"Not one less ” ชื่อภาพยนตร์ไทย :เด็กหัวใจสู้และครูตัวน้อย56886011 ถอดบทเรียนจากภาพยนต์ครูเว่ย นายธราธร.docx

         ผลงานการสร้างสรรค์ของผู้กำกับชื่อดัง “จางอี้โหมว” ปี 2542 ผู้ซึ่งเป็นผู้กำกับฝีมือดี โดยได้รับรางวัลจากเทศกาลหนังจากทั่วโลก เช่น รางวัลสิงโตทองคำจากเทศกาล Venice International Film Festival และรางวัล Jury Award จากเทศกาลหนัง Beijing Student Film Festival ในปีเดียวกัน รวมถึงรางวัลอื่นๆ อีกมากมายในปีต่อๆ มา เรื่องย่อ : Not one less เว่ยมินฉี เด็กสาวอายุ 13 ปี ถูกผู้ใหญ่บ้านพามาที่โรงเรียนประถมชุยเจี้ยนเฉียน ซึ่งเป็นโรงเรียนในเขตชนบทกันดารของประเทศจีน ก่อตั้งโรงเรียนมาแล้ว 45 ปี ที่ดูภายนอกเหมือนจะไม่ใช่โรงเรียนเสียด้วยซ้ำ เพราะมีอาคารเรียนที่เก่าและทรุดโทรมเพียงหลังเดียว โดยเว่ยมินฉี ต้องมารับหน้าที่ครูผู้สอนแทนอาจารย์เกา ครูเพียงคนเดียวของโรงเรียนแห่งนี้เป็นเวลา 1 เดือน เนื่องจากอาจารย์เกาต้องกลับไปดูแลแม่ ที่ป่วยหนัก โดยผู้ใหญ่บ้านที่พาเธอมาที่โรงเรียนแห่งนี้ได้ให้สัญญาเว่ยมินฉี ว่าจะจ่ายเงินจำนวน 50 หยวนเป็นค่าตอบแทน ก่อนที่อาจารย์เกาจะเดินทางได้สั่งให้เว่ยมินฉี ใช้ชอล์กเพียงวันละหนึ่งแท่งเท่านั้น ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าโรงเรียนแห่งนี้ยากแค้นเพียงใด ช่วงเปิดภาคเรียนใหม่ๆ นักเรียนในชั้นเรียนของอาจารย์เกามีประมาณ 40 คน แต่กลับค่อย ๆ ลดจำนวนลงเหลือแค่ 28 คน แม้การรับหน้าที่เป็นครูที่ต้องดูแลเด็กนักเรียนคละชั้นดูจะไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเด็กสาววัยเพียง 13 ปี แต่เพราะเงิน 50 หยวน และคำสัญญาของอาจารย์เกาที่รับปากจะให้เงินเธอเพิ่มอีก 10 หยวน หากเว่ยมินฉี สามารถดูแลเด็กนักเรียนให้ดีและไม่ให้นักเรียนขาดหายไปแม้แต่คนเดียว ทำให้เว่ยมินฉี มุ่งมั่นที่จะทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด แต่วันแรกของการเป็นครูของเว่ยมินฉีแทบทำให้ผู้ใหญ่ บ้านต้องกุมขมับเพราะเธอปล่อยให้เด็กนักเรียนเล่นอยู่กลางแดดเกือบเที่ยงวัน โดยไม่สนใจใยดีเด็ก เธอไม่กล้าแม้แต่จะแนะนำตัวเองต่อหน้าเด็กๆ ในขณะเดียวกันเธอต้องคอยปราบ จางหุยเคอะ เด็กนักเรียนหัวโจกที่ทั้งดื้อและซน คอยยั่วโมโหเธออยู่ตลอดเวลา หนำซ้ำลูกศิษย์คนนี้ยังแสดงออกชัดเจนว่าไม่ ยอมรับ เว่ยมินฉี ในฐานะครู แม้เว่ยมินฉีจะไม่มีความรู้ว่าจะจัดการกับเด็กๆ ยังไง แต่ทุกๆวัน เว่ยมินฉี ก็ได้ทำตามที่อาจารย์เกาสั่งอย่างครบถ้วนทั้งการให้เด็กนักเรียน คัดบทเรียนลงในสมุด โดยที่ไม่สนใจว่าเด็กนักเรียนจะเข้าใจบทเรียนหรือไม่ และการดูแลไม่ให้เด็กนักเรียนขาดหายไปแม้แต่คนเดียว แบบซื่อๆ ของเธอ เช่น การปิดประตูขังเด็กไว้ในห้องเรียน โดยที่เธอเป็นผู้นั่งเฝ้าอยู่ด้านนอกหรือแม้แต่การเอาหมิงซินหง เด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่งไปซ่อนไว้ เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่มาพาเด็กนักเรียนคนนี้ไปเป็นนักกีฬาเยาวชนในเมือง เป็นต้น แต่แล้ววันหนึ่ง ลูกศิษย์คู่ปรับของเธออย่าง จางหุยเคอะ ได้หายตัวไปจากชั้นเรียน ซึ่งเป็นสิ่งที่ เว่ยมินฉี ยอมไม่ได้เพราะได้รับปากกับอาจารย์เกาไว้แล้วว่าเธอจะไม่ให้เด็กหายไปแม้แต่คนเดียว เว่ยมินฉี สืบทราบจนรู้ว่าจางหุยเคอะ นั้นเดินทางเข้าไปหางานทำในเมือง เพื่อหาเงินมารักษาแม่ที่ป่วยหนักและหาเงินมาใช้หนี้ ครูเว่ยมินฉีและเด็ก ๆ ที่เหลือจึงช่วยกันคิดหาค่ารถเข้าในเมือง โดยการไปขนอิฐที่โรงงานแห่งหนึ่ง ซึ่งทั้งครูและนักเรียนต่างก็ได้รับบทเรียนจากการเรียนรู้ไปพร้อมกัน การร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมกันแก้ปัญหาจากการปฏิบัติจริง(Learning by doing ) แต่เงินที่ได้ก็ยังไม่พอกับค่ารถไปกลับ ต่อมาเด็ก ๆ จึงวางแผนให้เว่ยมินฉีแอบขึ้นรถไปแต่ก็ถูกจับได้และถูกไล่ลงจากรถในระหว่างทาง ซึ่งหากเป็นเด็กสาวคนอื่นอาจจะร้องไห้กลับหมู่บ้านไปแล้ว แต่เว่ยมินฉีกลับเดินมุ่งหน้าเข้าเมืองอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยและย่อท้อ จนท้ายสุดได้ติดรถชาวบ้านใจดีคนหนึ่งเข้าไปถึงในเมืองจนสำเร็จ ครูเว่ยมินฉีได้ไปตามหาจางหุยเคอะ ตามที่อยู่ที่แม่ของจางหุยเคอะได้ให้ไว้ จนต่อมาเธอทราบว่าจางหุยเคอะ ได้พลัดหลงกับเพื่อนที่สถานีรถไฟ แม้ว่าการตามหาจางหุยเคอะ ในเมืองใหญ่อันแสนวุ่นวายจะไม่ต่างจากการงมเข็มในมหาสมุทร แต่ครูสาวก็ไม่ล้มเลิกความตั้งใจและทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ตัวเด็กชายกลับไป เรียนหนังสือ ในอีกด้านหนึ่งจางหุยเคอะ เด็กชายชั้น ป.3 ต้องเป็นเด็กชายเร่ร่อนหิวโหยไร้ที่พึ่ง หลายวันผ่านไป ครูเว่ยมินฉีก็ยังตามหาลูกศิษย์ไม่พบในขณะที่เงินหมดแล้ว จนในที่สุดมีชายคนหนึ่งแนะนำให้เธอไปขอความช่วยเหลือยังสถานีโทรทัศน์ แต่ทันทีที่ถึงสถานีโทรทัศน์เธอถูกปฏิเสธจากเจ้าหน้าที่ไม่ให้เข้าพบผู้อำนวยการสถานี แต่ครูสาวใช่ว่าจะยอมแพ้ เธอได้ยืนอยู่ทางเข้าด้านหน้าสถานีโทรทัศน์แห่งนี้และคอยถามคนที่ผ่านไปมาว่าใช่ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์หรือเปล่า จนเธอได้พบกับผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์และได้ออกทีวีในที่สุด คำพูดของเว่ยมินฉีที่บอกผ่านทีวีด้วยน้ำตานองหน้า ซึ่งแม้ว่าดูเหมือนเด็กสาวคนนี้จะเห็นแก่เงิน 50 หยวนตามประสาเด็กในช่วงแรก ๆ แต่สุดท้ายเราจะได้เห็นว่า การตามหาลูกศิษย์ให้กลับไปเรียนหนังสือโดยที่ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคของครูเว่ยมินฉีนั้นแสดงให้เห็นว่า เธอมีจิตวิญญาณและจิตสำนึกของความเป็นครูอยู่ในตัวเต็มเปี่ยม การได้ออกทีวีของครูเว่ยมินฉีนั้น ยังได้สร้างปรากฏการณ์ให้กับสังคมจีนได้กลับมาคิดทบทวนและตั้งคำถามถึงความ เหลื่อมล้ำทางการศึกษาระหว่างคนรวยในเมืองใหญ่และคนจนในชนบท และทำให้มีผู้ชมเป็นจำนวนมากยินดีที่จะช่วยตามหาจางหุยเคอะและได้พบตามที่ตั้งใจ “ผมจะตั้งใจศึกษาเล่าเรียนและซื้อของให้ครูเยอะๆ เมื่อผมโตขึ้น และผมจะไม่ลืมที่ต้องไปขออาหารคนอื่นกิน ผมจะไม่ลืม” คำพูดที่สะท้อนออกมาจากจิตใจ สิ่งที่จางหุยเคอะ ซึ่งบอกกับนักข่าวในระหว่างที่เดินทางกลับมายังหมู่บ้านอย่างปลอดภัย เด็กชายได้กลับมาเรียนหนังสือพร้อมกับเพื่อนๆ อีกครั้งเรื่องราวของเด็กทั้งสองได้ทำให้จางหุยเคอะ ได้รับเงินบริจาคและได้นำไปปลดหนี้ให้กับครอบครัว นอกจากนี้ยังได้รับบริจาคเงินเพื่อซ่อมแซมอาคารเรียนและอุปกรณ์การเรียนต่างๆ สิ่งที่สำคัญไปที่สุดก็คือ จางหุยเคอะ ยอมรับในตัวครูเว่ยมินฉี ครูตัวน้อยในฐานะครูอย่างภาคภูมิใจ ภาพของเด็กๆ ช่วยกันเลือกชอล์กหลากหลายสีสันเขียนคำแห่งความหวัง ที่ตัวเองต้องการจะเขียนลงบนกระดานอย่างมีความสุข ต่อมาครูเว่ยมินฉีได้ กลับไปช่วยงานที่บ้านและได้ก่อตั้งโรงเรียนโดยมีชื่อว่า “โรงเรียนแห่งความหวังชุยเจี้ยน”

