วันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา

ถวิล
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

วันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา 

โดย  ถวิล  อรัญเวศ  รอง ผอ.สพป.นครราชสีมา เขต ๔

รอง ผอ.สพท.ชำนาญากรพิเศษ

บทนำ

  ในแต่ละปีจะมีวันสำคัญต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก เมื่อวันสำคัญเหล่านั้นเวียนมาถึง
สถานศึกษา หรือหน่วยงานต่าง ๆ  ประชาชนก็จะได้ร่วมกันทำกิจกรรมเพื่อหวนรำลึกถึง
หรือเป็นการแสดงออกให้เห็น
ถึงความเป็นมาและวันสำคัญเหล่านั้นและถือว่าเป็นการถ่ายทอดประเพณีทางความเชื่อ ความคิด คติธรรมแนวคิดที่ดีของวันดังกล่าวด้วย

  วันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษาเป็นวันที่เป็นวันที่มีความสำคัญอย่างใหญ่หลวงต่อการสืบทอด อายุของพระพุทธศาสนา ของชาวไทยชาวพุทธทั่วโลกในฐานะที่พวกเราเป็นพุทธศาสนิกชน หรือชาวพุทธจึงต้องศึกษาให้ทราบถึงประวัติความเป็นมาของทั้งสองวันนี้อย่างถูกต้องเพื่อจะได้ตระหนักและเห็นความสำคัญ ของทั้งสองวัน และเกิดกำลังใจในการที่จะทุ่มเทชีวิตในการประพฤติปฏิบัติตามรอยบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งเป็นศาสดาเอกของโลกให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

วันอาสาฬหบูชา

  วันอาสาฬหบูชา แปลว่า  การบูชาในวันเพ็ญเดือนแปด พระจันทร์เต็มดวงวันแห่งการบูชาในเดือน ๘ ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ของทุกปี (แต่ถ้าปีใดเป็นเดือนแปดสองหนหรืออธิกมาสก็จะเลื่อนไปขึ้น ๑๕ ค่ำเดือนแปดหลัง)

  วันอาสาฬหบูชานี้ เป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง ถือว่าเป็นการปักหลักพระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรกในโลกก็ว่าได้

กล่าวกันว่าหลังจากพระองค์ได้ตรัสรู้เมื่อวันเพ็ญเดือนหก (วิสาขบูชา) พระองค์คิดว่าหลักธรรมที่ได้ค้นพบเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนมากยากสำหรับจะเข้าใจได้ จึงไม่คิดจะแสดงธรรมให้แก่ใคร ต่อมาพระพรหมก็มาทูลว่า ได้โปรดแสดงเถิด เพราะในโลกนี้มีคนที่มีปัญญาต่างกัน อาจจะมีคนที่สามารถเข้าถึงหลักธรรมได้ พระองค์จึงคิดว่า น่าจะแสดงธรรมแก่เหล่าปัญจวัคคีคือนักบวช ๕ องค์ ซึ่งเคยเป็นผู้คอยรับใช้พระองค์สมัยแสวงหาโมกขธรรม ฉะนั้นวันนี้ จึงถือว่าเป็นวันสำคัญอย่างยิ่งต่อพุทธศาสนิกชนทั่วโลกด้วยเหตุ ๓ ประการ คือ

  ประการที่ ๑


พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระปฐมเทศนา เรื่อง ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
เป็นครั้งแรกของโลก ซึ่งการแสดงธรรมครั้งนี้
ถือได้ว่าเป็นการปักหลักพระพุทธศาสนาไว้ในโลกนี้
อย่างเป็นทางการและสมบูรณ์แบบที่สุด เพราะธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
เป็นแม่บทของพระธรรม คำสอนทั้งหมดที่มีในพระพุทธศาสนา

