สถานการณ์การทำอารยะขัดขืนหรือการดื้อแพ่งโดยประชาชนไทย
1.อารยะขัดขืนของสมัชชาคนจน : ปีนทำเนียบ 2543 ยอมถูกจับและไม่ตอบโต้ด้วยความรุนแรง
การปีนทำเนียบรัฐบาลของสมัชชาคนจน (กรณี 16 ปัญหา) ครั้งแรก เกิดขึ้นราวพฤษภาคม 2543 หลังจากที่ปักหลักชุมนุมที่สันเขื่อนปากมูลมาตั้งแต่กลางปี 2542 เพื่อเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ตกค้างมาหลายรัฐบาล และเผยแพร่ข้อมูลปัญหาให้กับสาธารณะชน ต่อมาได้เดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯ ในเดือนมกราคม 2543 เพื่อรณรงค์ชี้แจงปัญหาเป็นเวลานับเดือน จากนั้นจึงสร้างแรงกดดันให้กับรัฐบาลโดยเข้าไปชุมนุมในลานจอดรถโรงไฟฟ้าเขื่อนปากมูลในวันที่ 15 พฤษภาคม 2543 และส่งกำลังคนส่วนหนึ่งมาปืนเข้าไปในทำเนียบ ทำให้รัฐบาล โดยนายบัญญัติ บรรทัดฐาน รองนายกฯ และ รมว. มหาดไทยในขณะนั้น มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการกลางเพื่อแก้ปัญหาสมัชชาคนจน ในวันที่ 2 มิถุนายน 2543 เพื่อศึกษาและเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาให้กับรัฐบาล
การปีนทำเนียบรัฐบาลของสมัชชาคนจนครั้งที่สอง เกิดขึ้นหลังจากคณะกรรมการกลางฯ ได้เสนอแนวทางการแก้ไขต่อรัฐบาลแล้ว วันที่ 10 กรกฎาคม 2543 สมัชชาคนจนจึงเดินทางมาชุมนุมที่ทำเนียบเพื่อติดตามการแก้ไขปัญหา แต่รัฐบาลกลับนิ่งเฉย จึงปีนทำเนียบรัฐบาลอีกครั้งในวันที่ 16 กรกฎาคม 2543 เพื่อกดดันให้รัฐบาลมีมติ ครม. รับรองข้อเสนอของกรรมการกลางฯ
การปีนทำเนียบครั้งแรกไม่เอิกเกริกเหมือนครั้งที่สอง เพราะครั้งแรก กระทำอย่างเงียบๆ และจบลงด้วยการตั้งคณะกรรมการฯ ที่เป็นที่ยอมรับกันทั้งสองฝ่าย แต่ครั้งที่สอง อันเป็นที่มาของการนำการดื้อแพ่งโดยประชาชน มาใช้อธิบายนั้น ตรงกันข้าม คือ มีการเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และในอีก 1 วันต่อมา ผู้ชุมนุมที่ปีนเข้าไปในทำเนียบถูกจับกุมทั้งหมดกว่าสองร้อยคน
ในปฏิบัติการปีนทำเนียบครั้งที่สองนี้ สมัชชาคนจนเองเรียกว่า “ปฏิบัติการสันติวิธี เข้าทำเนียบรัฐบาล” และอธิบายว่า
การกระทำครั้งนี้ไม่ใช่การขับไล่รัฐบาลอย่างแน่นอน ตรงกันข้าม สมัชชาคนจนมีความต้องการอย่างยิ่งที่จะให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับกลุ่มสมัชชาคนจนที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน หากเป็นการขับไล่รัฐบาลแล้วใครจะเป็นผู้แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นกับสมัชชาคนจน.... และการเคลื่อนขบวนเข้าชุมนุมในทำเนียบรัฐบาลครั้งนี้จึงถือเป็นการชุมนุมโดยสันติวิธีเพื่อผลักดันให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นตามมติของคณะกรรมการกลางฯ ” (แถลงการณ์สมัชชาคนจน วันที่ 16 กรกฎาคม 2543)
พร้อมกับอธิบายการต่อสู้ของตนว่า “ยืนยันแนวทางสันติวิธี ไม่กลัวเจ็บ ไม่กลัวจับ ไม่ใช้ความรุนแรง” และไม่ตอบโต้กับปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่
