เมตตาธรรม ค้ำจุน "ใจ..."


เมตตาธรรม ค้ำจุน "ใจ..."

การประพฤติการปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าท่านมีความเมตตากับเราว่าเป็นสิ่งที่ประเสริฐเป็นสิ่งที่จำเป็น ให้เราทุกคนมาปฏิบัติที่ตัวเรา มาแก้ไขที่ตัวเรา อย่าไปแก้ที่คนอื่น เรื่องคนอื่นก็เป็นเรื่องของคนอื่น เราอย่าไปเอาดีเอาชั่วกับคนอื่น ไปเอาถูกเอาผิดกับคนอื่น ให้เรานึกคิด เสียว่ามันเป็นโอกาสที่จะให้เราได้ประพฤติปฏิบัติธรรม ถือโอกาสถือเวลาว่าสิ่งต่าง ๆ ที่มันเกิดขึ้นกับเรานั้น เป็นโอกาสที่เราจะได้แก้จิตแก้ใจ ปรับจิตปรับใจ  จิตใจของเราอย่าคล้อยตาม อย่าเอียงตาม เมื่อคนอื่นเค้าทำไม่ดีทำไม่ถูกเราก็อย่าไปทำผิดเหมือนเค้า เมื่อคนอื่นเค้าพูดไม่ดีไม่เพราะก็ช่างหัวเค้า หรือว่าคนอื่นเค้าเป็นโรคประสาทเราก็อย่าไปเป็นเหมือนเค้า เค้าเป็นบ้าเราก็อย่าไปเป็นเหมือนเค้า เราก็อยู่ส่วนเรา เค้าก็อยู่ส่วนเขา 

อย่างเรานี้นะ... มันต้องได้ยินคำพูดที่ไม่ดี เราก็เห็นอาการกิริยาเค้าเป็นโรคประสาท เห็นการกระทำของเค้ามีความเห็นแก่ตัวอย่างนี้แหละ ก็ให้นักปฏิบัติทั้งหลายถือว่าเราเป็นคนโชคดีนะที่จะได้แก้ที่ใจของเรา โลกของเรานี้เต็มไปด้วยความเกิดความแก่ความเจ็บความตาย ความพลัดพรากความไม่ได้สมหวังน่ะ นี้ก็ถือว่าเป็นขุมทรัพย์เป็นอริยทรัพย์ที่ให้เรามาแก้ที่จิตที่ใจว่าเราก็ย่อมเป็นอย่างนั้นเหมือนกัน เพียงแต่เดี๋ยวนี้มันยังไม่ถึงเราเน๊อะ 

อย่างเราเป็นคนคนหนึ่งอย่างนี้แหละ คนนั้นก็มาฟ้องว่าคนโน้นไม่ดีอย่างโน้น ไม่ดี  อย่างนี้ พระพุทธเจ้าท่านสอนเราว่า “เรามีหูก็ฟังไป เรามีตาก็ดูไป เราฟังแล้วก็แล้วไป” อย่าไปสานเรื่องสานราวให้เป็นเรื่องเป็นราว เราฟังคนนี้พูดก็ว่าเหมือนกับคนนี้ถูก ถ้าเราฟังอีกคนที่เป็นคู่กรณีมาพูดเค้าก็พูดดีพูดถูกน่ะ 

พระพุทธเจ้าท่านถึงให้เราทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก ทำเรื่องเล็กไม่ให้มีเรื่อง เราพยายามนิ่ง เราพยายามหยุด เราพยายามเย็น เราอย่าพากันวุ่นวาย วิ่งตามสิ่งภายนอก คนเรามีตามันก็เห็นสิ่งที่ดีไม่ดีทั้งนั้นแหละ เรามีหูเราก็ได้ยินสิ่งที่ไม่ดีทั้งนั้นแหละ                   จะดีหรือจะชั่วทุกอย่างมันก็เป็นอนิจจัง ถ้าเราไปยึดมั่นถือมั่นมันก็เป็นทุกข์ เพราะทุกอย่างมันเป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน

พระพุทธเจ้า ท่านให้เรากลับมาปรับปรุงตัวเองอย่างนี้แก้ไขตัวเองอย่างนี้ จิตใจของเราอย่าให้มันพุ่งไปข้างหน้า เราพยายามแก้ไขพยายามดับทุกข์พยายามแก้ไขตัวเองด้วยสติปัญญาในปัจจุบัน 

