หลังฟังสวดพระอภิธรรมจบแล้ว  

ชายข้างกายก็หันมามองด้วยสีหน้ายิ้มๆและถามว่า 

เคยได้ยินเรื่องขำๆของหมอในโรงพยาบาลบ้างไหม

ฉันพยักหน้าด้วยอาการเพลีย เพราะเคยได้ยินเรื่องขำๆของหมอมาเยอะเหมือนกัน

แต่ก็ลางเลือนไปจากความทรงจำรู้แต่ว่าเคยขำมาก

แต่ ณ เวลานี้กลับไม่รู้สึกขำแม้พยายามนึกทบทวนก็ตาม

แต่ก็ได้ลากเก้าอี้ล้อมวงฟังไปกับญาติๆที่รายล้อมโดยเฉพาะเด็กหลานๆ

และรุ่นอาวุโส ส่วนวัยกลางคนเขาพากัน ยกนั่น ขยับนี้ 

โดยไม่มีเสียงสั่งการใดๆ ทุกอย่างเป็นไปเองโดยอัตโนมัติของผู้เข้าใจงาน รู้งานกันทุกคน 

จึงช่วยเสริมให้งานอื่นๆที่เกี่ยวข้องนั้นเสร็จเร็ว

ที่วัดธรรมิการาม พระอารามหลวงของจังหวัดประจวบฯสวดเพียงจบเดียว แต่เริ่มเวลา 20.00 น.

นิทานในงานสวดคืนที่ 3 เกิดขึ้นในโรงพยาบาลดีๆโรงพยาบาลหนึ่ง เสียงคนข้างกายดังขึ้น

ทุกๆเช้าก่อนเวลาที่แพทย์ใหญ่จะเดินทางมาถึงโรงพยาบาล

จะมีชายวัยกลางคน ผู้หนึ่งมายืนอิงแนบชิดกำแพงตึกด้านหนึ่งของโรงพยาบาล

ตรงทางที่แพทย์ใหญ่จะต้องเดินผ่านไปยังห้องพักผู้อำนวยการทุกวัน

ท่าทีของชายคนนี้คือการยืนเอาหูแนบกับกำแพงและทำท่าคล้ายกำลังฟังเรื่องราวใดอย่างตั้งใจมากๆ

 แรกๆพยาบาลเวรก็จะสงสัย และต่างตั้งสันนิษฐานว่าเขาสติไม่ดี

แต่เมื่อสังเกตแล้วไม่มีอันตรายกับใคร ทุกคนในโรงพยาบาลก็ดูจะไม่สนใจ

อาจเนื่องจากมีผู้ป่วยมารับการรักษามาก จนไม่มีใครสนใจชายผู้นี้

เขาไม่ทำตัวเกะกะการทำงานของเจ้าหน้าที่ แต่กลับแสดงอาการเอื้อเฟื้อเพื่อนผู้ป่วยด้วยกัน

ก็เป็นเช่นนี้ราวๆ 1 เดือนเต็ม วันหนึ่งผู้อำนวยการเดินผ่านเขาไป แล้วหยุดชะงัก หันกลับมามองเขา

ชายผู้นี้ก็ยังคงตั้งอกตั้งใจเอาหูแนบกำแพงนิ่งอย่างตั้งใจ

ผู้อำนวยการหันหลังเดินลับเข้าห้องไป

ชายผู้นี้ก็ยังคงยืนนิ่งในท่าเดิม

ผู้อำนวยการเดินออกมาแง้มประตูห้องแล้วตัดสินใจเดินตรงมาที่ชายผู้นี้

แต่เขายังไม่มีทีท่าว่าจะสนใจผู้มาเยือน กลับแนบใบหูให้ชิดติดกับกำแพงมากยิ่งขึ้น

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลตัดสินใจเผชิญหน้ากับเขาและเอาหูแนบไปที่กำแพงนั้น

แล้วขยับเปลี่ยนท่าจากเอาหูซ้ายฟังมาเป็นเอาหูขวาแนบกำแแพงฟัง

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพยายายามแนบชิดใบหูให้ติดกับกำแพงให้มากที่สุด

ทันใดนั้นท่านก็ได้ยินเสียงพูดเบาๆดังขึ้นว่า"ท่านผู้อำนวยการเชื่อด้วยใช่ไหมครับ.....ว่ากำแพงมันพูดได้"