  เนื้อหาโดยย่อ พระองค์ทรงแสดงธรรมให้เหล่านักบวชปัญจวัคคีย์
เกิดความเข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริง ในเรื่องหนทางปฏิบัติ ที่จะนำไปสู่ความพ้นทุกข์
และทรงชี้ให้เห็นแนวปฏิบัติที่จะไม่สามารถนำไปสู่การพ้นทุกข์ และชี้ให้เห็นหนทางปฏิบัติที่จะนำไปสู่ทางแห่งการพ้นทุกข์อย่างแท้จริง
หรือสามารถดับทุกข์ทั้งปวง

  ๑. หนทางปฏิบัติที่ไม่สามารถนำไปสู่ทางแห่งการพ้นทุกข์
ได้แก่ 

  ๑.๑ กามสุขัลลิกานุโยค
คือ การลุ่มหลงมัวเมาในกามกิเลส คือลุ่มหลงในสิ่งที่น่ารักน่าใคร่

  ๑.๒
อัตตกิลมถานุโยค คือ การทรมานตนเองให้ได้รับความลำบากทุกข์ยากลำบากต่าง ๆ

  ๒.หนทางปฏิบัติที่นำไปสู่การพ้นทุกข์อย่างแท้จริง คือ มัชฌิมาปฏิปทา หรือมรรคมีองค์ ๘

มรรคมีองค์ ๘ เป็นหนทางสายกลาง สายเอกสายเดียวที่นำผู้ปฏิบัติ
อย่างจริงจังไปสู่การบรรลุธรรมภายใน อาศัยธรรมจักขุภายในตามเห็นอริยสัจ ๔
ภายในไปตามลำดับ จนกระทั่งกำจัดกิเลสได้หมดสิ้นเด็ดขาดเป็นพระอรหันต์ตามพระพุทธองค์ไป

มรรค ๘  คือหนทางแห่งการดับทุกข์ เป็นหลักธรรมข้อสุดท้ายของอริยสัจ ๔ มรรคนั้นมีอยู่ ๘
ประการด้วยกัน พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสถึงอริยสัจ ๔ อันประกอบไปด้วย ทุกข์ สมุทัย
นิโรธ และมรรค ซึ่งนี้คือหนทางแห่งการดับทุกข์นั่นเองเป็นหนทางหรือหลักพื้นฐานที่จะทำให้คนเราพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้มรรค ๘  ประกอบไปด้วย

๑. สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ เห็นว่าทำดีได้ดี
ทำชั่วได้ชั่ว เห็นว่าบาปบุญมีจริง เป็นต้น

๒. สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ ดำริที่จะทำคุณงามความดีในตนเอง
ไม่เบียดเบียนคนอื่น

๓. สัมมาวาจา เจรจาชอบ พูดสร้างสรรค์ในสิ่งที่ดีงาม ไม่พูดจาเพื่อให้คนในหมู่คณะแตกความสามัคคีกัน

๔. สัมมากัมมันตะ ทำการงานชอบ ไม่ผิดกฎหมาย

๕. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ ทำมาหากินอย่างสุจริต ไม่คดโกง

๖. สัมมาวายามะ เพียรพยายามชอบ มีวิริยะอุตสาหพยายามอดทนต่อความทุกข์ยากความลำบากต่าง
ๆ นานาที่กำลังประสบอยู่

๗. สัมมาสติ ระลึกชอบ มีสติอยู่ตลอดเวลาขณะทำขณะพูด และขณะคิด

๘. สัมมาสมาธิ ตั้งใจไว้ชอบ คือมีสมาธิฝึกจิตให้สงบและตั้งมั่น
เพื่อให้ปราศจากกิเลสและนิวรณ์

  อริยสัจ ๔ แปลว่า ความจริงอันประเสริฐ ได้แก่

 ๑. ทุกข์ คือปัญหาทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับมนุษย์
บุคคลต้องกำหนดรู้ให้เท่าทันตามความเป็นจริงว่ามันคืออะไร
ต้องยอมรับรู้กล้าสู้หน้าปัญหา กล้าเผชิญความจริง
ต้องเข้าใจในสภาวะโลกว่าทุกสิ่งไม่เที่ยง
มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น
ไม่ยึดติด

