ปัญหาของการวิจัยเพื่อพัฒนา EF ก็คือ ยังไม่มีวิธีวัด EF ที่แม่นยำ

วิธีเลี้ยงลูกให้มีนิสัยใจคอดี

บทความเรื่อง The Education of Character เขียนโดย Ingrid Wickelgrenตีพิมพ์ในนิตยสาร Scientific American ในปี ค.ศ. 2012 และพิมพ์ซ้ำในหนังสือ The Science of Education ในปี 2012 เล่าเรื่องวิธีช่วยให้เด็กพัฒนานิสัยใจคอ หรือให้มีบุคลิกที่ดีที่ฝรั่งเรียกว่า Character

ตัวคุณสมบัติทางสมองที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ คือ Executive Function (EF) นั่นเองโดยสมองส่วนควบคุม EF อยู่ที่ Amygdala ที่ฝังอยู่ตรงกลางสมองและ Prefrontal cortex อยู่ที่ผิวสมองตรงหน้าผากสองส่วนนี้จะมีใยประสาท ต่อถึงกัน ทำงานร่วมกันอย่างขมักเขม้น เพื่อสร้างคุณสมบัติความเป็นคนที่รอได้ควบคุมตนเองได้ รวมทั้งการมีสมาธิจดจ่อกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งและทักษะในการผ่อนคลายจิตใจของตนเองความสามารถเก็บข้อมูลสารสนเทศไว้ในใจนำเอาสารสนเทศนั้นมาใช้ในจังหวะที่เหมาะสมไม่เกิดความสับสนระหว่างสารสนเทศที่หลากหลายทำให้มีขีดความสามารถในการเรียนรู้สูงอดทน มีความานะพยายามเมื่อเผชิญความยากลำบากรวมทั้งมีความสามารถยับยั้งชั่งใจควบคุมอารมณ์ได้ไม่แสดงปฏิกิริยาที่ไม่เหมาะสมออกไป

บทความนี้มีลักษณะเป็นการทบทวนผลงานวิจัยทั้งที่แสดงอิทธิพลของ EF ต่อวิถีชีวิตของแต่ละคนและที่เป็นหลักฐานยืนยันว่า เด็กกลุ่มที่ EF ดีจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีชีวิตดีประสบปัญหาชีวิตน้อยกว่ากลุ่มที่ EF ต่ำ

คุณสมบัตินี้เชื่อมโยงกับ IQ แต่สำคัญต่อชีวิตยิ่งกว่า

วิธีพัฒนา EF

ในบทความนี้แนะนำหลายวิธี ได้แก่

1.วิธีการฝึกสมาธิหลากหลายแบบรวมทั้งวิธีกำหนดลมหายใจมาตรวัดอารมณ์ (mood meter)การตรวจสอบความเครียดที่ Amygdalaบัตรใบหน้าแสดงอารมณ์ (facial-expression card) วิธีใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรมชื่อMindUp ซึ่งใช้หลักการ จิตวิทยาเชิงบวกเป็นวิธีการฝึกที่คิดค้นจากความรู้ด้านประสาทวิทยาศาสตร์ และจิตวิทยาการเรียนรู้มีการยอมรับกันอย่างกว้างขวาง

วิธีฝึกการหายใจ ช่วยทำให้ Amygdala 'เชื่อง' ลงและทำให้ Prefrontal Cortexเข้มแข็งมั่นคงขึ้นคือรับสัญญาณอารม์ที่ป้อนมาจาก Amygdala อย่างมีสติยับยั้งชั่งใจ

Amygdala ที่ยัง 'เถื่อน' อยู่ จะส่งสัญญาณอารมณ์แบบดิบๆ และรุนแรงสัญญาณแบบนี้จะมีส่วนสร้างความอ่อนแอให้แก่ Prefrontal Cortexลดความสามารถในการคิด และการเรียน

