สาหร่ายเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีประวัติการค้นพบและความเป็นมายาวนานตั้งแต่สมัยโบราณ สาหร่ายจัดเป็นแหล่งอาหารที่ให้คุณค่าทางโภชนาการเนื่องจาก มีไขมันต่ำ มีโปรตีน เส้นใยอาหาร กรดไขมันไม่อิ่มตัว รวมทั้งวิตามิน เกลือแร่อยู่หลายชนิด

สาหร่ายสามารถแบ่งตามขนาดออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้

  1. สาหร่ายขนาดเล็กหรือสาหร่ายไมโครแอลจี (Microalgae)  สามารถพบได้ทั้งที่อยู่บริเวณพื้นทะเล ริมฝั่งทะเลหรืออยู่ในน้ำทะเลเช่นพวกไฟโตแพลงตอน เป็นต้น
  2. สาหร่ายขนาดใหญ่หรือสาหร่ายมาโครแอลจี (Macroalgae) หรืออาจเรียกว่า ซีวีด  (Seaweeds) สามารถพบได้บริเวณริมฝั่งทะเลซึ่งจะเติบโตแตกต่างกันไปตามระดับความลึกของน้ำทะเล (Gupta and Abu-Ghannam, 2011)

 

สาหร่าย ฮีมาโตคอกคัส พลูวิเอลิส (Haematococcus pluvialis) ซึ่งสามารถพบได้ในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย เช่น สวีเดน จัดเป็นสาหร่ายขนาดเล็กที่เป็นเซลล์ต้นกำเนิดของห่วงโซ่อาหาร เมื่อสาหร่ายชนิดนี้อยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ขาดอาหารและน้ำ เผชิญกับแสงแดด ความร้อนหรือความหนาวเย็นที่มากเกินปกติ สาหร่ายจะปรับกลไกการทำงานของเซลล์ให้ผลิตสารสีแดงซึ่งมีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระที่มีชื่อว่า “แอสตาแซนธิน” ขึ้นมาเก็บสะสมไว้ใช้เป็นเสมือนเกราะที่ทำหน้าที่ปกป้องนิวเคลียสของเซลล์จากภาวะขาดน้ำและอาหารที่เกิดขึ้น จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พบว่าสาหร่าย ฮีมาโตคอกคัส พลูวิเอลิส ที่ผลิตแอสตาแซนธินขึ้นมาเพื่อช่วยปกป้องเซลล์ จะสามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้ แม้จะอยู่ในสภาวะขาดน้ำและอาหาร ได้นานกว่า 20 ปี เมื่อกลับมาอยู่ในสภาวะปกติสาหร่ายก็สามารถปรับตัวกลับมาเป็นสาหร่ายไมโครแอลจีสีเขียวได้อีกครั้งหนึ่ง (Kumar Ashok 2006, Capelli and Cysewski 2007)

แอสตาแซนธิน (Astaxanthin) เป็นสารในกลุ่มแซนโทรฟิลล์ ตระกูลแคโรทีนอยด์ที่มีสีชมพูถึงแดงจากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบว่าแอสตาแซนธินมีความสามารถในการยับยั้งการเกิดออกซิเดชั่นของออกซิเจนโมเลกุลเดี่ยวหรือค่าแสดงการต้านอนุมูลอิสระสูงที่สุด โดยมีประสิทธิภาพสูงกว่าโคเอนไซม์ คิวเทน 800 เท่า สูงกว่าคาทีซินซึ่งเป็นสารสกัดจากชาเขียว 560 เท่าและมีค่าสูงกว่าวิตามินซี 6,000 เท่า (Nishida et al. 2007) จากการศึกษาเพิ่มเติมของ Shimidzu และคณะ พบว่ามีประสิทธิภาพสูงกว่าวิตามินอี 550 เท่า และสูงกว่าเบต้าแคโรทีน 40 เท่า

จากผลของการศึกษาที่พบว่าแอสตาแซนธินเป็นตัวต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงจึงมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ถึงการนำไปใช้ประโยชน์ด้านสุขภาพและความงามหลากหลายด้าน ดังนี้

1. ผลการศึกษาถึงประโยชน์ต่อสภาพผิว

                YamashitaE.ได้ทำการวิจัยทางคลีนิคโดยศึกษาแบบ Single Blind Randomized Control ในอาสาสมัครหญิงที่อายุประมาณ 47 ปี จำนวน 49 คน โดยให้รับประทานแอสตาแซนธิน 2 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้งเป็นเวลา 6 สัปดาห์ เทียบกับกลุ่มควบคุม ผลการศึกษาพบว่าตั้งแต่สัปดาห์ที่ 3 จนถึงสัปดาห์ที่ 6 ของการทดลอง อาสาสมัครรู้สึกว่าสุขภาพผิวดีขึ้น คือ ความแห้งและหยาบกระด้างของผิวลดลง ผิวมีความชุ่มชื้นเพิ่มขึ้น ความยืดหยุ่นมากขึ้น ริ้วรอยลดลง

