การจัดการงานวิจัยเพื่อชุมชน

จากการสัมมนาการจัดการองค์ความรู้ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี

เริ่มต้น

1. ต้องหาหัวข้อจากผู้นำชุมชน หัวหน้าชุมชน พัฒนากรอำเภอ อบต. อบจ. หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่น หรือหาหัวข้อจากของเหลือ ของเสีย ในชุมชนนั้น เช่น เปลือกมังคุด จะทำอะไรได้บ้าง เพื่อลดของเสีย หรือเพิ่มมูลค่า เป็นต้น

2. หาข้อมูลจากนักศึกษา/เจ้าหน้าที่/อาจารย์ที่มีภูมิลำเนาในท้องถิ่นนั้นๆ เป็นผู้พาไปหาผู้นำในข้อ 1.

3. หาข้อมูลจากเว็บไซท์ เช่น http://www.thaitambon.com/  (สินค้าจากตำบลต่างๆ ในประเทศไทย) http://www.otop5star.com/product-th.php (โอท๊อป 5 ดาว) http://www.tshop2u.com/  (สินค้าไทย โอท้อป ศิลปหัตถกรรม) เป็นต้น

4. จากข้อมูลของ http://www.oae.go.th/main.php?filename=index สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

5. หาจากการเข้าพื้นที่ของผู้วิจัย และสอบถามปัญหา หรือสัมภาษณ์ หรือการสังเกตระหว่างอยู่ในพื้นที่

6. อย่าลืมว่าไม่ควรใช้ความคิดของตัวเอง เพื่อไปชี้นำชุมชน แต่ควรเป็นผู้ที่ยอมรับฟังความคิดเห็น แล้วจึงหาแนวทาง หรือข้อมูลไปนำเสนอ (อย่าเพิ่งตัดสินใจแทน เพราะเราไม่ใช่คนในพื้นที่ ไม่รู้ปัญหา) และต้องมองปัญหารอบด้าน แบบ 360 องศา เสมอ

ระหว่างทาง

1. ศึกษาหาวิธี หรือกระบวนการที่เหมาะสมกับชุมชน ไม่ควรใช้เทคโนโลยีระดับสูงเกินไป หากสามารถดัดแปลงสิ่งต่างๆ ให้เข้ากับชุมชนได้ จะทำให้ลดต้นทุน และเหมาะสมกับชุมชน

2. ศึกษาหาแหล่งที่ให้ทุนเกี่ยวกับงานวิจัยชุมชน เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

http://www.trf.or.th สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) http://www.thaihealth.or.th สำนักงานคณะกรรมการวิจัย  แห่งชาติ  (วช.)

http://www.nrct.go.th สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

http://www.nstda.or.th สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ http://www.culture.go.th เป็นต้น

3. เมื่อทราบแหล่งทุนวิจัยแล้ว ต้องพยายามศึกษาว่าหน่วยงานมีแบบฟอร์มให้กรอกข้อมูลอย่างไร ต้องทำให้ถูกต้องตามนั้น มิฉะนั้นอาจจะไม่ได้รับการพิจารณา

4. งบประมาณควรเหมาะสม ถูกหมวดค่าใช้จ่าย และเหมาะกับเวลาที่เขียนข้อเสนอโครงการ

5. การอ้างอิงต่างๆ ควรอ้างให้เหมาะสม ไม่ควรเขียนสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้อง

6. หัวหน้าโครงการวิจัย จะต้องไม่มีตำแหน่งบริหาร เพราะอาจจะมองว่าไม่สามารถทำวิจัยได้เต็มที่

7. หัวหน้าโครงการวิจัย และนักวิจัยจะต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญ หรือมีผลงาน หรือสำเร็จการศึกษาในงานด้านนั้นมาก่อน หากมีการแต่งตั้งที่ปรึกษา ควรเลือกที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญ หรือมีบารมีสูง ก็น่าจะได้รับการพิจารณามากขึ้น

8. เมื่อได้รับทุนวิจัย ควรปรึกษากับชุมชน หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ในขั้นตอนสิ้นสุด จะได้มีผลงานที่เป็นเชิงประจักษ์ออกมา หรือมีสินค้าออกมารองรับผลงาน

9. อาจจะต้องศึกษามาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน  http://app.tisi.go.th/otop/otop.html  ล่วงหน้า เพื่อไม่ให้หลงทาง หรือไม่เป็นไปตามมาตรฐาน จะทำให้ยุ่งยาก เสียเวลา หรือไม่สามารถไปจดทะเบียนตาม มผช. ได้

 

สิ้นสุด

1. การนำไปใช้งาน ต้องได้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดในข้อเสนอโครงการ

2. มีการนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ หรือสินค้า หรือนำไปใช้งานจริง โดยมีการอ้างอิงที่แน่นอนได้ (อาจจะมีชิ้นงานมาแสดง หรือสัมภาษณ์ผู้ได้รับประโยชน์ หรือมีหนังสือรับรองการใช้งาน)

3. การเผยแพร่ ควรสอนให้ชุมชนทำได้เอง และต้องมีการควบคุมคุณภาพ (QC Points) ต่างๆ ให้ชุมชนควบคุมกระบวนการ หรือวิธีการทุกครั้ง เพื่อทำให้งาน หรือผลิตภัณฑ์ได้มาตรฐาน

4. ควรช่วยเหลือชุมชนต่อไปอีกสักระยะ (1-2 เดือน) เมื่อผลงานเป็นที่น่าพอใจ จึงจะให้ชุมชนทำต่อไปเอง