การทำสมาธิ (mindfullness) มีส่วนช่วยลดมรสุมความเครียดเพราะมันทำให้จิตอยู่กับปัจจุบันขณะ ไม่หันไปคิดเรื่องปัญหาในอดีต หรือคิดวิตกกังวลต่อสิ่งที่ยังมาไม่ถึง คืออนาคตเป็นการตัดวงจรความเครียดและนี่คือตัวหลักการของ คอมพิวเตอร์โปรแกรมMindUp

ความเครียด เป็นตัวบ่อนทำลาย EFนี่คือคำอธิบายอย่างหนึ่งว่า ทำไมเด็กจากครอบครัวที่มีเศรษฐฐานะไม่ดีจึงมี EF ต่ำเพราะเขาตกอยู่ ใต้สภาพชีวิตที่มีความเครียดเรื้อรัง

2.CASEL (Collaborative for Academic, Social and Emotional Learning) เพื่อให้นักเรียนฝึกทักษะการแก้ปัญหาการจัดการความขัดแย้งการตัดสินใจอย่างรับผิดชอบการพัฒนาความสัมพันธ์การกำหนดเป้าหมายความมุ่งมั่นและความมีวินัยในตน

3.หนังสือเอ่ยถึงวิธีฝึกสติให้สติจดจ่อกับผัสสะในขณะนั้นของตนที่เรียกว่า Sensory Mindfullnessซึ่งทำให้ผมนึกถึงการฝึกสติสำนักหลวงพ่อเทียน

4.มีการทดลอง Exercise Mindfullnessให้เด็ก ป. ๒- ป. ๓กลุ่มหนึ่งฝึกนั่งสมาธิ, ออกกำลังกาย, และเล่นเกมที่คิดขึ้นแล้ววัดทักษะด้านการยับยั้งชั่งใจการกำหนดใจจดจ่อความจำใช้งานและการควบคุมอารมณ์พบว่าหลังฝึกไป ๘ สัปดาห์ เด็กกลุ่มทดลอง มีทักษะที่กล่าวถึง ดีกว่ากลุ่ม control อย่างชัดเจน

5.วิธีการฝึกอีกแบบหนึ่งเป็นขององค์กรที่ชื่อPATHS (Promoting Alternative Thinking Strategies)

6.เครื่องมือ Tools of the Mind

7.วิธีแขวนภาพสมอง ระบุส่วนสำคัญ ๓ ส่วนให้เด็กเห็นอยู่เสมอพร้อมทั้งครูคอยอธิบาย กลไกการเรียนรู้ในช่วงขณะนั้นๆ เชื่อมโยงกับสมองแต่ละส่วนส่วนสำคัญ ๓ ส่วนคือ (1) Amygdala ศูนย์ทางผ่านกระแสอารมณ์(2) Prefrontal Cortexศูนย์ความมีสติยับยั้งชั่งใจและ (3) Hippocampusศูนย์ความจำวิธีแขวนภาพและเอ่ยถึงภาพเช่นนี้ ช่วยเชื่อมโยง กิจกรรมการเรียนรู้ กับการเติบโตหรือพัฒนาการของสมองจะช่วยให้เด็กเรียนรู้ขั้นตอน การเรียนรู้ของตนเองที่เรียกว่า Metacognitionช่วยให้การเรียนรู้ดีขึ้น ครบถ้วนขึ้นและช่วยสร้างกระบวนทัศน์ 'พรแสวง' ในการเรียนรู้กระบวนการนี้ ช่วยให้ นักเรียนเห็นประจักษ์ ว่าตนเองสามารถฝึกควบคุมการคิด และการเรียนรู้ของตนเองได้ช่วยให้กระบวนการเรียนรู้งอกงาม

8.การแยกความรู้สึกออกจากตนเฝ้ามองความรู้สึกโดยไม่เข้าไปพัวพัน ไม่ตกเป็นทาส ของความรู้สึกนั้น

9.สร้างอารมณ์บวกอารมณ์ Dopamineโดยครูหาวิธีทำให้การเรียนสนุกสนาน

ปัญหาของการวิจัยเพื่อพัฒนา EF ก็คือ ยังไม่มีวิธีวัด EF ที่แม่นยำ

วิจารณ์ พานิช

๒๗ ก.ย. ๕๖