ตั้งแต่ชีวิตในวัยเด็ก วัยเรียน จนกระทั่งมา ณ บัดนี้ วัยทำงาน ผู้เขียนได้เรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ ในแต่ละเรื่อง แต่ละความรู้มารวบรวมเป็นองค์ความรู้ในตัวของผู้เขียนเอง ผู้เขียนนั่งลำดับเหตุการณ์ เรื่องราวต่าง ๆ องค์ความรู้ในตัวของเราทุก ๆ เรื่อง แยกออกเป็น ๒ ใบปริญญา ปริญญาแรกที่คนเราไขว่คว้าหามาไว้เพื่อเป็นเจ้าของและครอบครอง นั่นคือ ปริญญาตรี โท เอก ผู้เขียนจำแนกใบปริญญาประเภทนี้ว่า "ปริญญาวิชาชีพ" ซึ่งแต่ละคนมีองค์ความรู้แต่ละสถานภาพ แต่ละบุคคล เพราะบางคนก็จบการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก แล้วแต่กำลังความสามารถในการศึกษาเรียนรู้ เป็นปริญญาแห่งวิชาชีพของแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับความพร้อมและการได้รับโอกาสของแต่ละบุคคล
อีกใบปริญญาหนึ่งที่ผู้เขียนขอจำแนกไว้เนื่องจากอยู่ควบคู่กับแต่ละบุคคลมาตั้งแต่เกิด ผู้เขียนขอเรียกว่า "ปริญญาชีวิต" ปริญญาใบนี้จะอยู่คู่กับคนเรามาตั้งแต่เกิดจนถึงวันที่คนเราสิ้นลมหายใจ เพราะทุกลมหายใจ ทุกขั้นตอน ทุกกระบวนการของแต่ละบุคคล จะต้องเกิดการเรียนรู้ จึงทำให้แต่ละบุคคลมีองค์ความรู้ที่ตนเองได้รับมา มีความแตกต่างกัน บางคนก็ประสบผลสำเร็จในชีวิต บางคนก็ไม่ค่อยประสบผลสำเร็จสักเท่าไหร่? บางคนก็ไม่ประสบผลสำเร็จในชีวิตเลย ซึ่งมีหลากหลายประเภท...สำหรับใบปริญญาชีวิตนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่จบการศึกษาระดับสูงเสมอไป แต่อาจได้สำหรับคนที่ไม่จบปริญญาเลยก็ว่าได้ ขึ้นอยู่กับการครองตน การใช้ชีวิตในทางที่ถูกที่ควรมากกว่า...องค์ความรู้สำหรับปริญญาชีวิตนี้ ขึ้นอยู่กับการใช้ "ทักษะชีวิต" ของแต่ละบุคคลที่จะเป็นเข็มทิศคอยนำทางเพื่อให้พบกับความสำเร็จในชีวิต
ในตอนแรก ๆ ผู้เขียนก็ยังไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไร? ยังงง ๆ กับเรื่อง "ชีวิต" ของคนเรา เมื่อสมัยเด็ก ๆ ตั้งใจเรียนเพื่อศึกษาหาความรู้ เพื่อให้ได้ใบปริญญาใบแรก คือ ใบปริญญาวิชาชีพ ได้ใบแรก คือ ปริญญาตรี ใบที่ ๒ คือ ปริญญาโท ว่าแต่จะทำใบที่ ๓ อีก เมื่อพิจารณาดูแล้วสำหรับวัยย่างเข้า ๕๑ ก็คงพอแล้วกระมังสำหรับวัยขนาดนี้ เพราะเมื่อหันหลังกลับมามองลูก ๆ หลาน ๆ แบ่งให้พวกเขาได้เรียนกันบ้างจะดีกว่า...ความรู้เท่านี้ก็เพียงพอและมีความสุขแล้วกับชีวิตปัจจุบัน...การเรียนรู้หรือการพัฒนาตนเองมีอีกมากมายหลายวิธีขึ้นอยู่กับตัวของเราเองว่าจะพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นได้อย่างไร?... เคยถามตนเองว่า...เรียนมาได้แล้วจะนำไปทำอะไร? ถ้าพูดถึงเรื่องพัฒนาตนเองแล้ว ผู้เขียนคิดว่า...