ถอดบทเรียนจากภาพยนตร์

        1. ครูเว่ยมินฉี เป็นครูที่ดีหรือไม่ เพราะอะไร ?

            เว่ยมินฉี เป็นครูรับจ้างสอนแทน ได้รับมอบหมายในดูแลนักเรียนคละชั้นตั้งแต่เกรด 1 ถึงเกรด 4 จำนวน 28 คน เพราะความต้องการค่าจ้าง 50 หยวนและเงินเพิ่มพิเศษ(Bonus) หากภารกิจที่ได้รับมอบหมายสำเร็จโดยไม่มีนักเรียนออกกลางคันแม้แต่คนเดียว ถึงแม้ในระยะเริ่มต้นเว่ยมินฉียังไม่มีความรู้ ไม่มีประสบการณ์ในการจัดการเรียนรู้ แต่สถานการณ์ที่ทำให้ต้องแก้ปัญหากับสิ่งที่เกิดขึ้นกับนักเรียนที่ต้องรับผิดชอบ และสิ่งที่ทำนั้นมาพร้อมๆกับการสร้างจิตวิญญาณแห่งความเป็นครู การปฏิบัติและดูแลเอาใจใส่ การติดตามนักเรียนที่ขาดเรียน(การเยี่ยมบ้านนักเรียน) และความพยายามที่ยากยิ่งที่ต้องตามนักเรียนกลับมาเรียน จึงเป็นการเรียนรู้สู่ความเป็นครูด้วยการปฏิบัติจริง ซึ่งความเป็นครูที่ดีนั้นต้องเป็นมากกว่าครูผู้สอนในห้องเรียน ซึ่งครูที่ดีนั้นต้องมีจรรยาบรรณครูต่อผู้รับบริการ ดังที่คุรุสภากำหนดไว้ในข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ.๒๕๔๘ ซึ่งกำหนดไว้ว่า ข้อที่ รกคือ ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องรัก เมตตา เอาใจใส่ ช่วยเหลือ ส่งเสริม ให้กำลังใจแก่ศิษย์ และผู้รับบริการ ตามบทบาทหน้าที่โดยเสมอหน้า ข้อที่ ๑๗ ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ ทักษะ และนิสัยที่ถูกต้องดีงามแก่ศิษย์ และผู้รับบริการ ตามบทบาทหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ และประการที่สาม ข้อที่ ๑๘ ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ทั้งทางกาย วาจา และจิตใจ

        2.สัมพันธภาพระหว่างครูและนักเรียน เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนรู้หรือไม่ เพราะอะไร ?