ใจของเรามันชอบพุ่งไปข้างหน้านะ มันไม่เอาความสุขความดับทุกข์ในปัจจุบันน่ะ 

คนเราต้องมีความสุขมีความดับทุกข์ในปัจจุบัน ต้องสร้างเหตุสร้างปัจจัยที่รู้อยู่เห็นอยู่ในปัจจุบันให้ปัจจุบันให้มันเกิดสวรรค์เกิดนิพพานในใจของเราให้ได้ 

อย่างเราทำงานน่ะให้มันได้พระนิพพานในการทำงาน เราทำงานเพื่องาน ทำงานเพื่อเสียสละ ทำงานเพื่อสติสัมปชัญญะเราสมบูรณ์ ใจของเราไม่ได้มีจุดมุ่งหมายอยู่ที่เงิน ถ้าเราทำงานเพื่อเงิน ใจของเราก็จะอยู่ที่เงินจ้องอยู่ที่เงิน การงานของเรามันเลยเผาเรา มันทิ้งปัจจุบันไป มันไปอยู่กับอนาคตโน่น มันไปอยู่กับตอนสิ้นเดือนที่จะได้รับเงินเดือนโน่น  

อย่างเรากวาดบ้านอย่างนี้แหละใจของเราก็คือต้องการให้บ้านสะอาด ถ้าเราคิดอย่างนั้นกิเลสมันก็เผาเรา เราทำงานนี้ก็เพื่อเสียสละเพื่อสติสัมปชัญญะสมบูรณ์เพื่อใจของเราจะเย็น เราได้ทั้งใจสงบใจเย็นแล้วก็ได้ทั้งสติสัมปชัญญะแล้วก็ได้ทั้งบ้านสะอาด 

พระพุทธเจ้าท่านให้เรามาปฏิบัติในปัจจุบันมาอบรมบ่มอินทรีย์แต่ละคนให้แข็งแกร่งแข็งแรงมาก คนทุกวันนี้น่ะมันเต็มไปด้วยความอยากความต้องการ ความอยากความหลงมันเผาเรา ไม่ตายก็ถูกเผาเสียแล้ว อย่างใจของเรานี้นะสิ่งไหนมันชอบมันหลงมันก็จะคิดอย่างนั้นแหละ ไม่ว่าจะหลงในรูปในเสียงในลาภยศสรรเสริญมันก็คิดอย่างนั้นแหละ

พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราคิด ท่านให้เราอดให้เราทน ไม่ให้เราคิด เมื่อเราไม่คิดเราอดเราทนน่ะ วันหนึ่งสองวันสามวันอย่างนี้ใจของเรามันก็จะเย็นไปเรื่อย หกวันเจ็ดวันใจของเรามันก็ยิ่งเย็น 

อย่างเราโกรธให้ใคร โมโหให้ใคร เราต้องอดเอาทนเอา แก้ไขจิตใจของตัวเอง อย่าไปแก้ไขคนอื่น เราคิดว่าอีกซักเจ็ดวัน ให้ใจดี ๆ ก่อนถึงจะด่าให้เค้า ถ้าเราใจไม่เย็นก็ต้องให้เราใจเย็นไว้ก่อนเราถึงค่อยด่าค่อยว่าเค้า 

คนเราน่ะมันไม่อดไม่ทนนะ อยากไปมันก็ไป “มันไม่มีเบรก” อยากอยู่มันก็ไม่ไปน่ะ เพราะว่า “มันไม่มีคันเร่งนะ” เราต้องปรับใจเข้าหาธรรมะ อย่าไปดึงธรรมะเข้ามาหาตัวเอง

คนรู้คนฉลาดน่ะมีเหตุผลเยอะ... พยายามดึงธรรมะเข้ามาหาตัวเอง ไม่ปรับตัวเองเข้าหาธรรมะ 

เราทุกคนน่ะพยายามแก้ที่ตัวเองให้ใจมันสงบใจเย็น เมื่อใจมันสงบใจเย็นปัญหาต่าง ๆ มันก็ไม่มี ที่ปัญหาต่าง ๆ เรามีก็เพราะว่าใจของเราไม่สงบ เราอาจจะเครียดเรื่องการเรื่องงานเรื่องลูกหลานสารพัดเครียด ใจของเราไม่สงบ มองอะไรมันก็เกะกะไปหมด                               "เค้ายิ้มให้...ก็ว่าเค้าเยาะเย้ย เค้าพูดเสียงดังฟังชัด...ก็ว่าเค้าพูดกระแทกแดกดัน สาเหตุก็เพราะใจของเราไม่สงบ ใจของเราไม่เย็น..."

