การจำแนกสิ่งเหล่านี้เป็นการจำแนกค่าของงานที่เขารับผิดชอบแต่ไม่ได้จำแนกค่าของคนว่าแตกต่างกัน เพราะทุกคนในโรงพยาบาลมีคุณค่าต่อโรงพยาบาลเหมือนกัน

ในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขซึ่งให้บริการแก่ประชาชนที่ครอบคลุมทั้งประเทศและให้บริการที่ตอบสนองต่อประชาชนคนไทยได้อย่างมากแม้จะมีเงินงบประมาณจัดสรรมาให้อย่างจำกัดก็ตาม ในโรงพยาบาลจะมีเจ้าหน้าที่ที่มีสถานภาพการจ้างงานที่แตกต่างกันอยู่คือจ้างโดยรัฐบาลคือข้าราชการและลูกจ้างประจำ(เดิมมีพนักงานของรัฐด้วยตอนนี้เปลี่ยนเป็นข้าราชการแล้ว)  จ้างโดยโรงพยาบาลคือลูกจ้างชั่วคราว ในกลุ่มของลูกจ้างชั่วคราวนี้อาจจ้างเป็นรายเดือนรายวันหรือรายคาบก็ได้ มีการกำหนดระดับของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลบ้านตาก แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มคือผู้บริหารระดับสูง(ผอก./รองผอก.) ผู้บริหารระดับกลาง(หน.กลุ่มงาน) ผู้บริหารระดับต้น(หน.งาน)  ผู้ปฏิบัติ(ข้าราชการ,ลูกจ้างประจำ,ลูกจ้างชั่วคราวรายเดือน,ลูกจ้างชั่วคราวรายวัน,ลูกจ้างชั่วคราวรายคาบ,ลูกจ้างชั่วคราวเงินงบประมาณ)

                ส่วนที่ผมจะได้พูดถึงจะเป็นกลุ่มของลูกจ้างเงินบำรุงรายเดือนที่มีการจ้างงานตามสัญญาเป็นปีๆไปแต่ส่วนใหญ่จะจ้างคนเดิมอย่างต่อเนื่องดูเหมือนคล้ายเป็นข้าราชการหรือลูกจ้างประจำแต่ต่างกันก็คือไม่ได้สิทธิแบบราชการ เงินเดือนจะจ่ายจากเงินบำรุงของโรงพยาบาลเอง ต้องทำบัตรประกันสังคมโดยมีการหักเงินโรงพยาบาลและเงินลูกจ้างส่งประกันสังคมทุกเดือนตามที่กฎหมายกำหนด การจ้างและเงินเดือนจะมีระเบียบการจ้างลูกจ้างชั่วคราวเงินบำรุงของกระทรวงสาธารณสุขกำหนด โดยแต่เดิมเงินเดือนของกลุ่มแรงงานจะไม่เกิน 4,100 บาท ต่อมาปรับเป็น 4,300 บาท และมีหนังสือฉบับใหม่มาอีกล่าสุดให้ปรับขึ้นไปอีกเนื่องจากค่าครองชีพและการปรับตามเงินเดือนข้าราชการ และกำหนดให้โรงพยาบาลพิจารณาได้อย่างเหมาะสมตามที่คณะกรรมการบริหารสถานพยาบาลเห็นสมควรและไม่เป็นภาระแก่เงินบำรุงของโรงพยาบาล ทางคณะกรรมการบริหารโรงพยาบาลบ้านตากก็ได้มาพิจารณาว่าควรจะมีการปรับเงินเดือนกันอย่างไร เพราะปกติแล้วลูกจ้างชั่วคราวจะจ้างในอัตราเดิมตลอดทุกปี จนลูกจ้างชั่วคราวหลายคนสงสัยทำไมไม่เหมือนกับข้าราชการ ก็ต้องอธิบายกันอยู่บ่อยๆ เพื่อให้การกำหนดอัตราเงินเดือนลูกจ้างชั่งคราวเหมาะสมกับตำแหน่ง ความสามารถ และสอดคล้องตามระเบียบที่กำหนด

ผมได้นำหลักการประเมินค่างาน(Job Evaluation) มาใช้ โดยในเบื้องต้นปรับให้ลูกจ้างชั่วคราวมีอัตราเงินเดือนไม่น้อยกว่าเดือนละ 4,740 บาท ตามค่าแรงขั้นต่ำและระเบียบที่กำหนดไว้ และมีการพิจารณาค่าเงินเดือนที่แตกต่างกันตามหลักเกณฑ์ต่อไปนี้
-   ประเภทของตำแหน่งเป็นข้าราชการหรือลูกจ้าง เป็นข้าราชการกลุ่มวิชาชีพเฉพาะ(เทคนิคการแพทย์,กายภาพบำบัด,เจ้าพนักงานเภสัชกรรม)หรือข้าราชการกลุ่มสนับสนุนทั่วไป(ธุรการ สถิติ พัสดุ) ถ้าเป็นลูกจ้างก็ดูว่าเป็นกลุ่มแรงงาน(คนงาน คนสวน ช่างประปา ช่างท่อ คนครัว)หรือกึงฝีมือ(ลูกมือช่าง พนักงานขับรถ ผู้ช่วยเหลือคนไข้)หรือฝีมือ(พนักงานนวดที่จบการศึกษามาโดยตรง)
-   ดูความขาดแคลนหรือความต้องการของตลาด ราคาแรงงานในตลาดการจ้าง เช่นนักกายภาพหรือนักเทคนิคการแพทย์ จะใกล้กับของมหาวิทยาลัยคือประมาณ1.3-1.5 เท่าของวุฒิปริญญาตรี

