"มีสลึงพึงประจบให้ครบบาท    อย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์

จงมักน้อยกินน้อยค่อยบรรจง   อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน

ไม่ควรซื้อก็อย่าไปพิไรซื้อ      ให้เป็นมื้อเป็นคราวทั้งคาวหวาน

เมื่อพ่อแม่แก่เฒ่าชรากาล       จงเลี้ยงท่านอย่าให้อดระทดใจ"

     จากบันทึก มีสลึง พึงบรรจบให้ครบบาท บทท่องจำที่ผมนำมาบันทึกไว้ เมื่อครั้งนั้น เป็นบทที่ท่องติดปากตลอดมา และเมื่อผ่านคน ผ่านกาลเวลา ผ่านอะไรต่อมิอะไร ก็ทำให้สิ่งที่ท่องจำกันมา หรือสิ่งที่บอกต่อกันมามีการปรุงแต่งผิดเพี้ยง แต่งเสริมให้มีความไพเราะ และมีความหมายเพิ่มมากขึ้นตามควร

     แต่ในโอกาสที่ผมได้อ่านหนังสือ "รวมนิทานสุภาษิตและบทเห่กล่อมของสุนทรภู่" แล้วได้เจอกับสุภาษิตสอนสตรี ที่ท่านสุนทรภู่ได้แต่งสอนไว้ดังที่ยกบางส่วนข้างต้นนั้น ผมก็คิดว่า บทท่องจำของผมที่ท่องมาตลอดตั้งแต่เด็ก ๆ นั้น น่าจะมาจากบทสุภาษิตสอนสตรีบทนี้แน่นอน ซึ่งความหมายและความพูดในบทสุภาษิตนี้ สอนให้เรารู้จักใช้ รู้จักกิน เช่นที่สอนว่า "ไม่ควรซื้อก็อย่าไปพิไรซื้อ" อันนี้เห็นด้วยอย่างยิ่ง บางครั้ง บางครา เราซื้อของกินกันด้วยความหิว ซื้อด้วยความสวยงาม ซื้อเพราะว่าลดราคา ซื้อเพราะของแถม ซึ่งพอเอาเข้าจริง ก็กินไม่หมด กินไม่ได้ ไม่อร่อย กินไม่ทัน แล้วก็เก็บเข้าตู้กับข้าว ตู้เย็น ผ่านวัน เวลา ก็เน่า ก็เสียกินไม่ได้... เสียดายเงินทองที่ต้องจ่ายไป...

     ที่บันทึกไว้นี้ ก็อยากให้เห็นว่าต้นฉบับจริง ๆ นั้น การใช้ภาษาก็ใกล้เคียงกัน ต่างกันไม่กี่คำ เช่น บรรจบ กับ ประจบ

และราชบัณฑิตยสถานได้ให้ความหมายของคำว่า ประจบ ไว้ว่า 

ประจบ ๑ ก. บรรจบ, เพิ่มให้ครบจํานวน, เช่น มีสลึงพึงประจบให้ครบบาท;
  จดกัน, ใกล้ชิดติดต่อกัน, เช่น ปูกระดานให้ประจบกัน ทาง ๒ สาย
  มาประจบกัน, ทําให้เข้ากันสนิท เช่น ติดกรอบหน้าต่างให้มุม
 

ประจบกัน

     คราวนี้ ก็จะทำให้เราสามารถนำสุภาษิตคำสอบที่เป็นต้นฉบับมาใช้ได้อย่างถูกต้อง และคิดว่าหลาย ๆ คนคงไม่ตะขิดตะขวงใจกับคำว่า ประจบ กันแล้วนะครับ เพราะเป็นความหมายของการเพิ่มให้ครบจำนวน ดังคำในสุภาษิตว่าไว้

แล้วมีอะไรดี ๆ จากเล่มนี้จะนำมาแบ่งปันกันอีกนะครับ