จากการที่ข้าพเจ้าได้เรียนรู้เกี่ยวกับการให้เหตุผลทางคลินิคกับ อ.ดร.ศุภลักษณ์ เข็มทอง (อ.ป๊อป) มาหลายวิธี วันนี้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้การให้เหตุผลทางคลินิคมาอีก 1 วิธีคือการให้เหตุผลแบบ client-centered หรือการให้ผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง ซึ่งมี 2 วิธีด้วยกัน
วิธีแรกคือ ABCD
A : Audience/client คือสิ่งที่ผู้รับบริการได้ฟังจากผู้บำบัด
B : Behavior คือพฤติกรรม ณ ขณะนั้นที่เป็นปัญหาทั้งด้านร่างกายและจิตใจ
C : Conditions คือผู้รับบริการได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหรือมีภาวะใด
D : Degree/measurable goal คือความรุนแรงของโรคและมีการวางแผนการรักษาอย่างไรที่สามารถวัดผลได้
และวิธีที่สองคือ FEAST
F : Function/occupational performance areas คือ กิจกรรมการดำเนินชีวิตใดที่ผู้รับบริการอยากทำ(ประกอบด้วย Activity daily living(ADL), work, education or leisure)
E : Expectation คือความคาดหวังของผู้รับบริการ
A : Action คือผู้รับบริการทำอะไรได้แค่ไหนอย่างไร
S : Specific condition คือภาวะที่เฉพาะเจาะจงของผู้รับบริการที่ควรได้รับการแก้ไข
T : Timeline คือใช้ระยะเวลาในการรักษามากน้อยเพียงใด
<p> เมื่อข้าพเจ้าได้เรียนรู้และได้ลองมาปรับใช้กับกรณีศึกษา
</p><p>คุณ ค. การให้เหตุผลทางคลินิคแบบ Client-centered กับผู้รับบริการรายนี้ดังนี้</p>
แบบ ABCD
คุณ ค. อายุ 60 ปีได้รับการวินิจฉัยว่าหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ทำให้มีอาการอ่อนแรงของขาทั้ง 2 ข้าง ทั้งนี้กล้ามเนื้อลำตัวไม่แข็งแรงเหมือนเดิมทำให้การทรงท่าของผู้รับบริการทำได้ไม่ดีนัก เมื่อผู้รับบริการได้เข้ารับการฟื้นฟู ผู้รับบริการมีความรู้และเข้าใจว่าการมาฝึกที่แผนกกิจกรรมบำบัดมีผลอย่างไรต่อผู้รับบริการ คือผู้รับบริการทราบว่ามาฝึกเพื่อเพิ่มความสามารถทางด้านร่างกายในการทำกิจกรรมต่างๆให้มากขึ้นและทราบว่าในแต่ละกิจกรรมช่วยส่งเสริมอะไรแก่ผู้รับบริการ ทั้งนี้ทั้งนั้นในการทำกิจกรรมบางอย่างเช่นการโยนลูกบอลลงตะกร้าเพื่อเพิ่มการทรงท่าของร่างกายในท่านั่ง(dynamic sitting balance)ซึ่งผู้รับบริการมีความสามารถในระดับ Poor dynamic sitting balance ดังนั้นแผนการรักษาเพื่อเพิ่มการทรงท่า(dynamic sitting balance)คือให้ผู้รับบริการมีความสามารถในระดับ Fair และ Good ในที่สุดทำให้ผู้รับบริการทำกิจกรรมต่างๆได้ด้วยตนเองมากที่สุด และผู้รับบริการมักจะไม่มีความมั่นใจในตนเองทำให้ผู้รับบริการมักจะต่อรองให้เลื่อนตะกร้ามาให้ใกล้ขึ้น ผู้บำบัดจึงให้ลองทำก่อนและคอยให้กำลังใจหรือแรงเสริมให้ผู้รับบริการเกิด self-esteem (ความภาคภูมิใจ)และself-confidence(ความมั่นใจ)เมื่อทำได้ ทำให้ผู้รับบริการมั่นใจที่จะทำกิจกรรมต่างๆมากขึ้น
แบบ FEAST