มีอีกหลายวิธีที่จะทำให้ตนเองได้รับการพัฒนา การเรียนรู้ในสมัยนี้ เรียนรู้ได้ด้วยตนเองก็ได้ มีความรู้มากมายที่ตัวเราจะสามารถไขว่คว้าหาความรู้ได้ ว่าแต่จะเลือกเรียนและรับความรู้ประเภทไหน จำเป็นแล้วหรือ เมื่อเรียนแล้วต้องได้รับใบปริญญามาเป็นตัวการันตีรับรอง...ผู้เขียนมีความคิดเห็นว่า "คงไม่ใช่"...ไม่จำเป็นต้องให้ใครรับรองแล้ว เพราะตัวเราก็มีสถาบันรับรองเรามาแล้วตั้ง ๒ ใบปริญญาวิชาชีพ...ต่อไปนี้ ก็คือ ใบปริญญาที่ตัวเรารับรองด้วยตัวของเราเอง นั่นคือ "ใบปริญญาชีวิต"
ใบปริญญาใบหลังนี้ ตัวเราแต่ละคนจะสามารถการันตี และรับรองการประสบผลสำเร็จของชีวิตด้วยตัวของเราเอง เพราะชีวิตแต่ละคนเกิดมา ได้รับความรู้แตกต่างกัน ซึ่งผู้เขียนมีความคิดเห็นว่า "ความรู้ในแต่ละคนนี้ ไม่สามารถแบ่งได้ออกเป็นเกรดเฉลี่ยว่าแต่ละคนจะได้รับเกรดเท่าไร? แต่สิ่งที่สำคัญที่คนเราจะได้รับสำหรับใบปริญญาใบนี้ นั่นคือ คุณค่าของความเป็นคน ความสำเร็จ ความภาคภูมิใจ ความสุข ฯลฯ ซึ่งในทุกวันนี้ ผู้เขียนมีความคิดเห็นว่า...คนเราเกิดมาเมื่อเรียนในระดับสูง บางคนยังหลงทาง ให้ความสำคัญกับใบปริญญาวิชาชีพมากจนเกินไป ๆ กว่า ใบปริญญาชีวิต ที่ไม่ว่าใคร ๆ ก็เลือกที่จะจบได้สำหรับใบปริญญาใบนี้...ใบปริญญาชีวิตใบนี้จะเติบโตไปพร้อม ๆ กับ "ธรรมะ" (คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า) ที่จะนำมาใช้กับชีวิตประจำวันเพื่อให้เกิดควบคู่ไปกับคำว่า "คนดี"...คนมีคุณธรรม จริยธรรม...ใบปริญญาใบหลังนี้จะให้ประสบผลสำเร็จได้นั้นจะต้องมีการนำทักษะชีวิต (Life skill) เข้ามาช่วยให้เกิดเป็นใบปริญญาใบนี้
ความหมายของทักษะชีวิต ก็คือ คำว่า "ทักษะ" (skill) หมายถึง ความชัดเจน ความชำนาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งบุคคลสามารถสร้างขึ้นได้จากการเรียนรู้ของตนเอง เช่น ทักษะการอ่าน ทักษะการสอน ทักษะการจัดการ ทักษะการทำงาน ทักษะการอาชีพ ทักษะทางด้านการกีฬา ทักษะทางด้านภาษา ทักษะการใช้เทคโนโลยี ฯลฯ เป็นทักษะภายนอกที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนจากการกระทำหรือการปฎิบัติ ทักษะเหล่านี้เป็นทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตที่จะทำให้ผู้มีทักษะดังกล่าว มีชีวิตที่ดีขึ้นและสามารถดำรงชีพอยู่ในสังคมได้ โดยมีโอกาสที่ดีกว่าผู้ที่ไม่ได้ใช้ทักษะดังกล่าว ซึ่งเป็นคนละอย่างกับทักษะชีวิต (Life skill)
ดังนั้น ทักษะชีวิต จึงหมายถึง คุณลักษณะหรือความสามารถเชิงสังคมจิตวิทยา ที่เป็นทักษะภายในที่จะช่วยให้บุคคลสามารถเผชิญสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเตรียมพร้อมสำหรับการปรับตัวในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดูแลสุขภาพ ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม คุณธรรมจริยธรรม ฯลฯ เพื่อให้สามารถมีชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขหรือกล่าวว่า ทักษะชีวิต คือ ความสมารถในการแก้ปัญหาที่ต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน เพื่อให้อยู่รอด ปลอดภัยและสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข...ซึ่งทักษะชีวิตนี้ ตรงกับความคิดเห็นของผู้เขียนในฐานะที่ทำงานด้านบุคคลมาเกือบ ๓๐ ปี ทำให้เห็นถึงว่า คนเรามีเรื่องทักษะชีวิตนี้ร่วมด้วยกับการทำงาน เพราะแต่ก่อนก็ไม่เคยนึกถึงในเรื่องนี้ แต่เมื่อในแต่ละวันที่ทำงานทำให้ผู้เขียนได้พบกับปัญหา สิ่งต่าง ๆ ที่ตนเองต้องแก้ไข จึงทำให้ผู้เขียนมีความคิดเห็นตรงกับเรื่อง "ทักษะชีวิต" เช่นกัน
สำหรับองค์ประกอบของทักษะชีวิตนั้นจะแตกต่างกันตามวัฒนธรรมและสถานที่ในแต่ละแห่ง แต่ละบุคคล แต่ทักษะชีวิตที่จำเป็นที่ทุกคนควรมี โดยองค์การอนามัยโลกได้สรุปไว้และถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในการดำรงชีวิต ก็คือ
๑. ทักษะการตัดสินใจ(Decision making) เป็นความสามารถในการตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิตได้อย่างมีระบบ
๒. ทักษะการแก้ปัญหา (Problem Solving) เป็นความสามารถในการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตได้อย่างมีระบบ ไม่เกิดความเครียดทางกายและจิตใจ จนอาจลุกลามเป็นปัญหาใหญ่โตเกินแก้ไข
๓. ทักษะการคิดสร้างสรรค์ (Creative thinking) เป็นความสามารถในการคิดที่จะเป็นส่วนช่วยในการตัดสินใจและแก้ไขปัญหา โดยการคิดสร้างสรรค์ เพื่อค้นหาทางเลือกต่าง ๆ รวมทั้งผลที่จะเกิดขึ้นในแต่ละทางเลือกและสามารถนำประสบการณ์มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม
๔. ทักษะ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical thinking) เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ และประเมินปัญหาหรือสถานการณ์ที่อยู่รอบตัวเราที่มีผลต่อการดำเนินชีวิต
๕. ทักษะการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ (Effective communication) เป็นความสามารถในการใช้คำพูดและท่าทางเพื่อแสดงออกถึงความรู้สึกนึกคิดของตนเองได้อย่างเหมาะสมกับวัฒนธรรมและสถานการณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความคิดเห็น การแสดงความต้องการ การแสดงความชื่นชม การขอร้อง การเจรจาต่อรอง การตักเตือน การช่วยเหลือ การปฏิเสธ ฯลฯ
๖. ทักษะการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคล (Interpersonal relationship) เป็นความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันและกันและสามารถรักษาสัมพันธภาพไว้ได้ยืนยาว
๗. ทักษะการตระหนักรู้ในตน (Self awareness) เป็นความสามารถในการค้นหารู้จักและเข้าใจตนเอง เช่น รู้ข้อดี ข้อเสียของตนเอง รู้ความต้องการและสิ่งที่ไม่ต้องการของตนเอง ซึ่งจะช่วยให้เรารู้ตัวเองเวลาเผชิญกับความเครียดหรือสถานการณ์ต่าง ๆ และทักษะนี้ยังเป็นพื้นฐานของการพัฒนาทักษะอื่น ๆ เช่น การสื่อสาร การสร้างสัมพันธภาพ การตัดสินใจ ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
๘. ทักษะการเข้าใจผู้อื่น (Empathy) เป็นความสามารถในการเข้าใจความเหมือนหรือความแตกต่างระหว่างบุคคลในด้านความสามารถ เพศ วัย ระดับการศึกษา ศาสนา ความเชื่อ สีผิว อาชีพ ฯลฯ ช่วยให้สามารถยอมรับบุคคลอื่นที่ต่างจากเรา เกิดการช่วยเหลือบุคคลอื่นที่ด้อยกว่า หรือได้รับความเดือดร้อน
๙. ทักษะการจัดการกับอารมณ์ (Coping with emotion) เป็นความสามารถในการรับรู้อารมณ์ของตนเองและผู้อื่น รู้ว่าอารมณ์มีผลต่อการแสดงพฤติกรรมอย่างไร รู้วิธีการจัดการกับอารมณ์โกรธและความเศร้าโศก ที่ส่งผลทางลบต่อร่างกายและจิตใจได้อย่างเหมาะสม
๑๐. ทักษะการจัดการกับความเครียด (Coping with stress) เป็นความสามารถในการรับรู้ถึงสาเหตุของความเครียด รู้วิธีผ่อนคลายความเครียดและแนวทางในการควบคุมระดับความเครียดเพื่อให้เกิดการเบี่ยงเบนพฤติกรรมไปในทางที่ถูกต้องเหมาะสมและไม่เกิดปัญหาด้านสุขภาพ
ผู้เขียนได้อ่านแล้วมีความคิดตรงกับผู้เขียนที่ได้ปฏิบัติงานด้านบุคคล นี่คือ การสร้างคนรุ่นใหม่หรือจะเรียกว่า รุ่น Gen Z ที่ผู้ใหญ่รุ่นต่อ ๆ ไป จะได้เห็นเด็กรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์ มีกระบวนการในการตัดสินใจที่มีระบบ มีความคิดในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ด้วยตนเอง มีความคิดเป็นไปด้วยเหตุด้วยผล มีการติดต่อสื่อสารที่ดี มีมิตรไมตรีต่อกัน รู้ถึงความรู้สึกของคนที่ต้องสื่อสารด้วย มีการสร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน มีความรู้จักและเข้าใจตนเองและผู้อื่น เรียกว่า รู้วิธีเอาใจเขามาใส่ใจเรา มีการจัดการกับอารมณ์ของตนเองที่ได้อยู่ร่วมกันกับผู้อื่น และมีวิธีรู้จักการขจัดความเครียดในตัวเอง...ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้ นี่คือ ตัวของผู้เขียนเองซึ่งเป็นอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ ผู้เขียนได้นำมาใช้เป็น "ทักษะชีวิต" ของผู้เขียนเองต่อการปฏิบัติงานและใช้ชีวิตที่มีความสุข ณ ปัจจุบันนี้...อาจนับเป็น "ใบปริญญาชีวิต" ที่ผู้เขียนจะได้รับก็ว่าได้...กว่าจะได้รับใบปริญญาใบนี้ นั่นคือ จนกว่า..."ลมหายใจสุดท้าย"
ผู้เขียนเคยบอกลูกว่า...ณ บัดนี้ พวกเธอได้อยู่ในมหาวิทยาลัยชีวิต เธอจะจบจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้ ก็ต่อเมื่อวันสุดท้ายของการมีลมหายใจ...
ชื่นชมบันทึกที่ดีมีประโยชน์ค่ะ...
ขอบคุณสำหรับแนวคิดมหาวิทยาลัยชีวิตค่ะ ชีวิตคือการเรียนรู้
ขอบคุณทุก ๆ ท่านที่แวะมาอ่านค่ะ และขอขอบคุณสำหรับดอกไม้กำลังใจด้วยค่ะ
ทักษะที่ควรนำมาใช้ ขอบคุณค่ะ