แม้สมัชชาคนจน จะไม่ได้เรียกปฏิบัติการของตนว่า “อารยะขัดขืน” และอาจจะไม่มีมโนทัศน์นี้อยู่ในใจขณะปฏิบัติการ แต่กล่าวได้ว่าดำเนินตามแนวทางนี้อย่างเคร่งครัด ข้อความในแถลงการณ์เรื่องไม่ตอบโต้ด้วยความรุนแรงและยอมให้จับกุมนั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องของโวหารแต่เป็นปฏิบัติการที่เกิดขึ้นจริง
ทั้งนี้ ก่อนวันปฏิบัติการจริง มีการชี้แจง เตรียมความเข้าใจกับผู้เข้าร่วมปฏิบัติการอย่างดีเกี่ยวกับขั้นตอนต่างๆ และสำคัญที่สุด คือ ผลที่อาจจะเกิดขึ้น ทั้งการถูกจับกุมหรือตอบโต้ด้วยความรุนแรง และการไม่ตอบโต้กลับ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ยุ่งยากลำบากนักสำหรับสมัชชาคนจนซึ่งใช้แนวทางไร้ความรุนแรงในการเคลื่อนไหวมาโดยตลอด
วันต่อมา 17 กรกฎาคม 2543 รัฐบาลได้ระดมเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าสลายการชุมนุม มีการผลักดันกับผู้ชุมนุมที่อยู่ด้านนอกหน้าทำเนียบฝั่งถนนพิษนุโลก ที่พยายามต้านทานการเข้าสลายการชุมนุมด้วยร่างกายตัวเอง โดยปราศจากอาวุธใดๆ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ศีรษะแตกจำนวนหนึ่ง เมื่อไม่สามารถต้านทานได้ ก็ถอยกลับมาปักหลักในที่ชุมนุมบริเวณถนนข้างทำเนียบรัฐบาล ขณะที่กลุ่มที่ปีนเข้าไปอยู่ในทำเนียบก็ยอมให้จับกุมโดยไม่ต่อสู้หรือใช้ความรุนแรงตอบโต้แต่อย่างใด
แม้จะมีการกระทบกระทั่งระหว่างผู้ชุมนุมภายนอกทำเนียบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่สมัชชาคนจนก็ยังยึดมั่นในสันติวิธีอย่างเคร่งครัด และนี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ไม่ทำให้สถานการณ์เกินเลย บานปลายออกไป และได้รับบาดเจ็บมากกว่านั้น ขณะที่ส่วนที่อยู่ในรั้วทำเนียบรัฐบาลก็ยอมรับผลของการละเมิดกฎหมาย ยอมให้จับแต่โดยดี
หลังจากเหตุการณ์นี้ แรงกดดันต่อรัฐบาลมีมากขึ้น จนในที่สุดรัฐบาลได้มีมติ ครม. เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหา ในวันที่ 25 กรกฎาคม 2543 และ 8 สิงหาคม 2543 แต่สมัชชาคนจนเห็นว่าไม่เป็นไปตามที่คณะกรรมการกลางฯ เสนอ และไม่สามารถนำสู่การแก้ไขปัญหาได้ จึงยังคงปักหลักชุมนุมที่ข้างทำเนียบฯ ต่อไป และนำไปสู่การเปิดเวทีสาธารณะชี้แจงปัญหาระหว่างตัวแทนรัฐบาล คณะกรรมการกลางฯ กับสมัชชาคนจน โดยมีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ไปทั่วประเทศ ในวันที่ 17 สิงหาคม 2543 จนน้ำตาท่วมจอกันทั้งชาวบ้านและคนดูเลยทีเดียว
ความสำเร็จของสมัชชาคนจนในการเคลื่อนไหวในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมา อาจจะมีการประเมินถกเถียงกันได้มาก แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่เป็นภาพประทับใจและเรียกร้องความเห็นใจจากคนที่ได้เข้ามาสัมผัส เรียนรู้ และจะอยู่ในความทรงจำไปอีกนานก็คือ การเคร่งครัดในสันติวิธี และยืนหยัดต่อสู้บนฐานการแก้ไขปัญหาของตนเองที่ชอบธรรมเป็นที่ตั้ง พยายามหลีกเลี่ยงหรือไม่เล่นการเมืองแบบยอมตนเป็นเครื่องมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในการช่วงชิงอำนาจทางการเมือง หรือโค่นล้มรัฐบาล จนเอ็นจีโอที่คิดใหญ่ทำใหญ่ เรียกในความหมายในเชิงลบและดูแคลนว่าเป็นเพียง “กลุ่มผลประโยชน์”
