3. อุดมการณ์ (ideology)

 

     อุดมการณ์นี้ขอใช้แนวคิดของ หลุยส์ อันธูแซร์ ก่อนหน้านี้เขาได้แนวคิดของอุดมการณ์นี้มาจากมาร์กซ์มาร์กซ์กล่าวว่าอุดมการณ์นี้คือ ระบบของความคิดและภาพตัวแทน ซึ่งครอบงำจิตวิญญาณของมนุษย์หรือกลุ่มสังคม 

 

     แต่อันธูแซร์ ได้ศึกษาและเสนอเพิ่มเติมอีกว่า 1. กลไกรัฐทางการปราบปราม เช่นรัฐบาล กองทัพ ตำรวจ ค่าย คุก การจับกุม การปฏิวัติซึ่งใช้ความรุนแรงเข้าครอบงำบุคคลแล้ว แต่ยังมีกลไกของรัฐทางอุดมการณ์ด้วย เช่นบ้าน วัด โรงเรียน สื่อสารมวลชน สหภาพแรงงาน ศิลปวัฒนธรรมกีฬา แต่ที่สำคัญที่สุดในอุดมการณ์ของรัฐก็คือโรงเรียน 

 

     2. กลไกของรัฐทางฝ่ายปราบปรามกับอุดมการณ์มีความแตกต่างกันในแง่ 2.1 กลไกของรัฐฝ่ายปราบปรามใช้ความรุนแรงแต่ในอุดมการณ์จะใช้อุดมการณ์หลักๆเป็นสำคัญ 2.2 กลไกรัฐฝ่ายปราบปรามมีเอกราชแต่ฝ่ายอุดมการณ์มีลักษณะหลากหลาย 2.3 กลไกฝ่ายปราบปรามอยู่ที่รัฐแต่ฝ่ายอุดมการณ์อยู่ที่ฝ่ายเอกชน 

     3. อุดมการณ์นั้นไม่มีประวัติศาสตร์อุดมการณ์เป็นภาพตัวแทนของความสัมพันธ์ระหว่างเรื่องจินตนาการของปัจเจกบุคคล กับการดำรงอยู่ที่เป็นจริงของปัจเจกบุคคลอุดมการณ์เป็นตัวเรียกให้ปัจเจกบุคคลเป็น “องค์ประธาน” เช่นบุคคลที่เชื่อว่าพระเจ้านั้นกำหนดทุกสิ่งก็จะเป็นผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์หรืออิสลามเป็นต้น 

 

     4. โครงสร้างทางสังคมจะมองแตกต่างจากมาร์กซ์มาร์กซ์มองว่าโครงสร้างสังคมจะประกอบด้วย 2 โครงสร้าง กล่าวคือ 1. โครงสร้างส่วนล่างก็คือวิถีการผลิตมีองค์ประกอบอยู่  2 ส่วนก็คือ 1. พลังทางการผลิต ประกอบด้วยแรงงานและเครื่องมือในการผลิต 2. ความสัมพันธ์ทางการผลิตประกอบด้วยกรรมสิทธิ์ ความเป็นเจ้าของกิจการ ซึ่งเป็นของชนชั้นปกครอง 2. โครงสร้างส่วนบน เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของความคิด ปรัชญา ค่านิยมอุดมการณ์และกฎหมายมาร์กซ์มองว่าโครงสร้างส่วนล่างจะกำหนดโครงสร้างส่วนบนเสมอแต่อันธูแซร์บอกว่าในโครงสร้างสังคมจะประกอบด้วย 3 อย่าง คือ 1. โครงสร้างส่วนบน2. โครงสร้างส่วนล่าง และ 3. กลไกรัฐทั้งทางฝ่ายปราบปรามและอุดมการณ์ 

 

     5.เหตุการณ์ต่างๆทางสังคมต้องประกอบกันทั้ง 3 โครงสร้างในแง่หนึ่งก็คือการที่โครงสร้างแต่ละระดับนั้นก็มีความเป็นอิสระในระดับหนึ่ง แต่ยังมีลักษณะของการกำหนดซึ่งกันและกันระหว่างทั้งสามระดับด้วย กล่าวโดยสรุปอัลธูแซร์กล่าวว่า ในอุดมการณ์นั้นเป็นทั้งที่สิ่งที่เดิมพันและสนามสัประยุทธ์ระหว่างปัจเจกบุคคลและกลุ่มบุคคลเสมอ

 

 

     อุดมการณ์ในความคิดของอัลธูแซร์หมายถึงระบบของความคิดและภาพตัวแทน ซึ่งครอบงำจิตวิญญาณของมนุษย์หรือกลุ่มสังคมระบบคิดและภาพตัวแทนนี้มีที่มาจากกลไกของรัฐทั้งฝ่ายปราบปรามและอุดมการณ์ อัลธูแซร์กล่าวต่อไปอีกว่าในขณะที่อุดมการณ์ประกอบขึ้นจาก ภาพ, สัญญะ, และภาพตัวแทน(representations) แต่ความเป็นเอกภาพรวมทั้งความหมายของสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวปัจเจกบุคคลกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ความหมายของสิ่งต่างๆ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นอุดมการณ์ไม่ได้มาจากเนื้อหาในตัวเองแต่กลับเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ของ ภาพ สัญญะ และภาพแสดงแทนทั้งหลาย ดังนั้น ความหมายของสิ่งเหล่านี้จึงมีที่มาจากรูปแบบของตัวมันเท่านั้น   กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ “ตัวระบบ หรือสิ่งที่เรียกว่าวิถีแห่งการจัดเรียงตัวและการผสมผสานต่างหากที่เป็นผู้กำหนดความหมายให้กับสิ่งต่างๆ ซึ่งนั่นเท่ากับว่า โครงสร้าง หรือ structureนั่นเองที่เป็นตัวการในการกำหนดทั้งความหมายและหน้าที่ของสิ่งต่างๆ