2.ผลการศึกษาถึงประโยชน์ต่อหัวใจและหลอดเลือด

                 Iwamoto T. และคณะนักวิจัยได้ทำการศึกษาทั้งในหลอดทดลองและสัตว์ทดลองถึงฤทธิ์ในการต้านการเกิด แอล ดี แอล ออกซิเดชั่น (LDL Oxidation) ของแอสตาแซนธิน เทียบกับสารต้านอนุมูลอิสระอื่นเช่น วิตามินอี และลูทีน ซึ่งพบว่าแอสตาแซนธินมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระมากที่สุด จากการศึกษาโดยวัดระดับคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ และแอล ดี แอล คอเลสเตอรอลในเลือดของอาสาสมัครที่ทานแอสตาแซนธินเสริมที่ 1.8- 21.6 มิลลิกรัมเป็นเวลา 14 วันพบว่ามีการไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน แต่ค่า แอล ดี แอล คอเลสเตอรอล lag time ซึ่งแสดงค่าการต้านการออกซิเดชั่นเพิ่มขึ้นแปรผันตามปริมาณของแอสตาแซนธิน นักวิจัยจึงสรุปว่าการทานแอสตาแซนธินเสริมอาจช่วยในการลดการเกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็งตัวได้

3.ผลการศึกษาถึงประโยชน์ต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2

                 Uchiyama และคณะได้ทำการศึกษาวิจัยในระดับห้องปฏิบัติการแล้วค้นพบว่าแอสตาแซนธินมีคุณสมบัติในการป้องกันการถูกทำลายของเซลล์ตับอ่อนจากปฏิกิริยาออกซิเดชันในร่างกายส่งผลให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือด (Fasting blood sugar) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังเพิ่มความไวต่อการทำงานของอินซูลินกับเซลล์ภายในร่างกายอีกด้วย

4.ผลการศึกษาถึงประโยชน์ต่อการทำงานของกล้ามเนื้อและการฟื้นฟูสภาพ

                จากการศึกษาของ Sawaki และ คณะ ที่ประเทศญี่ปุ่นพบว่าหลังจากการให้นักกีฬาวิ่ง 1,200 เมตรรับประทานแอสตาแซนธินต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาต่อเนื่องกัน 4 สัปดาห์ส่งผลให้ลดการเกิดการสะสมของกรดแลคติกอันเป็นสาเหตุของการทำให้กล้ามเนื้อได้รับออกซิเจนไม่เพียงพออย่างมีนัยสำคัญ

สรุป

               แม้ว่ามนุษย์มีอายุยืนยาวขึ้นกว่าอดีต แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังอยากมีสุขภาพที่แข็งแรงอีกทั้งยังมีผิวพรรณที่สดใสเปล่งปลั่ง ดังนั้นผู้ที่รักสุขภาพและปรารถนาให้ตัวเองดูดีสวยหล่ออยู่เสมอ จึงพยายามหาวิธีลดและชะลอความเสื่อมของผิวพรรณ ทำให้แนวคิดในการดูแลสุขภาพด้วยการชะลอความเสื่อมและชราภาพได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก วิธีง่ายๆที่สามารถปฏิบัติได้คือการดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ ด้วยการบริโภคอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ เพื่อให้ได้คุณค่าสารอาหารตามที่ร่างกายต้องการครบถ้วนและสมดุล โดยเฉพาะผักสดและผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามิน เกลือแร่และสารต้านอนุมูลอิสระต่างๆ ซึ่งแอสตาแซนธินที่สกัดได้จากสาหร่าย Haematococcus pluvialis นี้ จัดเป็นแหล่งกำเนิดใหม่ของสารต้านอนุมูลอิสระที่นักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจและศึกษาเพิ่มเติมต่อไปอีกในอนาคต

 

Reference :

 

 

 

1. Shilpi Gupta and Nissreen Abu-Ghannam. Bioactive potential and possible health effects of edible brown seaweeds. Trends in Food Science & Technology. 2011; 22:315-26.

 

2. Kumar A., Agricultural Biotechnology, India , 2006, Discovery Publishing House

3.Capelli B and Cysewski G.R. Astaxanthin. Natural astaxanthin: king of the carotenoids. Cyanotech Corporation, USA; 2007.

4. Nishida Y. et al. Quenching activities of common hydrophillic and lipophillic antioxidants against single oxygen using chemiluminescence detection system. Carotenoid Science. 2007; 11: 16-20.

5. Nobuyoshi Shimidzu, Masafumi Goto, and Wataru Miki. Carotenoids as Singlet Oxygen Quenchers in Marine Organisms. Fisheries Science. 1996; 62(1):134-137.

6. Yamashita E. The effects of a dietary supplement containing Astaxanthin on skin condition. Carotenoid Science, 2006; 10:91-95.

7. Iwamoto T., et al. Inhibition of low-density lipoprotein oxidation by astaxanthin. J Atheroscl Thromb. 2000; 7:216-22.

8. Uchiyama K.,et al. Astaxanthin Protect cell against glucose toxicity in diabetic db/db mice. Redox Report. 2002;

9. Sawaki K.,et al. Sports performance benefits from taking natural astaxanthin characterized by visual activity and muscle fatigue improvement in human. Journal of Clinical Therapeutics&Medicine 18(9): 73-88