พยายามเข้มแข็ง เวลาที่แข็งแรงสุขภาพดีใจมันก็คิดอย่างหนึ่ง เวลาเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียเมื่อยล้าสุขภาพไม่แข็งแรงจิตใจก็อีกอย่างหนึ่ง เราอย่าไปสนใจนะ เราพยายามปรับตัวเองเข้าหาธรรมะ เพราะว่าสวรรค์นิพพานมันเปิดอยู่แล้วมันมีอยู่กับเราทุก ๆ วัน          ในชีวิตประจำวัน พยายามแก้ไขปรับปรุงจิตใจน่ะ คนเราถ้าใจมีความสุขเวลามันผ่านไปเร็ว เวลามีความทุกข์ อย่างเรานอนไม่หลับดูเหมือนคืนหนึ่งมันยาวนาน คนที่เกิดในสวรรค์น่ะ ร้อยปีของเมืองมนุษย์เค้ามีความรู้สึกเหมือนกับวันหนึ่งของเขานี่เอง เพราะเค้าสบาย                                   ยิ่งถ้าเราปรับจิตปรับใจเค้าหานิพพานน่ะยิ่งใจดีกว่านั้นใจเย็นกว่านั้น ดูตัวอย่างพระอรหันต์ท่านสบายน่ะ เข้านิโรธสมาบัติเจ็ดวันก็เหมือนยังไม่ได้นั่งสมาธิเลย เพราะว่าความสบายความดับทุกข์มันมีที่จิตที่ใจสงบ

พระพุทธเจ้าท่านให้เราทุก ๆ คนมาแก้ที่จิตที่ใจอย่างนี้นะ ใครก็มีพ่อมีแม่มีญาติมีพี่น้อง มีกิจการกิจกรรมต่าง ๆ น่ะ ไม่ให้เราฟุ้งซ่านตามสิ่งเหล่านั้นน่ะ ต้องพากันมาฝึกใจสงบฝึกใจเย็น มีสติมีสัมปชัญญะ ทำอย่างนี้แหละปฏิบัติอย่างนี้แหละ

เราทุก ๆ คนนี้มีแต่มุ่งจะเอาแต่ประโยชน์ส่วนตัว...  อย่างเราอยู่อย่างนี้น่ะ คนอื่นเค้าไม่รู้จักว่าเราเป็นใครมาจากไหน เป็นคนสำคัญเป็นคนพิเศษอย่างไร เค้าเลยไม่ได้สนใจเรา ไม่ได้ให้ความสำคัญแก่เรา ใจเรามันเลยไม่สบายเพราะเรามันขาดอะไรซักอย่าง อย่างนี้พระพุทธเจ้าท่านว่าเราเป็นโรคทางใจ คือเป็นโรคที่คนอื่นเค้าไม่สนใจ เป็นโรคคนไม่ถามหานะ  

มันเป็นเพราะสาเหตุอะไร...? เป็นเพราะว่าเราจะเป็นแต่ผู้เอา มันไม่ได้เป็นคนเสียสละ มันต้องทิ้งอัตตาทิ้งตัวทิ้งตนน่ะ ว่าเราว่าเขา ว่าเรามียศมีตำแหน่งเป็น ดร. เป็นคนรวย เป็นคนแก่คนเฒ่า 

เวลาเด็กไม่กี่ขวบนะ... เขาพูดกับเราไม่ดีไม่เพราะ เสียงแข็ง ไม่มีสัมมาคารวะ ไม่เหมาะไม่ควรใจของเราก็เป็นทุกข์เป็นร้อน เป็นยักษ์เป็นมาร นี่ก็ให้เราทุกคนรู้จักตัวเองเสียว่าเรามีสักยทิฐิ ถือเนื้อถือตัวอย่างมากนะ  

ความถือตัวถือตนอย่างนี้เราต้องตัด ต้องละ ต้องทิ้งให้หมด เพราะพระนิพพานมันไม่มีคนหนุ่มคนสาว ไม่มีคนร่ำคนรวย ไม่มีอัตตาไม่มีตัวไม่มีตน มันมีแต่สิ่งที่เอามาพูด เอามาปรุงแต่งไม่ได้ ถ้าปรุงแต่งเมื่อไหร่มันมีทุกข์ทันทีมันไม่ใช่พระนิพพาน