 

     ดังนั้นหน้าที่และบทบาททั้งหลายของมนุษย์จึงล้วนเป็นผลผลิตของกระบวนการดังกล่าวซึ่งมีลักษณะเป็นกระบวนการผลิตซ้ำทางสังคมด้วย เพราะมันจะเป็นเครื่องประกันถึงพันธะทางสังคมของผู้คนทั้งหลาย ให้ยอมรับในระบบความสัมพันธ์ที่ดำรงอยู่รวมทั้งให้ยอมรับในหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายจากโครงสร้างสังคม และเนื่องจากอุดมการณ์เป็นระบบโครงสร้างที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในอีกทั้งยังคอยกำหนดทิศทางในการเลือกสรรและผสมผสาน ภาพ เสียง และภาพแสดงแทนต่างๆเช่นนี้แล้ว อุดมการณ์จึงเป็นผู้ “ร้องเรียกหาเพื่อให้สำนึกถึง” รวมทั้งเป็นผู้ผลิต “องค์ประธานทางสังคม” หรือ social subject จนดูเหมือนว่าปัจเจกชนทั้งหลายมีความคิดอิสระตามสัญชาตญาณที่ติดตัวมาตามธรรมชาติตั้งแต่เกิดกล่าวนัยหนึ่งก็คือ เราทุกคนต่างพูดผ่านอุดมการณ์ที่เรามีอยู่ทั้งสิ้นในแง่นี้เขาเป็นผู้ที่ต่อต้านมนุษยนิยม

     

     หากจะกล่าวถึงการใส่ชุดนักศึกษาดีหรือไม่ดีสมควรที่จะมาพูดหรือถกเถียงกันด้วยเรื่องที่เป็นอุดมการณ์นี้มากกว่าควรใส่หรือไม่ควรใส่ชุดนักศึกษา ในอีกแง่หนึ่งก็คือการพูดถึงอุดมการณ์นั้นเป็นทั้งที่สิ่งที่เดิมพันและสนามสัประยุทธ์ระหว่างปัจเจกบุคคลและกลุ่มบุคคลเสมอ เช่นอาจพูดถึงเรื่องความประหยัดสะดวก เหมาะหรือไม่เหมาะกับตน หรือใส่อย่างไรจึงไม่โป๊ เปลือย สั้น ผ่าหน้าผ่าหลังฯลฯ ไม่รบกวนผู้มองหรือคนรอบข้าง ฯลฯ การที่อั้มเนโกะพูดถึงเรื่องการนำภาพการร่วมเพศมาไว้ในที่เดียวกับการที่ไม่ต้องใส่ชุดนักศึกษานับว่าเป็นการผิดฝาผิดตัวอย่างเห็นได้ชัด 

 

     ถ้าอั้ม เนโกะพูดถึงจะใส่หรือไม่ใส่ชุดนักศึกษาควรจะเป็นตัวเลือก (choice or opportunity)ของแต่ละคนหรือคณะว่าจะใส่อย่างไรจึงจะเหมาะสมกับพื้นที่ เวลา และบุคคลหรือควรแต่ในระดับไหน เมื่อไรควรใส่ชุดอะไรทำอย่างนี้จะไม่กีดกันให้คนอื่นที่รู้สึกเฉยๆกับการใส่หรือไม่ใส่ชุดนักศึกษาถ้าเขาใส่เขาควรใส่อย่างไร ถ้าไม่ใส่เขาควรไม่ใส่อย่างไรถึงแม้ว่าเขาจะใส่ชุดนักศึกษา  คนอย่างอั้มเนโกะนั้นต้องรับได้ เพราะเป็นสิทธิและเสรีภาพของเขา มิใช่พูดเอาแต่ว่าการใส่ชุดบ้านหรือชุดส่วนตัวเป็นขบถไม่ยอมรับกฎเกณฑ์ และเป็นการแสดงออกซึ่งสิทธิ เสรีภาพและประชาธิปไตยมากกว่าคนที่สวมใส่ชุด จึงน่าจะเป็นการดีกว่าที่อั้ม เนโกะจะมาโจมตีอุดมการณ์ว่าด้วยชุดนักศึกษาเอง

 

     สำหรับตัวผมนั้นเมื่อก่อนผมจะใส่นักศึกษาเวลาสอบเท่านั้นหรือกระทำการบางอย่างที่จำเป็นต้องใส่ชุดนักศึกษาผมก็ต้องสวมใส่ชุดนักศึกษา มิใช่เพราะมันเท่ ใส่แล้วดูดีแต่เป็นเพราะสังคมให้ความหมายเสมอในการสวมใส่หรือไม่สวมใส่เมื่อไม่ใช่เวลาสอบหรือเวลาอย่างอื่น ผมก็ใส่ชุดบ้าน นุ่งกางเกนยีนส์ ไว้ผมยาวแถมยังถือย่ามด้วย ส่วนหนึ่งเพราะเกิดความสบาย อีกส่วนหนึ่งเพราะเราอยากจะ “บู๊” หรืออยากจะนอกกฎเกณฑ์บ้างก็เท่านั้น