ผู้รับบริการมีความต้องการที่จะทำกิจกรรมต่างๆด้วยตนเองให้มากที่สุด ไม่เป็นภาระของคนอื่น และผู้รับบริการต้องเคลื่อนย้ายตนเองไปในที่ต่างๆด้วยรถเข็น(wheelchair) ซึ่งแต่เดิมผู้รับบริการอยู่บ้านผู้รับบริการเคลื่อนย้ายตนเองด้วยการถัดไปกับพื้น จึงปรับเปลี่ยนให้ใช้รถเข็นในการเคลื่อนย้ายตนเองแทนการถัด เนื่องจากการที่ไม่เคยใช้มาก่อนจึงต้องเรียนรู้การเคลื่อนย้ายตนเองจากเตียงมารถเข็น รถเข็นไปเตียง รวมถึงจากรถเข็นไปชักโครก การเข็นรถเข็นไปยังที่ต่างๆและเข็นขึ้น-ลงทางลาด นอกจากนี้กิจกรรมที่ผู้รับบริการอยากทำคือการกวาดบ้าน ถูบ้าน ดังนั้นจึงได้จัดเป็นประสบการณ์กวาดพื้นบนรถเข็นให้แก่ผู้รับบริการ แต่ก่อนที่จะฝึกทำกิจกรรมต่างๆควรได้รับการฝึกกิจกรรมที่ช่วยเพิ่มการทรงท่าก่อนเช่นการโยนบอลลงตะกร้า ซึ่งผู้รับบริการมีความมั่นใจน้อยในการทำกิจกรรม นอกจากนี้ตัวผู้รับบริการมีข้อจำกัดอื่นๆที่ไปจำกัดการทำกิจกรรมต่างๆอีกเช่นสภาพแวดล้อมที่บ้าน ห้องน้ำไม่มีทางลาดทำให้รถเข็นเข้าไม่ได้ ห้องครัวไม่มีที่ว่างพอสำหรับการนำรถเข็นเข้าบริเวณข้างล่างเพื่อที่จะทำอาหาร รวมถึงข้อจำกัดทางด้านครอบครัวที่มักจะไม่ให้ผู้รับบริการทำกิจรรมต่างๆเองทำให้ผู้รับบริการไม่มีโอกาสได้ทำ จึงได้แนะนำการปรับสภาพบ้านและให้ญาติเปิดโอกาสในการให้ผู้รับบริการทำกิจกรรมต่างๆด้วยตนเองมากขึ้น ส่วนระยะในการฝึกใช้เวลาประมาณ 1 เดือน ซึ่งฝึก 2 ชั่วโมง/วัน อย่างน้อย 4 วัน/สัปดาห์
ขอขอบคุณกำลังใจจากคุณดารนี ชัยอิทธิพรค่ะ
ขณะนี้ประเทศต่างๆก็กำลังเตรียมความพร้อมในเรื่องของ สิ่งอำนวยความสะดวกตามสถานที่หน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน อาคารสำนักงาน บ้านเรือน และสถานที่สาธารณะ เพื่อรองรับการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุนะคะ
...อยากเห็นนักกิจกรรมบำบัดจัดตั้งเป็นองค์กรที่แยกออกจากโรงพยาบาล...เพราะมันคนละส่วนกับการรักษาโรคของหมอ ...จึงควรมีสถานที่และเครื่องมือเครื่องใช้ในการบำบัดผู้ป่วยเพื่อความคล่องตัวในการทำงาน...ที่ต้องใช้สถานที่และเวลาในการบำบัดผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง...นักกิจกรรมบำบัดก็จะต้องรวมถึงนักกายภาพบำบัดด้วยถูกต้องไหมค่ะ...
ขอขอบคุณสำหรับกำลังใจจากคุณดร. พจนา แย้มนัยนานะค่ะ ในความคิดเห็นของดิฉันในฐานะนักศึกษากิจกรรมบำบัดนะค่ะ ดิฉันเห็นด้วยกับความคิดเห็นของคุณดร. พจนา แย้มนัยนาค่ะ แต่ในประเทศไทยคำว่า "กิจกรรมบำบัด" คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักมากนัก ส่วนใหญ่ก็จะคิดรวมเสียว่าเป็นกายภาพบำบัดแต่ในความเป็นจริงแล้วเรามีบทบาทที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนค่ะ แต่เราก็สามารถทำงานกันเป็นสหวิชาชีพได้เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของผู้รับบริการ อีกทั้งบุคลาการทางกิจกรรมบำบัดในประเทศไทยยังขาดแคลนเป็นจำนวนมากซึ่งสวนทางกับจำนวนผู้รับบริการที่เพิ่มมากขึ้นในแต่ละวันรวมถึงบริบทต่างๆ สิ่งแวดล้อมของไทยที่ยังมีข้อจำกัดในผู้รับบริการที่มีปัญหาทางด้านร่างกายเนื่องจากสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆที่ไม่เอื้ออำนวย นักกิจกรรมบำบัดจึงมีบทบาทในเรื่องของการปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลค่ะ ทั้งนี้การผลักดันวิชาชีพกิจกรรมบำบัดให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้นก็สำคัญเช่นกันค่ะ
ขอขอบคุณกำลังใจจากDr. Popมากค่ะ