในการแสวงหาความรู้ ซึ่งก็ทำให้ทุกวันนี้ราชาปราชญ์ก็ยังไม่ปรากฎตัว)

แต่ไม่ว่าอย่างไร นี่จึงกลายเป็นรากฐานของการปกครองแบบราชาธิปไตย และชุดองค์ความรู้ดังกล่าวก็ส่งทอดจากกรีกสังคมอื่น ๆ จนทำให้โลกทั้งใบปรับตัวเองจากการปกครองในลักษณะชนเผ่าของใครของมันเป็นการปกครองแบบกษัตริย์ที่ผู้มีสติปัญญาและบารมีปกครองชนต่างชาติต่างภาษาในที่สุด 

และไม่ว่าอย่างไร พร้อมกับความรุ่งเรืองของการปกครองแบบราชาธิปไตยนั้น การปกครองโดยคนทั่วไปอย่างประชาธิปไตยก็ถูกมองว่าเป็นระบอบการปกครองที่สุ่มเสี่ยงจะทำให้รัฐตกต่ำหรือสลายไป เช่นเดียวกับที่ชาวเอเธนส์ซึ่งปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยทางตรง (ที่ผู้ชายที่เสียภาษีมีสิทธิออกเสียงได้ หญิง คนต่างชาติ และทาส ไม่มีสิทธิ) ลงมติไม่ส่งกองทัพสู้กับศัตรู จนทำให้ประเทศล่มสลายไปพักหนึ่ง และต่อมาผู้มากู้บ้านกู้เมือง ก็ต้องรับบทเผด็จการทรราชย์ เพื่อขจัดความอ่อนแอดังกล่าวเสียอีก

 

อภิธานศัพท์

คำว่า กษัตริย์นั้น โดยนัยแล้ว มีความหมายเดียวกับเกษตร คือ พื้นที่ซึ่งเพาะปลูกได้ กษัตริย์จึงเป็น ผู้อภิบาลความอุดมสมบูรณ์ ส่วนราชานั้นหมายถึง ผู้ทำให้เกิดโชคดี

คำว่า รัฐนั้น โดยนัยแล้ว มีความหมายเดียวกับ ราษฏร และมีความหมายในเชิงพื้นที่ด้วย กล่าวคือ โดยนัยแล้วรัฐหมายถึง พื้นที่ที่คนผู้ถูกปกครองอยู่ครอบครองอยู่ ซึ่งแตกต่างไปจากการให้ความหมายในภาษาไทย ที่มักแปลว่า รัฐคือ state เพราะ state นั้น หากแปลทับศัพท์จะทับได้สนิทกับคำว่า สถาน ส่วนการแปลว่า รัฐ เป็น nation นั้นผิด เพราะคำนี้มาจาก nation-state หรือรัฐชาติ และคำว่าประเทศนั้น แปลเทียบได้กับคำว่า มลรัฐ ที่ใช้ในปัจจุบัน เพราะประหมายถึงไม่สมบูรณ์ พร่องไป ไม่เต็มแผ่น ส่วน เทศ นั้น คือ เทศา หรือ บริเวณเล็ก ๆ ที่คนกลุ่มเล็ก ๆ พอจะหาอยู่หากินได้เอง