ต้องฝึกทำใจให้สงบ อัตตาตัวตนเรามีมาก บางทีเราก็ยอมรับในสิ่งที่มันไม่เหมาะไม่ควรไม่ได้ ธรรมะของพระพุทธเจ้ามันนอกเหตุเหนือผล ถ้าเราไปเอาเหตุเอาผลมันต้องทะเลาะกันแน่ มันต้องแบ่งพรรคแบ่งพวกแตกความสามัคคีกันแน่ พระพุทธเจ้าท่านถึงให้เรา อยู่เหนือเหตุเหนือผลว่าทุกอย่างไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เราจะไปยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ เราต้องมาแก้ที่จิตที่ใจของเรา เราต้องมาปฏิบัติเพื่อไม่มีตัวไม่มีตน จะได้ไม่วุ่นวาย คนเราพวกหนุ่ม ๆ สาว ๆ ถ้าผิวดำหน่อยก็เป็นทุกข์แล้ว ถ้าสิวขึ้นหน่อยก็เป็นทุกข์แล้ว เราไม่สวยก็เป็นทุกข์แล้ว เราไม่หล่อก็เป็นทุกข์แล้ว แสดงถึงว่าเราไม่รู้จักพระนิพพานไม่รู้จักความสงบไม่รู้จักความดับทุกข์

เราจะเอาโลกธรรมมาย่ำยีหัวใจเรา เอาโลกธรรมมาปิดบังพระนิพพาน เราต้องละอัตตาละตัวละตน ที่ไหนมันมีเราที่ไหนมันมีเค้า ไม่มีเราไม่มีเค้าหรอกนะ มันเป็นเพียงปรากฏการณ์มาผ่านเรา เพื่อให้เราได้ประพฤติปฏิบัติจะได้เกิดสติปัญญา แล้วก็ผ่านไป เป็นโอกาสที่ให้เราได้เข้าใจในการปฏิบัติ

มันผ่านไปตลอดเวลา เราก็หายตัวไปตลอดแหละเรานี้ หายตัวจากเด็กมันก็มาเป็นคนหนุ่ม หายตัวจากคนหนุ่มแล้วมันก็เป็นคนกลางน่ะ ทีนี้ก็หายตัวจากคนกลางก็เป็นคนแก่ ที่นี้หายตัวจากคนแก่ก็หายไปเลย เค้าเผาเราเรียบร้อย 

ที่นี้แหละไม่มีอะไรเป็นตัวเป็นตนนะ การที่ยึดถือนี่แหละเป็นทุกข์มากลำบากมาก ไม่สมควรที่ลูกศิษย์พระพุทธเจ้ามาเป็นทุกข์มาแบกทุกข์ ไม่ใช่พุทโธ “ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน” มันมีแต่ทุกข์ มันใช้ไม่ได้ พระพุทธเจ้าท่านให้เราทำที่สุดแห่งกองทุกข์ โดยที่ปรับตัวตนของเราออกให้หมด เพราะตัวตนเราไม่มีน่ะ มันมีแต่ธรรมะมีแต่ธรรมชาติ เกิดแก่เจ็บตายอย่างนี้แหละ “เราไม่รู้จัก... แล้วก็เอาความอยากของเราเป็นหลักเป็นที่ตั้ง การเวียนว่ายตายเกิดของเรามันถึงไม่รู้จักจบไม่รู้จักสิ้นน่ะ”

พระพุทธเจ้าท่านให้เราสมาทานนะ ว่าเราต้องมีเมตตาเยอะ สงสาร ๆ เยอะ ๆ... สงสารมด สงสารปลวก สงสารยุง สงสารทุก ๆ คนอย่างนี้แหละ ถ้าเราเจริญความเมตตาสงสารอย่างนี้แหละ เราจะเป็นคนไม่ค่อยโกรธ เพราะเมตตาธรรมเป็นเครื่องค้ำจุนโลก               

เราอยู่ร่วมรวมกันอย่างนี้แหละความเมตตานี้สำคัญ เราขาดเมตตาเมื่อไหร่น่ะเราเป็นยักษ์ทันทีเลย เมตตานี้ถึงต้องเจริญให้มาก ๆ น่ะ เราจะเอาแต่พี่แต่น้องเรา เอาแต่พรรคแต่พวกเรา เอาแต่คนที่ให้ผลประโยชน์เรานั้นไม่ได้ เราต้องเจริญความเมตตาเจริญความสงสารให้หมด เหมือนในหลวง เหมือนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เหมือนพระพุทธเจ้านะ 

