ปัจจัยแห่งความสำเร็จที่สำคัญที่ว่า "ศักยภาพของระบบการศึกษาเพื่อการส่งเสริมนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์" จะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของระบบเศรษฐกิจในศตวรรษที่ 21

โดยทั่วไปการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน 1)
การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจบนฐานนวัตกรรม
ซึ่งเกิดขึ้นจากนวัตกรรมในการผลิตสินค้าและบริการที่ดีขึ้นจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง
ๆ อันเป็นผลมาจากความคิดสร้างสรรค์ และ 2)
การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจากการเพิ่มปัจจัยการผลิตต่าง ๆ เช่น แรงงาน ทุน
หรือพื้นที่การผลิต
สะท้อนให้เห็นความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการสร้างฐานนวัตกรรมนั้น
จะเป็นการเจริญเติบโตที่มั่นคง
และสร้างความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและสังคมได้มากกว่าความก้าวหน้าที่เกิดจากการเพิ่มแรงงานและเพิ่มเงินเข้าไปในระบบในระหว่างศตวรรษที่
19-20 อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 2-3% ต่อปี
ซึ่งเท่ากับว่าคนคนหนึ่งสามารถทำงานได้เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าตัวในทุก ๆ
หนึ่งชั่วอายุคน แสดงถึงประสิทธิภาพในการทำงานของแรงงานที่เพิ่มขึ้น
อันเนื่องมาจากการสนับสนุนของนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นตลอด 200
ปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี
อัตราการเจริญเติบโตดังกล่าวกลับถดถอยลงในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะในช่วง 10
ปีที่ผ่านมานี้ อัตราการเจริญเติบโตของรายได้ต่อหัวโดยเฉลี่ยของโลกอยู่ที่ปีละ 1%
เท่านั้น ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่าปัจจัยที่ทำให้อัตราการเติบโตถดถอยลงคือ
"อัตราการสร้างสรรค์นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่"
ที่ลดลงเมื่อเทียบกับศตวรรษที่แล้ว
ความท้าทายของการก้าวสู่ศตวรรษที่ 21
จึงอยู่ที่ว่าทำอย่างไรให้ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมเกิดขึ้นและเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
?
ผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนรู้จากหลายสาขาได้พยายามศึกษาหนทางในการกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์มาเป็นเวลากว่า
50 ปี แล้วพบว่าความคิดสร้างสรรค์นั้นแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ 1) Big C
ซึ่งหมายถึงความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ในระดับเดียวกับ Da Vinci, Edison,
Einstein หรือ Steve Jobs เป็นต้น และ 2) Little C
ซึ่งหมายถึงความคิดสร้างสรรค์ทั่วไปที่เกิดขึ้นได้กับพวกเราทุกคน
Big C
จึงเป็นตัวการหลักในการก่อให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมบนฐานการสร้างสรรค์นวัตกรรมในระดับประเทศ
ในขณะที่ Little C จะมีผลสร้างความเปลี่ยนแปลงในระดับจุลภาค เช่น
ในระดับธุรกิจและระดับอุตสาหกรรม
ดังนั้น ระบบการศึกษาในหลายประเทศ เช่น
สิงคโปร์ เกาหลีใต้
จึงได้พัฒนาหลักสูตรการศึกษาที่เน้นสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21
หรือ 21st Century Competencies
ซึ่งเน้นให้เด็กมีทักษะการเรียนรู้และความคิดสร้างสรรค์เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรม
เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในอนาคต
อันเป็นที่มาของทิศทางในการจัดการศึกษาใหม่ที่เน้นกระบวนการเรียนรู้สำคัญกว่าความรู้
ด้วยผลการวิจัยที่พบว่าการอัดข้อมูลความรู้ผ่านการสอนเข้าไปสู่สมองของเด็กและเยาวชนจำนวนมากนั้น
มิได้ส่งเสริมให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญต่อความคิดสร้างสรรค์แต่อย่างใด
ในทางกลับกัน
เด็กและเยาวชนควรมีโอกาสได้ฝึกฝนทักษะการเรียนรู้
โดยมีครูเป็นผู้ช่วยส่งเสริมให้เด็กสามารถริเริ่มสร้างสรรค์ความคิดใหม่ ๆ ได้เอง
ผ่านกระบวนการเรียนการสอนในสาระวิชาต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ
หากระบบการศึกษาใดสามารถพัฒนากระบวนการดังกล่าวนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ส่งเสริมให้เกิดทั้ง Big C และ Little C ขึ้นในสังคมอย่างต่อเนื่อง
ย่อมหมายถึงความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจในศตวรรษที่ 21 อย่างมั่นคง
ที่มา : http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1359702484