ในทางทฤษฎีการสื่อสาร ใครต่อใครต่างบอกว่าการรู้ัจักคนที่เราอยากสื่อสารเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
เราไม่อาจพูดกับเขาได้รู้เรื่องเลย ถ้าเราไม่เข้าใจกลุ่มเป้าหมาย ไม่รู้ว่ากลุ่มเป้าหมายคือใคร มีชีวิตจิตใจเป็นอย่างไร บางคนก็บอกว่าต้องเข้าใจหัวจิตหัวใจ วิถีชีวิต รูปแบบพฤติกรรมของเขา ในทางภาษานักสื่อสารใช้ศัพท์คำว่า "Insight"
ในทางโฆษณามีตัวอย่างมากมายเหลือเกินครับ เช่น โฆษณาบำรุงสมอง ก็ต้องเลือกกลุ่มเป้าหมายว่าใครล่ะ ที่อยากบำรุงสมาองมากที่สุด "นักเรียนเตรียมสอบเอ็นท์นั่นเอง" คราวนี้ก็ต้องเข้าใจกลุ่มเด็กๆ ว่าอยากสอบติดคณะอะไร เวลาโฆษณาก็เลยต้องเอาตัวแบบนักศึกษาที่สอบเอ็นฯ คณะที่เป็นที่นิยมมาเป็นพรีเซนเตอร์ นอกจากนี้ยังต้องเข้าใจกลุ่มเป้าหมายว่าอยากติวเอ็นทรานซ์ บริษัทก็จัดอีเวนท์ติวข้อสอบ ฯลฯ
เืรื่องบำรุงร่างกาย บำรุงสุขภาพ โฆษณาไปก็คงมีใครอยากฟัง แต่เรื่องความตายล่ะ ใครจะอยากฟัง?
นั่นเป็นเหตุให้เราต้องมาคิดทบทวนใคร่ครวญว่าใครหนอ ที่ต้องการเรียนรู้เรื่องความตาย ใครนะที่จำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องความตาย และระหว่างความสมัครใจเรียนรู้ กับความจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ เราจะเลือกกลุ่มไหนก่อนดี?
เคยปรึกษาคุณจาฟฟา ซึ่งทำประเด็นการสื่อสารกับสาธารณะเรื่อง Hospice เธอก็แนะนำว่าเพียงแค่กลุ่มที่อยากเรียนรู้ ก็มีมากมายหลายกลุ่มยากง่ายต่างกัน เราอาจจะสื่อสารกับกลุ่มที่อยากฟังก่อนเพราะง่ายกว่า
สำหรับโครงการสื่อสารสร้างความตระหนัก วิถีสู่การตายอย่างสงบ ตอนนี้ก็ได้ข้อสรุปที่ค่อนข้างลงตัวว่า กลุ่มเป้าหมายผู้รับสารกลุ่ม ผู้ใหญ่วัยทำงาน อายุประมาณ 35-50 ปี น่าจะเป็นกลุ่มที่มีสมดุลระหว่างความอยากรู้ และความจำเป็นต้องรู้เรื่องความตายที่พอเหมาะ เพราะเ็ป็นวัยที่เริ่มมีญาติผู้ใหญ่ป่วย เห็นความเป็นไปของพ่อแม่ว่าป่วยตายดีเป็นอย่างไร ตายไม่ดีเป็นอย่างไร บางคนอาจเริ่มเจ็บป่วยในระยะต้น หรือผ่านประสบการณ์ความสูญเสียมาแล้ว อีกทั้งอาชีพการงานก็เริ่มจะลงตัวจนไม่ต้องดิ้นรนไขว่ขว้ามากมาย กลุ่มคนเหล่านี้น่าจะมีประสบการณ์ชีวิตเพียงพอที่จะตั้งคำถามกับชีวิตของตนเองได้ลึกเพียงพอแล้วในระดับหนึ่ง
ทำไปทำมา เราก็พบอีกว่า กลุ่มเป้าหมายดังกล่าวยังกลุ่มย่อยลงไปอีก ซึ่งอาจแบ่งได้ออกเป็น 3 กลุ่ม
1. กลุ่มหน้าใหม่ (freshy) คือกลุ่มที่จัดว่าเป็นผู้เริ่มต้นในการศึกษาเรียนรู้เรื่องการเตรียมตัวตาย เป็นกลุ่มที่ชีวิตไม่ค่อยได้พบเจอกับความตาย ไม่ค่อยสนใจมิติจิตวิญญาณศาสนา ไขว่หาความมั่นคงและความสำเร็จในชีวิต ไม่สนใจธรรมะ ยังหมกมุ่นอยู่ในทรัพย์สมบัตริและความสวยงาม มีความเครียดในชีวิตการงานอย่างมาก
การทำงานกับกลุ่มเป็นเรื่องที่ท้าทายการทำงานอย่างมาก โครงการเผชิญความตายอย่างสงบไม่ค่อยได้ทำงานเข้าถึงกลุ่มนี้สักเท่าไหร่