ทุก ๆ คนไม่ว่าอยู่วัดไม่ว่าอยู่บ้านไม่ว่าอยู่ที่ไหนน่ะ สิ่งที่เค้าต้องการคือความรักความเมตตาความเห็นอกเห็นใจคือกำลังใจคือความอบอุ่น เราทุกคนต้องประพฤติปฏิบัติ เราทุก ๆ คนต้องประคับประคองกัน อย่าพากันหน้านิ่วคิ้วขมวด เดี๋ยวเราจะไม่ใช่เป็น               นักปฏิบัติ มันไม่ใช่เคร่งครัดมันเป็นเคร่งเครียดไป ความอบอุ่นมันก็ไม่เกิดแก่เราไม่เกิดแก่คนอื่นน่ะ ต้องอดเอาทนเอา อดได้ทนได้ ความอดกลั้นเป็นเครื่องเผากิเลสน่ะ ถ้าเราไม่อดไม่กลั้น เราไม่ทำอย่างนี้แหละใจของเรามันหยุดไม่ได้เย็นไม่ได้ 

เราอยู่เป็นหมู่เป็นคณะนี้สิ่งที่สำคัญเรื่องคำพูดนะ... 

บางทีเราอาจจะว่าเราพูดดีพูดเพราะ แต่บางทีเราสุขภาพไม่ดีมันนอนไม่หลับ การพักผ่อนเราไม่พอ หรือคนอื่นเค้าทำไม่ถูกนั่นแหละ เรามันเครียดโดยไม่รู้ตัว คำพูดของเรามันเลยออกมาเสียงแข็งและกระแทกแดกดัน สิ่งเหล่านี้แหละพระพุทธเจ้าท่านก็ให้เราทุกคนพากันรู้ตัวเองนะ คำพูดที่เราพูดออกไปต้องเป็นสิ่งบรรณาการหรือว่าเป็นสิ่งที่หอมหวนนะ คนที่ได้ยินได้ฟังต้องเจริญเมตตาว่าเขากำลังเครียดอารมณ์ไม่ดี งานหนักไม่มีเวลาพักผ่อน เสียสละเยอะมันเลยเครียด เราก็ต้องสงสารเขา เราต้องเป็นผู้ให้อย่าไปเอาอะไรกับเขาอย่างนี้แหละ 

พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เราเป็นผู้ให้เป็นผู้เสียสละ เรานี้เสียสละอะไรบ้างหรือยัง...? เค้าพูดขัดหูเรา เราก็ไม่เสียสละ เราก็เก็บไว้ ใช่มั๊ย...? เค้าเป็นโรคประสาทหรือเป็นโรคเครียดเราก็ไม่ได้เสียสละ เราก็ไปเก็บเอาการกระทำของเค้า 

การเสียสละอย่างนี้แหละเป็นสิ่งที่ดีนะ ถ้าทุกคนเกิดมาเป็นผู้ให้เกิดมาเป็นผู้เสียสละ ตัวเราก็มีความสุข ครอบครัวเราก็มีความสุข ที่ทำงานก็มีความสุข ต้องพากันเสียสละ              

อย่างเรามาอยู่วัดอย่างนี้ก็ถือว่าเรามาเสียสละบาปกรรม... อันไหนที่เราเคยแบกเคยยึดเคยถือที่เราเป็นตัวเป็นตนออกมาจากจิตจากใจของเรา เรามาสมาทานจะไม่เป็นโกรธ จะเป็นผู้ที่มีเมตตา สมาทานจะไม่นินทาใคร สมาทานจะไม่มองคนอื่นในแง่ไม่ดี จะปรับใจปรับคำพูด ปรับกิริยามารยาท ไม่กลัวเสียฟอร์มหรอก การชนะคนอื่นมันไม่ดีเท่ากับที่เรามาเสียสละเรามาละ เรามาวาง 

พระพุทธเจ้าท่านสอนอนุบุพพิกถาแก่มานพที่เป็นโรคเครียดเดินบ่นไปเพ้อว่า  “ที่นี่วุ่นวาย ที่นี่ขัดข้อง ที่นี่ไม่สงบน่ะ” พระพุทธเจ้าท่านเมตตาตรัสตอบว่า “ที่นี่สงบ ที่นี่ไม่ขัดข้อง ที่นี่ไม่วุ่นวาย เธอจงมาในที่นี้เถิด...” พระพุทธเจ้าท่านก็สอนเรื่องการให้ทานการเสียสละ การทิ้งอัตตาตัวตน การที่เป็นผู้ให้ไม่เป็นผู้เอา กลับมาแก้ไขตัวเอง กลับมาปรับปรุงตัวเอง ทุกอย่างมันก็เข้าสู่ความสงบสู่ความร่มเย็นน่ะ 

