ปั้นดินให้เป็นดาว...วลีนี้...บินมา กระทบหู...มันเป็นเสียงจาก..สวรรค์...เป็นแน่แท้...(หล่อน..แอบคิด...และเลยไปถึงในความคิดคำนึง..ถึง คำว่า.".มายาคติ"..ที่แว่วๆผ่านหู ไปเมื่อ..สองสามวัน..ก่อนนี้...)..บนเวที...ที่พูดนั้น..มัน..ปราศจาก..ลอย.."ยิ้ม" ...ที่แสนสุขดังเช่น..เสียงที่เปื้อน "ยิ้ม"และโอบกอด"เรา"..จะปั้น ดิน..ให้เป็นดาว..

...น้ำค้างที่พร่างพรม.มาแต่เมื่อคืนถึงเช้าตรู่แลดูสดฃื่นเหมือนบทเพลงที่ร้องเล่นกันเมื่อเป็นหนุ่มสาว...เราให้พร  กันและกัน..เหมือน..ดังเพลงที่ว่า.."ให้สดชื่นเหมือนยามน้ำค้างพร่างพรม..ให้ทรัพย์สิน อุดม.ให้พบแต่ความร่มเย็น"..โลกนี้ช่างสดฃื่นเสียนี่..กระไร.."แต่บนไร่พริก..วันวาน..ที่เราเดินไป..ถึงกัน....นั้นมันถูกน้ำค้างพร่างพรม..จนใบเป็นราขาวไหม้...แห้งเหี่ยว..รอ..ความตายที่กำลังมาถึง"...

"หล่อนคนนั้นเป็นชาวไร่"..เธอบอกเราว่า..มันถูกฝน..และ..น้ำค้าง..ต้องตัดมันทิ้งไป....."เรารับฟัง..ด้วย..ความงุนงง..สงสัย..ราวกับเป็น...เรื่องที่สุดแสนจะรับไม่ได้....."เมื่อปลูกผัก...แล้ว..(ไม่ได้)...กิน...."

เรื่องนี้..สัมผัสมาเมื่อวันวาน...ณไร่หนึ่ง..ที่..เลาขวัญ...กานจนบุรี....มันเป็นเรื่องหนึ่งของคำว่า..มายาคติ..เมื่อ..ปั้นดินให้เป็นดาว..เท่ากับปลูกผัก..แล้ว..ไม่ได้..กิน....