2. กลุ่มรุ่นพี่ (Senior) คือกลุ่มที่เริ่มคิดถึงการเตรียมตัวตายและความไม่ประมาทในชีวิตแล้ว เป็นกลุ่มที่พบได้จากผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวกับการเผชิญความตายอย่างสงบ สนใจธรรมะ ศาสนา สนใจสุขภาพ พยายามชักชวนพ่อแม่พี่น้องเรียนรู้ทำความเข้าใจตัวเองและสัจธรรม สิ่งที่หมกมุ่นสำหรับคนกลุ่มนี้อาจเป็นเรื่องทิฏฐิ มานะ หรือการยึดติดในความคิดความเชื่อ ตัวกูของกู บ้างก็บอกว่ากลุ่มนี้ควรสนใจที่จะบรรเทาความติดดี การสื่อสารกับคนกลุ่มรุ่นพี่อาจเริ่มจากการสื่อสารข้อธรรมะแบบจัดหนักก็ยังได้
3. กลุ่มบัณฑิต (Graduate) คือกลุ่มที่มีความเชี่ยวชาญ ฝึกฝนเรื่องการเตรียมตัวตายอยู่เสมอๆ ประเภทที่ว่ามาร่วมงานเผชิญความตายอย่างสงบแล้วบ่นว่า "ไม่มีอะไรใหม่เลย" "รู้เรื่องหมดแล้ว" ทางโครงการเลือกที่จะปล่อยอิสระในกลุ่มนี้ได้ฝึกฝนตนเองอย่างเต็มที่ในการเตรียมตัวตาย เราเชื่อว่าเขาเหล่านี้จะดูแลตัวเองและดูแลซึ่งกันและกันได้ดีอย่างตลอดรอดฝั่ง
โครงการฯ มีแนวโน้มว่าเลือกที่จะทำงานกับทั้งกลุ่มหน้าใหม่ และกลุ่มรุ่นพี่ การทำงานกับทั้งสองกลุ่มเราหวังว่า โครงการจะได้เรียนรู้วิธีคิด วิธีทำ ในการสื่อสารสร้างความตระหนัก เปิดพื้นที่สร้างการเรียนรู้เรื่องการเผชิญความตายอย่างสงบที่มีความหลากหลาย ตรงใจ และได้ผลจริง รวมไปถึงการสร้างบรรยากาศบ้านเมืองที่สามารถพูดเรื่องความตายได้อย่างปลอดภัยสบายอารมณ์ ทำให้การตายเป็นเรื่องการสนทนาทั่วๆ ไป ในระดับเดียวกับเรื่องลมฟ้าอากาศ ในขณะเดียวกันก็ชวนคิดใคร่ครวญอย่างลึกซึ้งถึงความหมายของชีวิต นำมาสู่ท่าทีต่อการใช้ชีวิตอย่างโปร่งเบาและมีสติ
ยากไปไหมเนี่ย?
ไม่ยากครับ...... ดีครับ ผมอยู่ในกลุ่มเป้าหมายเป๊ะ ฮาๆๆๆ
เป็นเรื่องที่ สามารถ นำพาพี่น้องมนุษย์ มุ่งสู่ทางเดียวกันได้. ขอให่กำลังใจในการทำงานชิ้นนี้ ทำต่อไป อย่าท้อ
หนทางเดียวกันที่แน่แท้ คือ การ”ตาย”. แต่ตายแล้วไปไหน กาอนอื่น เราน่าจะลองไปศึกษาผู้ที่สร้างเราโดยตรงว่า
ท่านกล่าวไว้ว่า ตายแล้วจะไปไหนก่อน. ศึกษาตรงไหนก็ได้ แต่หากพบความต้องการของมนุษย์ในสิ่งเสพ เช่น อาหาร ยอดขาย สมณะยศ ความพึงใจ. การได้รับการยอมรับ การได้รับอำนาจ ทุกวิ่งที่กล่าวมา ชี้ไปที่นามและรูป ของผู้รับประโยชน์ได้ด้วย. นั่นแหละ วรรณกรรมที่เราเสพ
ทำไมไม่ค้นหาความจริง เอามาแทนความเชื่อเล่า.
...คิดเสมอว่าสามารถทำประโยชน์อะไรได้บ้าง? ในขณะที่ยังมีลมหายใจ...ไม่สนใจเรื่องความตาย...มาถึงเมื่อไหร่...ก็ไปเมื่อนั้นนะคะ
จงปราณีต ในการเตรียมตัว “ตาย”
จงอย่าตายในสภาพ เนรคุณต่อผู้ให้ชีวิต ให้สิ่งเสพ (ที่มีหลักฐานและพยานเป็นสากลแล้ว)
จงอย่าตาย ในลักษณะ ที่ยิต ห้ามกตัญญูต่อผู้สัญญา(ที่มีหลักฐาน) ในการให้ชีวิต หลังความตายทุกๆคน
และจงอย่า อยู่อาศัย ในบรรยากาศที่ต้องตกเป็น “ขโมย” ออกซิเจน จากผู้อ้างสิทธิ์ผู้เดียวว่า เขาเป็นเจ้าของสิ่งที่เรา-ท่าน เสพทุกนาที
ไม่หลุดพ้นการเสพนั้นเลย เพราะ ไม่เสพ”ตาย”
เคยเห็นแต่เขาเลือกกลุ่มผู้สูงอายุ อย่างที่ Jaffa นำเสนอ
การเลือกกลุ่ม 35-50 นี้ ท้าทายมากนะครับ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร เราได้เรียนรู้บนเส้นทางนี้แน่นอน
แต่เราต้องมีกระจกสะท้อนที่เที่ยงตรง ชัดเจน ไม่ใช่กระจกอวยกันอย่างเดียว
เราจะเรียนรู้ไปด้วยกันนะครับ