2. การฉีกบัตรเลือกตั้งของอาจารย์ไชยยันต์ ไชยพร
ในวันที่ 2. เมษายน พ.ศ. 2549 ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ฉีกบัตรเลือกตั้งของตนทิ้งให้สื่อมวลชนดูหลังจากที่ใช้สิทธิลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดแล้ว โดยเขายอมรับว่ากระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งและพร้อมสู้คดีในทางกฎหมายต่อไป อย่างไรก็ตามไชยันต์ยืนยันสิทธิของตนตามมาตรา 65 ของรัฐธรรมนูญว่าบุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธี หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เชิญตัวไปสอบสวน หลังจากนั้นรัฐเอกราช ราษฎร์ภักดีรัช ได้ร่วมฉีกบัตรเลือกตั้งเช่นเดียวกัน โดยรัฐเอกราชได้กล่าวว่า ตนเห็นว่าการวางตำแหน่งของคูหาเลือกตั้งนั้นไม่ถูกต้อง จึงได้แต่งชุดดำประท้วงและฉีกบัตรเลือกตั้ง รัฐเอกราชกล่าวว่าตนมีอุดมการณ์เดียวกับไชยันต์ด้วย หลังจากเหตุการณ์นั้นศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ยืนยันว่าจะช่วยเหลือไชยันต์ในทางกฎหมาย นอกจากนั้น ในวันเดียวกันยศศักดิ์ โกศยากานนท์ อาจารย์คณะยนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ยังได้ใช้ไม้จิ้มฟันจิ้มนิ้วชี้ตนเองและใช้เลือดในการกากบาทในช่องลงคะแนนของบัตรเลือกตั้ง โดยเขายืนยันว่าได้ศึกษาข้อกฎหมายแล้วไม่ได้เป็นการกระทำผิดต่อกฎหมายแต่อย่างใด แม้ว่ายศศักดิ์จะกล่าวว่าเขาประท้วงตามแนวทางอารยะขัดขืน ถ้าพิจารณาในแง่ที่ว่าการกระทำดังกล่าวไม่ผิดกฎหมายของยศศักดิ์จึงไม่น่าจัดว่าเป็นอารยะขัดขืนหรือดื้อแพ่ง แต่เป็นการประท้วงแบบสันติวิธี
หนังสืออ้างอิง
ชัยวัฒน์ สถาอานันท์. อารยะขัดขืน. http://chaisuk.wordpress.com/2007/07/13/summary-civil-disobedience-chaiwat/ เข้าถึงเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
สมชาย ปรีชาศิลปะกุล. การดื้อแพ่งต่อกฎหมายของประชาชน.
http://www.openbase.in.th/http:/%252Fwww.panyathai.or.th/wiki/index.php/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%8E%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%25 เข้าถึงเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
สมชาย ปรีชาศิลปะกุล.แนวความคิดเรื่องการดื้อแพ่งของนักปรัชญาอเมริกัน John Rawls. http://www.spiceday.com/archiver/?tid-52063.html เข้าถึงเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
อุเชนทร์ เชียงแสน. ว่าด้วยบันไดและอารยะขัดขืน: จากสมัชชาคนจนถึง Pmove. http://blogazine.in.th/blogs/uchane-cheangsan/post/4148 เข้าถึงเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. การประท้วง. http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%87 เข้าถึงเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. อารยะขัดขืน. http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B9%88%E0%B8%87 เข้าถึงเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2556