           ความสัมพันธ์ของครูผู้สอนกับผู้เรียนนั้น เป็นดังคำโบราณกล่าวไว้ว่าครูคือพ่อแม่คนที่สองของนักเรียน จึงเห็นได้ว่าครูนั้นเป็นผู้หวังดีต่อศิษย์ โดยไม่คิดหวังผลตอบแทน เหมือนหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องเลี้ยงดูบุตรโดยไม่คิดมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ การที่จะเกิดสัมพันธภาพที่ดีระหว่างครูกับศิษย์นั้น การเชื่อมปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน จะสร้างความรู้สึกเป็นมิตร เป็นที่พึ่งพาและวางใจได้ของศิษย์แต่ละคนและทุกคน ตัวอย่างเช่น ให้ความเป็นกันเองกับศิษย์ รับฟังปัญหาของศิษย์และให้ความช่วยเหลือศิษย์ การร่วมทำกิจกรรมกับศิษย์เป็นครั้งคราวตามความเหมาะสม การสนทนาไต่ถามทุกข์สุขของศิษย์ การแสดงความช่วยเหลือเกื้อกูลทั้งจากครูและศิษย์ ทำให้เกิดการยอมรับ การเห็นอกเห็นใจต่อสิทธิพื้นฐานของศิษย์จนเป็นที่ไว้วางใจเชื่อถือ ทำให้บรรยากาศการเรียนรู้เกิดขึ้นได้ทุกสถานที่นอกจากห้องเรียน นอกจากนั้นสัมพันธภาพที่เกิดขึ้นส่งผลให้ผลการปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณข้อที่หนึ่ง ซึ่งกล่าวว่า “ครูต้องรักและเมตตาศิษย์ โดยให้ความเอาใจใส่ช่วยเหลือ ส่งเสริม ให้กำลังใจในการศึกษาเล่าเรียนแก่ศิษย์โดยเสมอหน้า ” มีความสมบูรณ์และช่วยส่งเสริมการพัฒนาด้านจิตใจในการศึกษาเล่าเรียนแก่ศิษย์ การสนใจคำถามและคำตอบของศิษย์ทุกคน การให้โอกาสศิษย์แต่ละคนได้แสดงออกตามความสามารถ ความถนัดและความสนใจ การช่วยแก้ไขข้อบกพร่องของศิษย์ การมอบหมายงานตามความถนัด การจัดกิจกรรมหลากหลายตามสภาพความแตกต่างของศิษย์ เพื่อให้แต่ละคน ประสบความสำเร็จเป็นระยะอยู่เสมอ การแนะแนวทางที่ถูกให้แก่ศิษย์ รวมถึงการแสดงผลงานที่ภูมิใจของศิษย์แต่ละคนและทุกคนทั้งในและนอกโรงเรียน พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ได้กำหนดความมุ่งหมายและหลักการ จัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ในมาตรา 6 กล่าวถึงแนวทางการจัดการศึกษายังได้ให้ความสำคัญแก่ผู้เรียน ทุกคน โดยยึดหลักว่าทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ สำหรับมาตรา 22 ในการจัดการศึกษาต้องเน้นความสำคัญทั้งความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้และบูรณาการตามความเหมาะสมของแต่ละระดับการศึกษา ซึ่งเรื่องหนึ่งที่กำหนดให้การดำเนินการ คือเรื่อง ความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตอย่างมีความสุข ส่วนมาตรา 23 ข้อ (5) การจัดกระบวนการการเรียนให้คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ให้ผู้เรียนรู้จักประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาให้รู้จักคิดเป็น ทำเป็น รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงาม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา อีกทั้งมีการประสานความร่วมมือกับบิดา มารดา ผู้ปกครอง แลบุคคลในชุมชนทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ ปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดบทบาทหน้าที่เกี่ยวข้องระหว่างครูกับศิษย์ ซึ่งมุ่งหวัง การสร้างสัมพันธภาพที่ดีให้เกิดขึ้น โดยมีการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ซึ่งเป็นกระบวนการ ดำเนินงานดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างมีขั้นตอนพร้อม ด้วยวิธีการและเครื่องมือการทำงานที่ชัดเจนโดยมีครูที่ปรึกษาเป็นบุคลากร หลักในการดำเนินการดังกล่าวและมีการประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับครูที่ เกี่ยวข้อง หรือบุคคลภายนอก รวมทั้งการสนับสนุนส่งเสริมจากโรงเรียน การดูแลช่วยเหลือ หมายความถึง การส่งเสริม การป้องกัน และการแก้ไขปัญหา โดยมีวิธีการและเครื่องมือสำหรับครูประจำชั้นหรือครู ที่ปรึกษาและบุคลากรที่เกี่ยว ข้องเพื่อใช้ในการดำเนินงานพัฒนานักเรียนให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์โดย เน้นให้นักเรียนเป็นคนดี มีความสามารถ และมีความสุขในการดำรงชีวิต ประกอบด้วย การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล การคัดกรองนักเรียน การส่งเสริมนักเรียนและการป้องกันและแก้ไขปัญหา ดังนั้น สัมพันธภาพระหว่างครูและศิษย์ จึงช่วยส่งเสริมการเรียนของนักเรียนทั้งในและนอกโรงเรียน