  ๒. สมุทัย ได้แก่
เหตุเกิดแห่งทุกข์ หรือสาเหตุของปัญหา ตัวการสำคัญของทุกข์ คือ
ตัณหาหรือเส้นเชือกแห่งความอยากซึ่งสัมพันธ์กับปัจจัยอื่น ๆ

 ๓. นิโรธ ได้แก่
ความดับทุกข์ เริ่มด้วยชีวิตที่รู้เท่าทันโลกดำเนินชีวิตด้วยการใช้ปัญญา

  ๔. มรรค ได้แก่ กระบวนวิธีแห้งการแก้ปัญหา
อันได้แก่ มรรคมีองค์ ๘ ประการดังกล่าวข้างต้น

  ประการที่ ๒
เป็นวันที่มีพระสงฆ์บังเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก คือ หลังจากพระพุทธองค์ตรัส
พระปฐมเทศนาจบลง หัวหน้า นักบวชปัญจวัคคีย์ คือท่านโกญฑัญญะได้ดวงตาเห็นสัจธรรมภายใน
ตามคำเทศน์ของพระองค์ การเห็นธรรมของท่านในครั้งนี้จึงกลายเป็นพยานยืนยันการตรัสรู้ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปในทันที และพระองค์ได้ทรงอุปสมบทให้หรือประทานการบวชแบบเอหิภิกขุอุปสัมปทาแก่ท่าน
โกญฑัญญะ ทำให้มีพระสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา

  ประการที่ ๓  เป็นวันที่พระรัตนตรัยครบ ๓ ประการ คือ
พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะซึ่งหมายถึงว่าพระพุทธศาสนาได้บังเกิดขึ้นในโลกนี้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว
ดวงตะวันแห่งการหลุดพ้น จากทุกข์ภัยในวัฏสงสารได้ส่องสว่างให้แก่มวลสรรพสัตว์ทั่วโลกต่อไป

ประเพณีนิยมในวันอาสาฬหบูชา

  ความสำคัญทั้งสามประการในวันอาสาฬหบูชานี้
ทำให้ปู่ย่าตายายท่านจับหลักได้ว่า การเรียนสรรพวิชาใดๆ ก็ตาม ผู้ที่จะแตกฉาน
ลึกซึ้งในความรู้นั้นได้ มีความจำเป็นต้องศึกษาแม่บทให้แตกฉานก่อน เช่น
ถ้าเป็นวิชาคำนวณในทางโลกต้องใช้สูตรคูณเป็นแม่บท ในทางธรรมก็เช่นเดียวกัน
การที่จะศึกษาธรรมะให้แตกฉาน ต้องศึกษาธัมมจักกัปปวัตตนสูตรเป็นแม่บททางธรรม

  ปู่ย่าตายายท่านจับหลักตรงนี้ได้ เมื่อถึงวันอาสาฬหบูชา ท่านจึงขวนขวายไปวัดเพื่อฟังพระธรรมเทศนาเรื่องธัมมจักกัปปวัตตนสูตรเพื่อเป็นการทบทวนแม่บทธรรมะทั้งหมดในพระพุทธศาสนาให้เข้าใจและซาบซึ้งยิ่งขึ้น


ข้อคิดที่ได้จากตรงนี้คือ ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม
ทั้งที่เป็นประโยชน์ส่วนตัว และประโยชน์ของหมู่คณะ ทั้งหมู่คณะเล็ก เช่น ครอบครัว
และหมู่คณะใหญ่ คือประเทศชาติ จะต้องมีหลักการที่ชัดเจน มีแม่บทที่ชัดเจน
ที่ทุกคนต้องยึดถือปฏิบัติตามและหลักการนั้นจะต้องสอดคล้องกับหลักธรรมในพระพุทธศาสนาด้วย
หมู่คณะ และประเทศชาติเจริญขึ้น และสงบสุขอย่างยั่งยืน นิสัยประจำชาติ จึงจะส่งผลให้ตนเองหลักการที่ดีเหล่านั้นกลายเป็นนิสัยประจำตัว อีกทั้งต้องถูกนำมาประพฤติปฏิบัติ จนกระทั่ง

 

วันเข้าพรรษา

  วันเข้าพรรษา หมายถึง ช่วงที่พระภิกษุสงฆ์ตั้งใจอธิษฐานจิตและปวารณา
จะอยู่ประจำ ณ วัดใดวัดหนึ่ง เป็นเวลา ๓ เดือน คือระหว่างฤดูฝน เริ่มตั้งแต่วันแรม
๑ ค่ำ เดือน ๘ ถ้าปีใดมีเดือน ๘ สองครั้ง ก็เลื่อนมาเป็นวันแรม ๑ ค่ำ เดือนแปดหลัง
และออกพรรษาในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ เว้นแต่มีกิจธุระเจ้าเป็นซึ่งเมื่อเดินทาง

ไปแล้วไม่สามารถจะกลับได้ในเดียวนั้นก็ทรงอนุญาตให้ไปแรมคืนได้ คราวหนึ่ง

ไม่เกิน ๗ คืนเรียกว่า สัตตาหะ
หากเกินกำหนดนี้ถือว่าไม่ได้รับประโยชน์ แห่งการจำพรรษา จัดว่าพรรษาขาด

 โดยปกติเครื่องใช้สอยของพระตามพุทธานุญาตให้มีประจำตัวนั้น
มีเพียงอัฏฐบริขารอันได้แก่ สบง จีวร สังฆาฏิ เข็ม บาตร รัดประคด หม้อกรองน้ำ
และมีดโกน

การที่พระภิกษุสงฆ์ท่านโปรดสัตว์อยู่ประจำเป็นที่เช่นนี้
เป็นการดีสำหรับสาธุชนหลายประการ กล่าวคือ
ผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามพระพุทธบัญญัติก็นิยมบวชพระส่วนผู้ที่อายุยัง

ไม่ครบบวชผู้ปกครองก็นำไปฝากพระโดยบวชเป็นเณรบ้าง
ถวายเป็นลูกศิษย์รับใช้ท่านบ้าง ท่านก็สั่งสอนธรรม และความรู้ให้ และโดยทั่วไป
พุทธศาสนิกชนนิยมตักบาตรหรือไปทำบุญที่วัด นับว่าเป็นประโยชน์

  การปฏิบัติตน ในวันนี้หรือก่อนวันนี้หนึ่งวัน
พุทธศาสนิกชนมักจะจัดเครื่องสักการะเช่น ดอกไม้ ธูปเทียน เครื่องใช้ เช่น สบู่
ยาสีฟัน เป็นต้น มาถวายพระภิกษุ สามเณร ที่ตนเคารพนับถือ ที่สำคัญคือ
มีประเพณีหล่อเทียนขนาดใหญ่เพื่อให้จุดบูชาพระประธานในโบสถ์อยู่ได้ตลอด 3 เดือน
มีการประกวดเทียนพรรษา โดยจัดเป็นขบวนแห่ทั้งทางบกและทางน้ำ

 แม้การเข้าพรรษาจะเป็นเรื่องของภิกษุ
แต่พุทธศาสนิกชนก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ ทำบุญรักษาศีลและชำระจิตใจให้ผ่องใส
ก่อนวันเข้าพรรษาชาวบ้านก็จะไปช่วยพระทำความสะอาดเสนาสนะ ซ่อมแซมกุฏิวิหารและอื่นๆ
พอถึง วันเข้าพรรษาก็จะไปร่วมทำบุญตักบาตร ฟังเทศน์
ฟังธรรมและรักษาอุโบสถศีลกันที่วัด บางคนอาจตั้งใจงดเว้น อบายมุขต่างๆ
เป็นกรณีพิเศษ เช่น งดเสพสุรา งดฆ่าสัตว์ เป็นต้น อนึ่ง
บิดามารดามักจะจัดพิธีอุปสมบทให้บุตรหลานของตนโดยถือกันว่าการเข้าบวชเรียนและ

อยู่จำพรรษาในระหว่างนี้จะได้รับ อานิสงส์อย่างสูง


ในช่วงเข้าพรรษาสามเดือนนี้ ถือเป็นช่วงที่พระภิกษุอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา
ทั้งที่เป็น พระภิกษุครูบาอาจารย์ และพระภิกษุที่บวชใหม่
ทำให้สามารถจัดกิจกรรมอบรมศีลธรรม ภายในวัดได้อย่างเข้มข้น
เพื่อให้พระภิกษุทั้งวัด มีคุณธรรมพร้อมบริบูรณ์ พอถึงวันออกพรรษาก็พร้อม
ที่จะทำหน้าที่ครูบาอาจารย์ แยกย้ายกันไปทั่วโลก
เพื่อเทศน์สอนญาติโยมให้เป็นคนดีมีศีลธรรม 

  ปู่ย่าตาทวดของไทยให้ความสำคัญ
กับการอบรมศีลธรรมแบบเข้มข้นนี้มาก เพราะท่านทราบดีว่า
ประเทศชาติจะอยู่เย็นเป็นสุขได้ ประชาชนต้องมีศีลธรรม
จึงได้เกิดธรรมเนียมประเพณีของไทย ขึ้นมาว่า ผู้ชายที่อายุ ๒๐ ปีขึ้นไป
พอถึงเวลาต้องพยายามมาบวช ในช่วงเข้าพรรษาให้ได้ เมื่อครบ สามเดือน
ก็ถือว่าได้ผ่านการอบรมศีลธรรม อย่างเข้มข้นจนมีธรรมะ เป็นหลักในใจกันแล้ว
จึงค่อยลาสิกขา ออกไปทำภารกิจอย่างอื่นได้

  แต่ในปัจจุบันชาวไทยให้ความสำคัญ
ต่อการบวชช่วงเข้าพรรษานี้น้อยลงไปมาก ทำให้จิตใจแข็งกระด้าง
มีการก่อเหตุร้ายในบ้านเมืองมากขึ้น
ถ้ามาวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาความไม่สงบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
จะพบว่าเป็นเพราะการไม่เห็นคุณค่าของการอบรมศีลธรรม แบบเข้มข้นในช่วง

เข้าพรรษานี้เองเป็นสาเหตุสำคัญ
และถ้ายังไม่ย้อนกลับมา ประพฤติปฏิบัติตาม เส้นทางที่บรรพบุรุษไทยปูพื้นไว้ให้
เหตุการณ์ในสังคมก็จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก

ประเพณีนิยมในวันเข้าพรรษา


ประเพณีในวันเข้าพรรษา ที่ปฏิบัติกันในคณะสงฆ์โดยเฉพาะนั้น
ช่วงเช้าพระภิกษุจะมาประชุมในโบสถ์ เจ้าอาวาสจะเป็นผู้ให้โอวาท และบอกข้อกำหนดใน
การประพฤติปฏิบัติตัวในช่วง ๓ เดือน 
  นอกจากนี้ยังมีธรรมเนียมสงฆ์ที่ปฏิบัติ
สืบต่อกันมาจนเป็นประเพณีที่ดีงามในวันเข้าพรรษา อีกหลายพิธี ได้แก่

  ๑. การอธิษฐานพรรษา

ก่อนเข้าพรรษาอย่างน้อย ๗ วัน พระเถระสมัยโบราณ
ท่านจะให้ทบทวนความประพฤติของตนเองว่า มีข้อบกพร่องในเรื่องใด
พอถึงวันเข้าพรรษาก็นำเรื่อง ที่ทำให้เสียหายมากที่สุด มาอธิษฐานเป็น
บทฝึกตัวประจำพรรษา คือตั้งใจงดเว้นหรือ เลิกความประพฤติ นั้นๆ ให้ได้ตลอดสามเดือน


  ๒. พิธีขอขมา

มีพิธีขอขมากันของพระผู้ใหญ่และพระผู้น้อย เพราะแม้ว่าจะปรารถนาดีต่อกัน
แต่เมื่อยังไม่หมดกิเลส ก็อาจมีการล่วงเกินกันบ้าง ก็จะได้ใช้โอกาสนี้
มาขอขมาซึ่งกันและกัน
เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขและเพื่อความเจริญก้าวหน้าในพระธรรมวินัย ต่อไป

  ๓. พิธีขอนิสัย

  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดนิสัย หรือ

การถ่ายทอดคุณธรรมมาก นอกจากจะทรงให้
พระผู้ใหญ่ทำหน้าที่ถ่ายทอด ความรู้ทางด้านธรรมะให้พระผู้น้อยแล้ว
พระองค์ยังทรงให้ถ่ายทอดนิสัยดีๆ ให้อีกด้วย ดังนั้นใน วันเข้าพรรษานี้
จึงมีประเพณีสำหรับพระพรรษา ๑ ถึงพรรษา ๕ เรียกว่า พิธีขอนิสัย 



  ข้อปฏิบัติของคณะสงฆ์ที่ดีงาม
ซึ่งถ่ายทอดผ่านธรรมเนียมประเพณีในวันเข้าพรรษานี้
ปู่ย่าตาทวดให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก นอกจากฝ่ายชายที่มีอายุครบ ๒๐ ปี
จะมาบวชเป็นพระภิกษุแล้ว ท่านที่ไม่ได้บวชทั้งฝ่ายหญิงฝ่ายชาย
ก็อธิษฐานตัดใจหักดิบเลิกอบายมุข ทุกชนิดอย่างเด็ดขาด บางท่านอธิษฐานรักษาศีล ๕
หรือศีล ๘ ตลอดทั้งพรรษา บางท่านอธิษฐานนั่งสมาธิวันละหนึ่งชั่วโมงตลอดทั้งพรรษา
คือปู่ย่าตาทวดท่านทุ่มเทจิตใจ เพื่ออบรมศีลธรรม ให้แก่ตนเองอย่างเข้มข้น 

  ข้อคิดที่ได้จากตรงนี้ ก็คือ หากครอบครัวใด
หรือสถาบันการศึกษาใด นำประเพณีของ
พระภิกษุในช่วงเข้าพรรษานี้ไปประพฤติปฏิบัติอย่างเหมาะสม
โดยเฉพาะการอธิษฐานจิตหักดิบ เลิกอบายมุขทุกประเภท และตั้งใจทำทาน รักษาศีล
เจริญภาวนา กันตลอดทั้งพรรษา ย่อมจะเกิดประโยชน์ทั้งในด้านครอบครัว การศึกษา
การอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ซึ่งจะส่งผลดีต่อสังคม โดยรวมอย่างยิ่งต่อไป
และย่อมจะส่งผลถึงการสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาให้ยืนยาวต่อไป
ตราบชั่วลูกชั่วหลานนานนับพันปี

สรุป

  วันอาสาฬหบูชาคือ การบูชาในเพ็ญเดือน ๘
หรือการบูชาเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในเดือน ๘ หรือเรียกให้เต็มว่า
อาสาฬหบูรณมีบูชา วันอาสาฬหบูชา วันนี้เป็นเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง

ปฐมเทศนา ธัมมจักรกัปปวัตนสูตร
เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประกาศพระพุทธศาสนา
เป็นวันที่เกิดอริยสงฆ์ครั้งแรกคือการที่ท่านโกณฑัญญะ  รู้แจ้งเห็นธรรม เป็นพระ
พิธีกรรมที่กระทำในวันนี้ โดยทั่วไป คือ ทำบุญ ตักบาตร รักษาศีล เวียนเทียน
ฟังพระธรรมเทศนา และสวดมนต์ ดังนั้นในวันนี้จึงถือว่า
พุทธศาสนิกชนควรได้รับประโยชน์ ที่เป็นสาระสำคัญจากอาสาฬหบูชา กล่าวคือ
ควรทบทวนระลึกเตือนใจสำรวจตนว่า
ชีวิตเราได้เจริญงอกงามขึ้นด้วยความเป็นอยู่อย่างผู้รู้เท่าทันโลกและชีวิตนี้บ้างแล้วเพียงใด
เรายังดำเนินชีวิตอยู่อย่างลุ่มหลงมัวเมา
หรือมีจิตใจอิสระปลอดโปร่งผ่องใสบ้างแล้วเพียงใด ส่วน วันเข้าพรรษา หมายถึง
ช่วงที่พระภิกษุสงฆ์ตั้งใจอธิษฐานจิตและปวารณา จะอยู่ประจำ ณ วัดใดวัดหนึ่ง
เป็นเวลา ๓ เดือน คือระหว่างฤดูฝน เริ่มตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘
ถ้าปีใดมีเดือน ๘ สองครั้ง ก็เลื่อนมาเป็นวันแรม ๑ ค่ำ เดือนแปดหลัง
และออกพรรษาในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑
วันเข้าพรรษา
เป็นวันที่พระสงฆ์ได้มีโอกาสศึกษาหลักธรรมเพราะเป็นช่วงสามเดือน

ที่ไม่ต้องไปพักแรมคืนที่ไหน
ก่อให้เกิดการบำเพ็ญเพียน ศึกษาอบรม


--------------------------------------------------------------------------------


บรรณานุกรม


พระภาวนาวิริยคุณ (หลวงพ่อทัตตชีโว).(2556). วันอาสาฬบูชาและเข้าพรรษา.
[ONLINE] เข้าถึงเมื่อ  วันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๖  จาก

 http://www.dmc.tv/pages/buddha_biography/20100716_Buddhist_Lent_Day.html

ธรรมะไทย. (2556). วันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา. [ONLINE]
เข้าถึงเมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม  ๒๕๕๖ จาก

http://www.dhammathai.org/day/buddhismday.php

 

http://www.korat4.net/download/1374474693_ASANHABOOCHA.pdf


 

 

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บทความทางวิชาการถวิล อรัญเวศ



ความเห็น (1)

ผ่านมา
IP: xxx.121.237.40
เขียนเมื่อ 

น่าจะมีมรรคที่9 เพื่อคนไทยจะได้เข้าถึงกตัญญูสูงสุดที่ชาวโลกมีกันนะ คือ เสพชอบ

แบบว่า เราเสพออกซิเจนจากเจ้าเมืองธรรมชาติที่พระพุทธเจ้ายังอจินไตยในรูป หลังจากแจ้งในนามแล้วว่า สร้างโลก สร้างธรรมชาติ สร้างออกซิเจนให้มนุษย์เสพ

(รวมถึงสร้างมนุษย์มาด้วยนะ) หากเราเสพสิ่งที่เราละการเสพไม่เคยได้(พระพุทธเจ้าก็เสพเช่นเรา) แต่เราไม่ยอมขอบคุณ เราอวดอ้างไปสรุปว่าไม่มีผู้นั้น

ทั้งๆที่เราเสพจริง เสพแล้ว และต้องเสพต่อไปอีก แต่เราก็ไม่ยอมที่จะขอบคุณ แถมมีหลักฐานแบบเป็นทางการที่เราปิดกั้นไม่ยี่หระต่อเอกสารนั้น ที่มีจริงเป็น

ปัจจุบัน ไม่โบราณคร่ำครึ. ไม่มีอภินิหารไม่มีลวง ไม่มีผลประโยชน์ของนักบวชเจือปน ไม่มีผลประโยชน์ ของโรงงานธูปเทียน โรงหล่อทองเหลือง โรงงานปั้นดิน

โรงงานพลุดอกไม้ไฟ ร้านขายถังเหลือง เครื่องใบ้เหลืองใดใด ไม่มีทั้งนั้น ไม่มีผลประโยชน์มนุษย์ใดๆด้วยซ้ำ. นั่นแหละที่กล่าวไว้ เท่ากับชาววรรณกรรมกำลัง "ขโมย" อันเป็นการผิดศีลข้อ2 อย่างชัดแจ้งแล้ว นั่นคือ การขาดหายไปของสำนึกชอบนั่นเอง. มรรคแปด ก็ยังไม่ครบเลย.