-   มีระเบียบว่าไว้เฉพาะหรือไม่เช่นลูกจ้างกลุ่มนักเรียนทุนหรือเป็นกลุ่มที่มีประสบการณ์ตามเวลาทำงานเช่นหมอนวดแผนไทยที่มีการฝึกอบรมมาจากกระทรวง

-   มีวุฒิการศึกษาที่สอดคล้องกับภารกิจหรือเกื้อหนุนตรงต่อภารกิจที่ทำหรือไม่ ถ้าตรงจะมีการปรับค่าจ้างเพิ่มให้ตามวุฒิ เช่นธุรการจบปริญญาตรี หรือครูพี่เลี้ยงเด็กจบครุศาสตร์ เป็นต้น

-   ระยะเวลาทำงานเพื่อดูความจงรักภักดีต่อองค์กร ถือที่ระยะเวลามากกว่า 5 ปีขึ้นไป กับน้อยกว่า 5 ปี จึงทำให้ตำแหน่งเดียวกันแต่ค่าจ้างไม่เท่ากันได้ หากทำงานมากกว่า 5 ปีหรือน้อยกว่า 5 ปี

-   ในการกำหนดอัตราเงินเดือนเทียบเคียงจากตารางเงินเดือนของข้าราชการฉบับปัจจุบัน โดยถ้าเป็นตำแหน่งลูกจ้างถือว่าเริ่มที่ซี 1 ถ้าตำแหน่งราชการที่อนุปริญญาอยู่ที่ซี 2 (ไม่ใช่ดูที่วุฒิแต่ดูที่ตำแหน่ง) ถ้าเป็นปริญญาตรีดูที่ซี 3 เพื่อให้เป็นไปตามเอกสารการกำหนดเงินเดือนของลูกจ้างฉบับที่มีอยู่แต่ปรับตามเงินเดือนปัจจุบัน เงินเดือนจึงเป็นไปตามขั้นแบบเงินเดือนข้าราชการ

-    ดูจากเอกสารคุณสมบัติประจำตำแหน่งของลูกจ้างกลุ่มต่างๆว่ามีระดับเงินเดือนปรับตามวุฒิหรือไม่ซึ่งกระทรวงได้จัดทำไว้                

             นำหลักเกณฑ์เหล่านี้มากำหนดเป็นเงินเดือนขั้นต่ำที่ลูกจ้างแต่ละคนจะได้รับ ส่วนในปีต่อไปก็จะต้องมาพิจารณาหลักเกณฑ์กันอีกว่าจะปรับเพิ่มอัตราค่าจ้างเป็นอย่างไร เท่าไร  โดยในปีนี้ได้นำคุณสมบัติเฉพาะประจำตำแหน่ง(Job specification) มาเป็นแนวทางหลักในการปรับ ทำให้ลูกจ้างที่เคยมีเงินเดือนเท่ากันในปีนี้ จะมีเงินเดือนที่แตกต่างกันไปตามคุณสมบัติที่กำหนด ความเป็นธรรมก็ไม่ได้หมายความว่าลูกจ้างทุกคนต้องได้เงินเดือนเท่ากันเพราะแต่ละตำแหน่งมีความแตกต่างกันอยู่ ถ้าให้นักกายภาพบำบัดได้เงินเดือนเท่ากับคนสวน ก็คงไม่เป็นธรรมเช่นกัน การจำแนกสิ่งเหล่านี้เป็นการจำแนกค่าของงานที่เขารับผิดชอบแต่ไม่ได้จำแนกค่าของคนว่าแตกต่างกัน เพราะทุกคนในโรงพยาบาลมีคุณค่าต่อโรงพยาบาลเหมือนกัน ในปีนี้การวิเคราะห์ค่างานโดยใช้คุณลักษณะจึงเป็นการกำหนดค่าจ้างขั้นต้นเท่านั้น แต่การจะพิจารณาค่าจ้างในปีต่อๆไปนั้นนอกจากใช้คุณลักษณะ(Job specification)แล้ว จะต้องพิจารณาถึงงานที่แต่ละคนได้รับการมอบหมายให้ทำ(Job description)ด้วย งานที่มีความรับผิดชอบสูง ความเสี่ยงสูง หาคนมาทำยากก็ต้องได้เงินมากกว่า  ผลงานที่แต่ละคนทำได้(Performance) จากการประเมินแบบ 360 องศา และสมรรถนะ(Competency)ของแต่ละคนมาประกอบด้วย