 

ให้ทุกท่านทุกคนน่ะมาภาวนามาพิจารณาตัวเองนะ เรามันอัตตาตัวตนมาก มันมีแต่จะเอา มีแต่จะให้คนอื่นดูแลเรา เทคแคร์เราอย่างนี้แหละ อย่างเราถืออภิสิทธิว่า เราเป็นคุณพ่อเป็นคุณแม่ ลูก ๆ หลาน ๆ มันจะมาเถียงเราไม่ได้เพราะเราเป็นคนเลี้ยงเค้ามา ทุกคนห้ามเถียง เราเป็นสามีชอบข่มเหงภรรยา เอาแต่ใจตนเองจนภรรยาเป็นโรคกระเพาะ   โรคประสาท หนัก ๆ เข้ากลายเป็นโรคมะเร็งไปอย่างนี้ก็มีนะ ทำให้ภรรยาลำบาก ลูกลำบากเราไม่ได้มองดูตัวเองเลยไม่ได้เห็นตัวเอง เพราะว่ามันเป็นโรคที่จะเอา เป็นโรคที่ไม่เสียสละ 

เราต้องกลับมาดูทุก ๆ คนที่เป็นเพื่อนของเราเป็นครอบครัวของเราหรือว่าคนอื่น  อย่างนี้แหละ ว่าทุก ๆ คนควรได้รับความรักความเมตตาความอบอุ่นความเสียสละจากเรา เราอย่าไปโทษอย่าไปโกรธเคือง "คนเราเวลาโมโหใจก็อยากฆ่า ปากก็ติดระเบิด เวลามันสงบมันก็มาเสียใจภายหลังอย่างนี้นะ..." 

ถึงต้องหันกลับมาหาธรรมะ กลับมาหาสิ่งที่ประเสริฐ มาพินิจพิจารณาทบทวนตัวเองว่าเราควรจะแก้ตรงไหน ทำอะไรถึงจะได้เข้าถึงความสุขความดับทุกข์ตั้งแต่เดี๋ยวนี้เวลานี้ เราไม่ต้องไปหาพระนิพพานมันไกลเกิน ถ้ามันจะได้ก็ต้องเริ่มได้เดี๋ยวนี้แหละ ถ้ามันจะตกนรกมันก็ต้องเริ่มทุกข์ตั้งแต่เดี๋ยวนี้แหละ เป็นการสร้างบารมีเป็นการบ่มอินทรีย์สร้างคุณธรรมของเราทุก ๆ คนนะ เราทุกคนก็จะได้เข้าใจเรื่องการประพฤติปฏิบัติน่ะว่า การประพฤติปฏิบัติมันก็ไม่ใช่เรื่องยากนะ แต่มันต้องกลับมาแก้ที่ตัวเองปรับปรุงที่ตัวเอง ทุกคนทำได้ปฏิบัติได้

การบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวันนี้ก็เห็นสมควรแก่เวลา

ด้วยอำนาจด้วยพลังของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ จงอำนวยอวยชัยให้ทุกท่านทุกคนจงเข้าถึง มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติด้วยกันทุกท่านทุกคนด้วยเทอญ... 

พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ที่องค์พ่อแม่ครูอาจารย์เมตตาให้นำมาบรรยาย

เช้าวันอาทิตย์ที่ ๑๘ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖

 

 

 

หมายเลขบันทึก: 545708เขียนเมื่อ 17 สิงหาคม 2013 08:28 น. ()แก้ไขเมื่อ 18 สิงหาคม 2013 15:29 น. ()สัญญาอนุญาต: ไม่สงวนสิทธิ์ใดๆ


ความเห็น (3)

ได้รับหนังสือธรรมะจากพระอาจารย์แล้วนะคะ ขอบพระคุณมากค่ะ น่าอ่านมากค่ะ

 

เมตตาธรรม ค้ำจุน "ใจ"  ดีจริงๆ นะคะ ... ใจสงบ พบความสุข นะคะ

 

กราบนมัสการ สาธุ สาธุ สาธุ

จะพยายามระงับทุกข์ให้ได้ค่ะ

เมตตาปฏิบัติเพื่อระงับจิตใจให้นิ่งๆ

ปล่อยวาง  สาธุ

ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี