ไม่ได้เอาอะไรมา ไม่ได้เอาอะไรไป ไม่มีอะไรฝากไว้ อยู่เหมือนไม่มีตัวตน ไปและมาดั่งสายลม

เมื่อ 1 ต.ค. 55 ผมเกษียณจากงาน กลับมาอยู่บ้านกับครอบครัว

ด้วยความที่เคยแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับน้องๆ อย่างสม่ำเสมอในช่วงการทำงาน ทั้งเป็นงานในหน้าที่ และงานที่อาสาทำจึงติดตามข่าวคราวของน้องๆ ทั้งหลายเสมอมา หลังจากผมออกมามีการเปลี่ยนแปลงมากในที่ที่เคยทำงาน มีคนเข้ามาออกไป ภารกิจหน่วยงานนั้นยังคงเดิมเพียงแต่การดำเนินการจากการบริหารเปลี่ยนแปลงไป 10 เดือนจากการเป็นผู้เล่นเปลี่ยนมาเป็นผู้ดู

ขณะที่เป็นผู้เล่น เห็นคนในทีมมีบ้างที่มีความสุข มีบ้างที่ไม่สุข มีบ้างที่ชอบใจ มีบ้างที่ไม่พอใจ เป็นธรรมชาติธรรมดาของหน่วยงานและการทำงาน บางคนมาบ่นให้ฟัง บางคนไปเล่าให้คนอื่นฟัง แต่ก็ย้อนกลับมาหาเราจนได้ ตอนนี้เป็นผู้ดูมีคนมาเล่าเรื่องให้ฟังเยอะมาก บางครั้งรับฟังแล้วไม่ได้คิดอะไรต่อ บางครั้งฟังแล้วก็เสาะแสวงหาข้อมูลเพิ่มเติม น้องบางคนออกไปได้งานที่ดีกว่า น้องที่ยังคงอยู่ก็ทำงานต่อไป ชีวิตเป็นอย่างนี้เอง ดำเนินไปตามกรรมที่เรากระทำอย่างสม่ำเสมอ เพียงแต่เราไม่หลงอยู่กับมายาของสิ่งเป็นไปก็เพียงพอแล้ว 

ก่อนเกษียณ เขียนเล่ากับน้องๆ ว่า

ไม่ได้เอาอะไรมา ไม่ได้เอาอะไรไป ไม่มีอะไรฝากไว้ อยู่เหมือนไม่มีตัวตน ไปและมาดั่งสายลม

ตอนนี้เป็นผู้ดู ได้แต่ปลุกปลอบให้กำลังใจคนที่บ่นให้ฟัง ชี้ชวนให้เห็นช่องทางของความสุขตามที่พอจะแนะนำได้

1. การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องดำรงอยู่คู่กับชีวิต ทั้งส่วนตัวและทำงาน ไม่มีอะไรคงที่ ดังนั้นจงเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงเสมอ เตรียมกาย สุขภาพ ความสามารถในการทำงาน การพร้อมทำงานหลายๆ อย่าง และฝึกฝนตน หมั่นหาความรู้ ก้าวให้ทันเทคโนโลยีและใช้มัน(อย่าให้มันใช้) คิดเสมอว่าพรุ่งนี้ต้องดีกว่าวันนี้ และทำวันนีอย่างทุ่มเทเต็มกำลัง เตรียมใจ ใจของเรายังเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน ใจคนอื่นเราจะไปรู้กับเขาได้อย่างไร ตั้งใจไว้ให้มั่นคงในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย มีจิตอาสาในงานที่พอทำได้และใช้เวลาที่มีให้เป็นประโยชน์ที่สุด เตรียมกายและใจดั่งนี้ทั้งในเรื่องส่วนตัวและเรื่องงาน เราจะไม่หวั่นไหวเมื่อการเปลี่ยนแปลงมาถึง เราพร้อมเผชิญได้อย่างยินดีและมีสติบนความสามารถที่ได้สร้างแล้วของเรา 

2. สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นธรรมดาของมันอยู่อย่างนั้นเอง สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วดีเสมอ เมื่อเรามีทัศนะยอมรับอย่างยินดีแล้ว เราจะได้เรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้นตามที่มันเป็นจริง การเรียนรู้ทำให้เราเห็นประโยชน์และโทษของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งยังทำให้เราเห็นกระบวนการเกิดขึ้น ตั้งอยุ่และดับไปของมัน สิ่งใดมีประโยชน์รักษาไว้แล้วนำมาปรับใช้ สิ่งไม่มีประโยชน์ปล่อยมันไปและระวังไม่ให้มันเข้ามาหาอีก หากเผชิญกับเหตุการณ์ใดโปรดอย่าให้มันทำร้ายใจเรา คำที่ว่า "ว่าแล้วเชียวต้องเป็นอย่างนี้แหละ" "ทำไมต้องเป็นฉันด้วยนะ คนอื่นไม่เห็นเจอแบบนี้เลย" "จ้องจะจับผิดกับเราคนเดียว" "ไม่เอาแล้วไม่ทำแล้ว คนอื่นยังเลือกได้เลย" "หลอกใช้ฉันอีกแล้ว" "เก่งนักก็มาทำเองซิ" "แก้มาตั้งร้อยครั้งแล้วไม่ถูกใจซักที" หรืออะไรทำนองนี้ คำเหล่านี้ไม่ได้สร้างการเรียนรู้ หากมันเกิดกับเราโปรดเว้นระยะ แล้วตั้งสติ กลับมาอยู่กับปัจจุบัน ยอมรับและเรียนรู้ต่อไป

3. งานที่เราทำนั้นเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิต งานที่ทำสองประการคืองานในหน้าที่และงานของชีวิต งานทั้งสองอย่างนั้นเป็นสะพานสร้างความรักโปรดทำงานด้วยความคิดพื้นฐานว่า จะไม่ทำให้เกิดอันตรายกับทั้งร่างกายและจิตใจของทั้งตนเองและผู้อื่น ลองดูให้เห็นว่างานสร้างความรักขึันได้อย่างไร งานของชีวิตคืองานที่วัดผลว่าเรามีปกติสุขในสังคมได้อย่างไร ในตอนเราเด็กความรักสร้างให้เราเกิดมา ได้ศึกษาเล่าเรียนเพราะสังคมนี้มีความรักและปรารถนาดีทำให้เรามีที่เรียนจนส่ามารถสร้างอาชีพได้ นำพาเรามาจนมีงานทำ มีผู้คนอีกมากมายที่พยายามหาทางเรียนแต่ไม่มีโอกาส หางานทำแต่ไม่มีงานให้ทำ เราจึงควรทำงานของเราอย่างเคารพต่อสิ่งที่ได้ทำ ทำให้ดีที่สุด งานนั้นเป็นสะพานเชื่อมความรักเข้ามาในชีวิตของเรา รักงานของเรา หมั่นเพียร เป็นหนึ่งเดียวกับงานที่ทำโปรดอย่าทำร้ายใครด้วยการทำงาน และอย่าทำร้ายตนเองด้วยการทำงาน

4.  รักษาน้ำใจคนรอบข้างให้ดี ชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวของเรามีเหตุให้พบปะผู้คนมากมาย เราควรรักษาระยะห่างและระยะชิดกับผู้คนรอบข้างให้ดี สุภาษิตจีนบอกว่า มิตรสหายร้อยคนน้อยเกินไป ศัตรูหนึ่งคนก็มากไป กรอบความคิดของเราเป็นตัวกีดกันกั้นผู้คนให้ถอยห่างจากเรา กรอบและวินัยมีไว้ใช้กับตนเอง ใช้เพื่อสร้างศักดิ์ศรีของเรา สำหรับคนอื่นเราควรให้เกียรติเขา เคารพยอมรับในความแตกต่างของปัจจเจกชนแต่ละคน เชื่อมั่นว่าแม้จะแตกต่างกันแต่เราก็สามารถเชื่อมความสัมพันธ์เข้าด้วยกันได้ ด้วยความเชื่อมั่นเช่นนี้ ปัญญาแห่งความเมตตาจะสร้างหนทางเดินให้กับชีวิตเรา เดินไปอย่างระมัดระวังไม่ใช่เดินไปด้วยความระแวง ระยะชิดกับกัลยาณมิตรต้องรักษาให้พอดีเหมือนกับระยะห่างจากพาลชน 

5. ทีท่าต่อคำวิจารณ์ เราทั้งหลายมีชีวิตอยู่ในสังคมอย่างไรก็หนีไม่พ้นคำวิจารณ์ คำสรรเสริญ คำตำหนิ หรืออาจจะมากกว่านี้ เราโปรดตั้งสติ หยุดการตอบโต้ไม่ต้องค้นหาสิ่งใดมาอธิบาย โปรดฟังและหากมันเป็นผลดีต่อเราพิจารณาก่อนนำมาปรับใช้กับตัวเราเพราะของดีบางอย่างก็ไม่เข้ากับตัวเราเหมือนกัน หากมันไม่เป็นประโยชน์เอาซะเลยแถมยังบั่นทอนกำลังใจ โปรดดูให้เห็นว่าทำไมมันมีผลต่อเราเพียงนั้น และระงับการตอบโต้ ระงับการชื่นชม ระงับการสะใจ ในทุกเรื่องเพราะมันจะเป็นสิ่งป้องกันไม่ให้ใจเราแกว่งไป เมื่อชื่นชม ก็ยินดี เมื่อถูกตำหนิ ก็เสียใจ ไปรดทราบว่าการแกว่งไปของใจ ฟูข่ึ้นแฟบลง ทำให้หัวใจ สมองทำงานหนักมาก และไม่เป็นผลดีต่อเราเลย จงฟังอย่างสงบระงับ

ก็หวังว่าในฐานะผู้ดู แต่เคยเล่นมาก่อน และเอาตัวรอดจนเกษียณมาได้ก็ด้วยหลักบางประการดั่งนี้

ไม่ได้เอาอะไรมา ไม่ได้เอาอะไรไป ไม่มีอะไรฝากไว้ อยู่เหมือนไม่มีตัวตน ไปและมาดั่งสายลม

ไม่ติดยึดกับสิ่งใดๆ จะยังประโยชน์สุขให้กับชีวิตการทำงานและส่วนตัวได้นะครับ