         3. การศึกษาส่งผลต่อเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองอย่างไรบ้าง ?

             โรงเรียนเป็นสถาบันทางสังคมที่ได้รับมอบหมายให้จัดการศึกษาเพื่อพัฒนาเด็ก เยาวชนซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมืองของประเทศ การศึกษาจึงเป็นเครื่องมือในการพัฒนา คนให้มีความรู้ ความสามารถและมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ แต่ปัจจุบันการศึกษาซึ่งเป็นเครื่องมือใน การพัฒนานั้น ต้องพัฒนาตัวมันเองก่อน จึงเกิดการปฏิรูปการศึกษาขึ้นเป็นวาระแห่งชาติ เกิดกฎหมาย การปฏิรูปการศึกษาตามมาเช่น พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งขาติ พ.ศ.2542 และแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2545 พระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ.2546 เป็นต้น จนมาถึงปัจจุบันการศึกษาซึ่งเป็นเครื่องมือนี้ก็ยัง ต้องพัฒนาตัวมันเองอีกครั้ง โดยเป็นวาระแห่งชาติคือการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (พ.ศ.2552-2561) ซึ่งมีวิสัยทัศน์ “ คนไทยได้เรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ” โดยมีเป้าหมายการปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ โดยเน้นประเด็นหลักสามประการ คือ 1) คุณภาพและมาตรฐานการศึกษาและเรียนรู้ของคนไทย โอกาสทางการศึกษาและเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผู้เรียน สถานศึกษาแหล่งเรียนรู้ สภาพแวดล้อม หลักสูตรและเนื้อหา พัฒนาวิชาชีพครูให้เป็นวิชาชีพที่มีคุณค่า สามารถดึงดูดคนเก่งดีและมีใจรักมาเป็นครูคณาจารย์ได้อย่างยั่งยืน ภายใต้ระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ 2) เพิ่มโอกาสการศึกษาและเรียนรู้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ เพื่อให้ประชาชนทุกคน ทุกเพศ ทุกวัยมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาและเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต 3) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนของสังคม ในการบริหารและจัดการศึกษา โดยเพิ่มบทบาทของผู้ที่อยู่ภายนอกระบบการศึกษาด้วย การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง จึงเป็นความหวังของการพัฒนาประเทศไทยในยุคปัจจุบัน เนื่องจากการศึกษามีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ในฐานะที่เป็นกระบวนการหนึ่งที่มีบทบาทโดยตรงต่อการพัฒนาคนในประเทศให้มีคุณภาพและมีคุณสมบัติสอดคล้องกับความต้องการในการใช้กำลังในทุกด้านของประเทศ การศึกษาซึ่งหมายถึงการเจริญงอกงาม ด้วยเพราะการศึกษาเป็นกระบวนการพัฒนาบุคคลให้มีความเจริญงอกงามทุกด้าน คือ ร่างกายสติปัญญา อารมณ์และสังคม ซึ่งเป็นการพัฒนาคนในทุกๆด้านทุกๆมิติ หากประเทศใดประชากรมีการศึกษาดีและเป็นประชากรที่มีคุณภาพ ก็จะส่งผลถึงสังคมที่ดี ส่งผลถึงการมีเศรษฐกิจที่ดี และส่งผลถึงการเมืองการปกครองที่ดี

        4. ถ้าให้เลือกความรู้หรือคุณธรรม จะเลือกอะไร เพราะเหตุใด ?

            การพัฒนาคนนั้นจำเป็นต้องพัฒนาทั้งร่างกาย สติปัญญา อารมณ์และสังคม จะพัฒนาเฉพาะด้านใดด้านหนึ่งเพียงอย่างเดียวไม่ได้ การพัฒนาเฉพาะด้านใดด้านหนึ่งอาจส่งผลให้เกิดปัญหาตามมามากมาย การเลือกที่จะมีครบทั้งสองอย่าง คือ ความรู้คู่คุณธรรม ซึ่งเป็นไปตามสามห่วงสองเงื่อนไขตามหลักการสำคัญในการพัฒนาคนของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ย่อมส่งผลดีในสามห่วงคือ การมีภูมคุ้มกันที่จะเป็นผู้ที่มีความรู้ มีทักษะ ความสามารถและเป็นผู้มีความประพฤติดีสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข จึงเห็นได้ว่า การเรียนรู้ทำให้เกิดความรู้ การรอบรู้ ความรอบคอบและระมัดระวังในการทำงานให้เกิดผลสำเร็จ โดยทำด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ขยันขันแข็งมีมานะอดทน อีกทั้งเป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม ประพฤติตนเป็นคนดีของสังคม รู้จักช่วยเหลือแบ่งปัน ช่วยสร้างสังคมที่มีความสันติสุข

         5. “ความไม่รู้”เป็นประโยชน์อย่างไรต่อการศึกษา ?

              เรามักได้ยินเสมอว่าคนที่ไม่มีความรู้เป็นอุปสรรคและถ่วงต่อการพัฒนาในด้านต่างๆ แต่หากมองอีกแง่มุมหนึ่งของ “ความไม่รู้” ก็อาจจะเห็นในอีกมิติหนึ่งได้ ยกตัวอย่างเช่น ชาวบ้านซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ เขตทุรกันดาร ไม่มีความรู้การศึกษามากมาย อยู่กันแบบพอเพียง ทำไร่ไถนา ทำมาหากินแบบชนบท ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง แต่ทว่าอยู่กันอย่างมีความสุข มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ อันร้ายแรงแล้ว เพียงแค่นี้ก็ถือว่าชาวบ้านเหล่านั้น เป็นกลุ่มคนที่โชคดีเปรียบเสมือนมีลาภอันประเสริฐ “ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” ในขณะที่คนที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงหรือเมืองใหญ่ซึ่งเป็นคนที่มีฐานะทางการเงินดี มีฐานะทางสังคม คนเหล่านี้เป็นผู้มีความรู้ มีการศึกษาที่สูงกว่า แต่ด้วยความเครียดจากการทำงานที่จะต้องอาศัยความรู้ความสามารถเยอะ ๆ เพื่อจะได้มาซึ่งเงินทองที่จะนำมาจุนเจือ จนบางครั้งไม่มีเวลาพักผ่อนที่เพียงพอ เป็นสาเหตุทำให้เกิดความเจ็บไข้ได้ป่วย หากพิจารณาดูให้ดีก็สามารถคิดได้ว่า เราเกิดมาเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาคนหนึ่ง ธรรมชาติได้สร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ให้แล้วตามธรรมชาติ เช่น อากาศที่ดี อากาศที่บริสุทธิ์ที่ได้จากธรรมชาติ เป็นผลผลิตจากการสร้างของต้นไม้ใบหญ้า ป่าเขาลำเนาไพรให้ท่านได้เห็นแล้วเกิดความชื่นตาชื่นใจ ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ แต่ ผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองกลับไม่เห็นว่านี่คือความสุข กลับขวนขวายหาความรู้ความสามารถเพื่อจะได้มาซึ่งเงินทองเพื่อจะได้นำไป สรรหาความสุขแบบประดิษฐ์ที่มนุษย์ต่างก็คิดค้นขึ้นมาเอง อาทิเช่น การหาเงินเพื่อมาซื้อเครื่องประดับ หรือเสื้อผ้าราคาแพง ๆ การหาเงินเพื่อซื้อรถราคาแพง บ้านหรือคอนโดมิเนียม ที่ทำให้ท่านไม่สามารถอยู่กับอากาศบริสุทธิ์ได้ตลอดเวลาอย่างชาวบ้านในเขตชนบททุรกันดาร แต่กลับกลายเป็นว่าชาวเมืองจะต้องสูดอากาศประดิษฐ์จากเครื่องทำอากาศบริสุทธิ์หรือจากเครื่องปรับอากาศ เราจึงได้เห็นในอีกแง่มุมหนึ่งของความไม่รู้ ในอีกแง่มุมหนึ่งการทำตนเป็นผู้ไม่มีความรู้ ความรู้ไม่เพียงพอ ทำให้เราเปิดโลกทัศน์แห่งการเรียนรู้ได้เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการค้นคว้าอยากจะศึกษาให้รู้ในสิ่งที่เรียนรู้ เป็นการเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต จาก การทำจริงและเห็นจริงซึ่งจะเติมเต็มของความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ในทางกลับกันการยึดถือตนเองว่า เป็นผู้รู้ เป็นปราชญ์ความรู้ ทำให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นแห่งตน(ego) ซึ่งเท่ากับเป็นการปิดประตูสู่โลกแห่งการเรียนรู้ เพราะการเรียนรู้ในสิ่งต่างๆนั้น เรียนรู้อย่างไม่มีวันหมดสิ้นเมื่อเทียบกับอายุขัยของคนเรา ดังนั้น การบริหารความอยากรู้และการบริหารการเรียนรู้ ของตนเองจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง การเรียนรู้อย่างเท่าทัน การเรียนรู้เพื่อรู้แจ้ง การเรียนรู้อย่างเท่าทันกับปัญหาและความเป็นไปอย่างถูกต้องและความเป็นจริง จึงเป็นภูมิคุ้มกัน ตามเงื่อนไขของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

        6. ความรู้มีโทษอย่างไรบ้าง ?

                การเรียนรู้ทำให้เกิดความรู้ซึ่งหากพิจารณาให้ละเอียดแล้ว ความรู้นั้นอาจเป็นประโยชน์ซึ่งหมายถึง สิ่งที่มีผลใช้ได้ดีสมกับที่คิดมุ่งหมายไว้ ผลที่ได้ตามต้องการ สิ่งที่เป็นผลดีหรือเป็นคุณ เช่น การเพาะกล้าไม้สักทองด้วยการเพาะเนื้อเยื่อ ซึ่งเป็นวิทยาการแห่งความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อเพิ่มกล้าไม้สัก ส่งผลการเพิ่มจำนวนต้นไม้ในป่า นำไปสู่ความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้และธรรมชาติ หรือ ความรู้ในเรื่องการประดิษฐ์ระเบิด เป็นความรู้ซึ่งนำมาใช้ในการทำลาย แต่หากมองในความรู้ที่ทำให้เกิดประโยชน์แล้วก็ตรงกับสำนวนที่ว่า “ มีคุณอนันต์ แต่ก็มีโทษมหันต์” ก็สามารถช่วยผ่อนแรงของคนได้ เช่น การระเบิดภูเขาเพื่อทำอุโมงค์สำหรับรางรถไฟ เพื่อใช้ในภาคขนส่ง เป็นต้น ส่วนโทษของความรู้นั้น สามารถกล่าวได้ในเชิงลบต่อสรรพสิ่งต่างๆ ดังเช่นระเบิด หากนำไปใช้ในการทำลายชีวิตเพื่อนมนุษย์ด้วยกันแล้ว จึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงโทษของความรู้นั่นเอง

       7.เมื่อเด็กเขียนคำที่แตกต่างกันบนกระดาน เราคิดว่าเพราะอะไรคำศัพท์ของเด็กจึงแตกต่างกัน ?

          การแสดงออกถึงความคิด ความเห็น ความหวัง ซึ่งเกิดขึ้นใจจิตใจ อาจสื่อออกมาให้ปรากฏทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งเป็นรูปธรรมและนามธรรม ซึ่งสามารถกล่าวเป็นคำนิยามได้คือ คำว่ามโนทัศน์ ( Concept ) หมายถึง ความคิดที่เป็นนามธรรมหรือภาพรวมของปรากฏการณ์ หรือความจริงต่างๆ ซึ่งมีระดับความเป็นนามธรรมน้อยไปจนถึงมีความเป็นนามธรรมสูง สังเกตโดยตรงไม่ได้ เช่น โต๊ะ บ้าน ความเครียด ความสุข หรือหมายถึง ภาพความคิดรวบยอดของคุณลักษณะและความหมายของสิ่งต่างๆ ดังนั้น การที่เด็กๆและครูเว่ยเขียนตัวอักษรภาษาเขียนและอักษรภาพนั้น จึงเห็นสะท้อนออกมาจากความคิดเห็นที่เป็นภาพในใจ(มโนทัศน์) เพราะเกิดจากความรู้สึกในจิตใจของเด็กแต่ละคนที่สะท้อนออกมาจากการได้รับรู้ ประสบการณ์ การกระทำและความคาดหวังนั่นเอง

        8.ดูตัวละครแต่ละตัวว่ามีเบื้องหลังอย่างไร ทำไมเขาถึงเป็นอย่างนั้น ?

           1) ผู้ใหญ่บ้านชุยเจี้นเฉียน : เป็นผู้นำของหมู่บ้าน มีความรับผิดชอบในการบริหารจัดการศึกษาของโรงเรียนในหมู่บ้าน

           2) อาจารย์เกา : ครูผู้สอนเพียงคนเดียวของโรงเรียนที่ทำการสอนมานาน มีความเป็นครูในการอบรมสั่งสอนศิษย์

           3) ครูเว่ย มิน ฉี : อายุ 13 ปี จบการศึกษาระดับประถมศึกษา มาทำหน้าที่เป็นครูสอนแทน เพื่อหวังกับเงินค่าตอบแทน แต่ด้วยความยึดมั่นในภารกิจที่รับผิดชอบ ทำให้เกิดการเรียนรู้ในความเป็นครูจากการปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมาย

           4) จาง หุย เคอะ : นักเรียนชั้นป.3 อายุ 11 ปี เป็นเด็กซุกซน ฐานะทางบ้านยากจน ต้องรับผิดชอบการทำหน้าที่ในการหาเงินเพื่อครอบครัว ส่วนการไม่ยอมรับครูเว่ยในเบื้องต้นก็เนื่องด้วย ยังไม่เห็นถึงความเป็นครูในตัวของเว่ยมินฉี

           5) หมิง ซิน หง : นักเรียนที่มีความสามารถพิเศษด้านกีฬา ชอบการวิ่งและการออกกำลังกายโดยวิ่งวันละหลายกิโลเมตร จึงส่งผลถึงสมรรถภาพทางกายที่ดี

           6) จาง หมิง เจิน : นักเรียนหัวหน้าห้อง มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากครูและชอบจดบันทึกในสมุดบันทึก แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้ใฝ่รู้ใฝ่เรียน

           7) เจ้าหน้าที่ : ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับผิดชอบ แต่ขาดคุณธรรมคือไม่มีความเมตตา กรุณา ผู้ที่มาขอความช่วยเหลือ

           8) ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ : เป็นผู้บริหารที่มีคุณธรรมและได้หาทางช่วยเหลือครูเว่ย ส่งผลถึงสร้างความตะหนักถึงสภาพการศึกษาของเด็กนักเรียนในชนบทกให้กับผู้คนในชนชั้นที่มีฐานะดี นำไปสู่การพัฒนาการศึกษาของประเทศต่อไป

   9.คำถามที่รอคำตอบ : " แล้วการปฏิรูปการศึกษาของไทยที่ผ่านมา ถึงปัจจุบัน และจะมุ่งไปสู่อนาคต เราไปเดินกันไปอย่างไร?

      .....................................................................................................................................

 

อ้างอิง

กรมวิชาการ .(2546).พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546.กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.

กระทรวงศึกษาธิการ.(2542).พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 .กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.

ธีระ รุญเจริญ.(2546).การบริหารโรงเรียนยุคปฏิรูปการศึกษา.กรุงเทพมหานคร:บริษัทแอล ที เพรส จำกัด.

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(2553).คู่มือการประเมินสมรรถนะครูสำนักงาคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2553.กรุงเทพฯ

http://www.acc.chula.ac.th/index.php?option=com_k2&view=item&id=460=157

http://anongrug.blogspot.com/2011/01/vroom.html http://kormor.obec.go.th/

http://www.oknation.net/blog/swongviggit/2012/01/16/entry-1

http://www.oocities.org/tidpeak/jan/NotOneLest

http://philoflanguage.wordpress.com/2008/09/15โดนัลด์-เดวิดสันกับ-กรอ/

http://www.ratchakitcha.soc.go.th/RKJ/index/index.htm

http://salweennews.org/