ครึ้มอกครึ้มใจ...
เมื่อได้พูดถึงเรื่อง R2R ซึ่งเรื่องนี้ข้าพเจ้าดำเนินมานับตั้งแต่กลับมาทำงานที่ รพ.ยโสธรเมื่อปี ๒๕๔๘
ย้อนมองแล้ว มองเห็นความมั่นคงในการเดินทางของตนเอง
แรกๆ ดูเหมือนเป็นเรื่องใหม่ของผู้คนหน้างาน แต่เราก็กล้าทำ ... เส้นทางการขับเคลื่อนเรื่องนี้สำหรับข้าพเจ้าแล้วไม่ใช่เรื่องที่ง่าย
แต่...ข้าพเจ้าก็ไม่เคยหยุดทำ แม้ทำคนเดียวก็จะทำ...
คือ คำพูดที่บอกกับใจของตนเอง
เพราะอะไรจึงได้ศรัทธาต่อการทำเรื่องนี้มาก...
ก็เพราะว่า สิ่งนี้แหละคือ เครื่องมือที่ทำให้ผู้คนได้ฝึกฝนลับคมทางปัญญา ....ซึ่งปัญญานี้เป็นเรื่องสำคัญมาก
คนที่เกิดปัญญา คือ คนที่สามารถแก้ไขปัญหาหรือความทุกข์ของตนเองได้
ข้าพเจ้าจึงให้ความสำคัญกับการเรียนรู้กระบวนการทางปัญญาอย่างมาก ... คนที่มีปัญญา ไม่ได้หมายถึงคนเรียนหนังสือสูง
หากแต่เป็นคนที่มีกระบวนการคิด กระบวนการมองปัญหา อย่างลึกซึ้งและเข้าใจ เป็นเหตุเป็นผล (อิทัปปจยตา) เข้าใจที่มาที่ไป แล้วเขาเหล่านี้ก็จะไม่ตกเป็นทาสของอารมณ์มากนัก

ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน R2R ของข้าพเจ้าตลอดแปดปีที่ผ่านมา
ข้าพเจ้าใช้รูปแบบแบบไม่เป็นทางการ คอยหว่านเมล็ดพันธ์ุลงไปในหัวใจของคนทำงาน
หลายคนมองว่า ... นี่ไม่ใช่ผลงาน
แต่ข้าพเจ้ากลับมองว่า นี่คือความเต็มเปี่ยมของความเต็มที่ในการฝึกฝนตนเอง
เมื่อการขับเคลื่อนถูกเรียกไปห้ามให้ยุติการทำ R2R อยู่หลายครั้ง แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ได้ต้าน ...ไปใช้วิธีป่าล้อมเมืองแทน
คือ ไปร่วมในกระบวนการขับเคลื่อน R2R ประเทศไทยจนเกิดเป็นกระแสที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางมากขึ้น
Ka Poom http://www.gotoknow.org/posts/545651
เกิดเป็นโมเดลดั่งภาพ...
ซึ่งโมเดลดังกล่าวไม่ใช่โมเดลที่ร่างขึ้นว่าจะทำ
หากแต่เป็นโมเดลที่สะท้อนว่าได้ทำเกิดขึ้นมาแล้ว และต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลาหลายปี
จนสามารถเรียกได้ว่า ยั่งยืนในวิถีที่เรียบง่าย ...ในกลุ่มคนเล็กๆ ที่รักการทำ R2R
ทำด้วยความรัก ทำด้วยความสุข
ไม่มีใครสั่ง ... เราก็ทำ
มีใครสั่ง...เราก็ทำ
เพราะนี่คือ การทำงาน อันเป็นหน้าที่ที่ได้ทำ เมื่อเรามีการงาน

บางช่วงเวลา...
ทำในสิ่งที่วางแผนหรือกำหนดไว้ไม่ได้ ... เราก็พักก่อน แล้วออกหาทางออกที่น่าจะทำได้
ดั่งเช่น ขับเคลื่อนในโรงพยาบาลเองไม่ได้ ข้าพเจ้าก็ไปขับเคลื่อนรอบนอก ร่วมสร้างเครือข่าย
และเมื่อได้จังหวะที่เหมาะสม พอควร ... เราก็ย้อนกลับมาสานต่อในจุดที่เราพักไว้
เมื่อมาถึงวันนี้...
เพียงแค่ขยับ
เมล็ดพันธุ์ที่เคยหว่านไว้ ก็งอกเงยเป็นต้นกล้าทางปัญญา R2R เกิดขึ้น มาสานต่อกันอย่างรวดเร็ว
และมีผลงานมาคุยมาเล่ากันต่อ ดั่งกับว่าไม่เคยหยุดชะงัก
นั่นสะท้อนให้เห็นว่า ... คนทำงาน ไม่ได้หยุดทำเลย
นี่คือ สิ่งที่อิ่มใจมาก

และการขับเคลื่อน R2R
ข้าพเจ้าก็ยังคงมองคนออกเป็น ๔ กลุ่ม คือ
กลุ่มแรก มีใจพร้อมทำ พร้อมลุย ไร้เงื่อนไข
กลุ่มที่สองนี่ จะลังเล เราอาจต้องออกแรงในการชี้ ชวนให้เห็นคุณค่า ความดีความงามของการทำ
กลุ่มที่สามนี่ ไม่ทำแถมอาจปรามาสเราไว้ด้วย...
กลุ่มที่สี่นี่ คือ หันหลังให้เลย

ดังนั้น...
แม้ว่าคนกลุ่มแรกจะมีน้อยมาก แต่เราก็ทุ่มเทร่วมกันทำ แล้วก็จะเกิดพลังเกิดขึ้นอย่างมากมาย
และเมื่อคนกลุ่มที่สองเห็น ความหวาดไหว หวาดหวั่น หวาดกลัวจะคลายลง เมื่อมองเห็นว่าคนอื่นก็ทำได้ เขาก็จะลุกขึ้นมาทำ และกาลเวลาอาจเนิ่นนาน กว่าที่กลุ่มสามจะมาร่วมด้วย
แต่สำหรับข้าพเจ้าเองมองว่า ... มีเพียงกลุ่มแรก นี่ก็คือพลังอันมหาศาลแล้ว
เพราะอะไรก็แล้วแต่ "ปัญญา+หัวใจ" แล้ว เอาอะไรมายั้งเขาก็ไม่อยู่และไม่หยุดที่จะพัฒนา
ซึ่งคนในลักษณะนี้ เป็นดั่งที่องค์พ่อแม่ครูบาอาจารย์เคยเอ่ยว่า
"ภาวนาได้พัฒนาเป็น"
...
๓๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๖




