เริ่มต้นเดือนตุลาคม เดือนที่เด็กๆหลายคนได้หยุดพักปิดเทอมช่วงสั้น เราที่เป็นผู้ใหญ่ก็ต้องใช้ชีวิตต่อไป เป็นเวลารวดเร็วมากถึง 3 เดือนแล้วที่ดิฉัน เดินทางมาสายวิชาการ หลายๆอย่างในชีวิตค่อนข้างเปลี่ยน เช่น ต้องอ่านหนังสือมากขึ้นเหมือนกับกิจวัตรประจำวันเช่นการแปรงฟัน ฝึกฝนการวิจารณ์เชิงสร้างสรรค์ (การเสนอแนะนักศึกษาเวลานำเสนอเคสกรณีศึกษา) .... แล้วจะเข้าเรื่อง therapeutic relationship ??? เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีเคสเด็กมาขอปรึกษา จับจากคำพูด และคำถามต่างๆ มีลักษณะคล้ายกังวล แต่ไม่ขอเล่าในส่วนเนื้อหา เพราะเป็น confidentiality ของน้องเขา เด็กเคสนี้น่าสนใจ เขาเป็นเคส left hemiplegia อัมพาตครึ่งซีกจากอุบัติเหตุ เป็นวัยรุ่นแล้ว ค่อนข้างใจร้อนมากทีเดียว คุยไปคุยมา ร้องให้ฟูมฟายร่วมด้วยก็ยังไม่ได้จุด ที่อยากฟังสักทีว่าน้องเขาต้องการสื่ออะไรและอยากให้ช่วยอะไร ต้องรวบรวมสติในการฟังมากมายทีเดียว สุดท้ายก็เล่าสิ่งที่อัดอั้นอย่างหมดเปลือก เขาบอก"รู้สึกโล่งมาก ขอบคุณมากนะพี่" และแถมรอยยิ้มในช่วงท้ายเป็นการขอบคุณ .... บางทีก็เป็นเรื่องมหัศจรรย์เหมือนกันว่าทำไมคนๆหนึ่งถึงเลือกที่จะเล่าความลับที่เก็บไว้เป็นเวลาหลายปีให้นักบำบัดอย่างเราฟัง สิ่งหนึ่งที่ถูกพร่ำสอนจากอาจารย์ตั้งแต่เป็นนักศึกษากิจกรรมบำบัดนั่นคือ therapeutic relationship การมีสัมพันธภาพทางการรักษากับผู้ป่วย เคสนี้พบกันไม่บ่อยในคลินิกเพราะเราไม่ใช่นักบำบัดส่วนตัวเขา แต่ก็ทักทายเขาบ่อย เคยชวนเขาเล่นกิจกรรมตีแบตมินตัน ให้ความร่วมมือเล่นเพลินเลยทีเดียว และมาเจอกันอีกครั้งที่ 3 ในวันที่เขาไม่สะบายใจ และได้ช่วยให้คำปรึกษาในวันนั้น... เคยมีหลายครั้งที่เราเห็นว่าการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีอย่างจริงใจกับคนไข้ช่วยให้การรักษาสะดวกมากขึ้นกว่าเดิมมากทีเดียว ไม่เฉพาะแต่คนไข้หรือคนรอบข้างก็ตาม... สัปดาห์นี้จะรอลุ้นว่าเขาจะมีอะไรมาเล่าให้ฟังหรือดีขึ้นอย่างไรบ้าง... :)