ให้โอวาทชมรมผู้สูงอายุ อ.ปักธงชัย...


วันนี้ถือว่าเป็นวันดีอีกวันหนึ่งที่ผู้หลักผู้ใหญ่ผู้สูงอายุ ได้พร้อมเพรียงพากันมาอยู่วัดปฏิบัติธรรม เป็นสิ่งที่ดีมากเป็นสิ่งที่ประเสริฐมากเป็นสิ่งที่หาได้ยาก...


ผู้สูงอายุเป็นผู้ที่ผ่านราตรีมานานย่อมมีประสบการณ์มามาก จิตใจก็สุขุมเยือกเย็น  มีความอดความทนสูง มีความเพียรมาก ถือว่าท่านเหล่านี้เป็นปูนียชบุคคลของประเทศชาติบ้านเมืองและสังคม ในโอกาสบั้นปลายชีวิตก็ยังได้เป็นแบบอย่างตัวอย่างให้กุลบุตรลูกหลาน แสดงถึงความตั้งมั่นในพระรัตนตรัยคือคุณงามความดี เมื่อมีโอกาสมีเวลาก็พากันรวมกลุ่มรวมหมู่รวมคณะมาถือศีลมาปฏิบัติธรรมมาอยู่วัด ทำอย่างนี้ดีมากถูกต้องแล้ว พระพุทธเจ้าท่านสรรเสริญ “เป็นผู้ที่ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าอย่างเป็นประโยชน์สมกับที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์เป็นผู้ที่ประเสริฐ...”

งานหลักของผู้ที่สูงอายุพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าก็คือการทำใจดีใจสบาย ฝึกปล่อยฝึกวางทางจิตใจ

ตั้งแต่เราเกิดมาจนถึงวันนี้น่ะมันก็สะสมอะไรมามาก สะสมทั้งความดีใจเสียใจ  ผ่านวิกฤตการณ์ต่าง ๆ มามากมาย แต่ทุกท่านทุกคนก็ผ่านมาได้ด้วยดี พระพุทธเจ้าท่านถึงให้เราปล่อยเราวางมันไปเสียซึ่งอดีต ถ้าเราไม่ปล่อยไม่วางสิ่งที่เป็นอดีตสิ่งที่ผ่านไปแล้วน่ะ  ก็เปรียบเสมือนเราเดินทางไกลนี้ เรามีรถบรรทุกคันหนึ่งแล้วก็บรรทุกของไปเรื่อย เห็นอะไรก็เก็บใส่รถไปเรื่อย เต็มรถบรรทุกคันหนึ่งก็ต้องเพิ่มรถบรรทุกคันสองคันสามคันสี่คันห้า เดี๋ยวนี้ก็ได้หลายคันรถแล้วนะ

ชีวิตของเราเกิดมาคนเดียวแล้วก็มีครอบครัวมีลูกมีหลานมีเหลน มันก็เปรียบเสมือนรถบรรทุกมากหลายคัน เราจึงมีความจำเป็นมากที่จะต้องตัดเรื่องอดีต  จำเป็นที่จะต้องฝึกปล่อยฝึกวาง เพราะว่ามันเป็นเรื่องทางใจเป็นเรื่องคุณธรรมที่พวกเราทุก ๆ คนที่จะพัฒนาตัวเองไปสู่พระนิพพาน

ให้ทุกท่านทุกคนคิดดี ๆ คิดอย่างนี้นะ... เรื่องลูกมันก็เรื่องของเขา เรื่องหลานมันก็เรื่องของเขา เรื่องเหลนมันก็เรื่องของเขา เค้าจะดีเค้าจะชั่วเค้าจะรวยเค้าจะจนก็เรื่องของเขา  เราจำเป็นที่จะต้องตัดจะต้องทิ้งจะต้องปล่อยต้องวาง เราไปคิดไปยึดมั่นถือมั่นเราก็ช่วยอะไรเค้าไม่ได้หรอก ฝึกปล่อยฝึกวางฝึกพูดในใจเสมอว่า “ช่างหัวมัน” ไม่ต้องไปคิดมาก คิดมากแล้วมันมีความทุกข์ คิดมากแล้วมันลำบากใจเราเปล่า ๆ

เราพยายามมากันตั้งมั่นในศีลห้าไว้ดี ๆ นะ... มีความสุขในการรักษาศีล ๕ มีความสุขในการไหว้พระสวดมนต์นั่งสมาธิ เราใช้สังขารเค้ามาเยอะแล้วใช้ร่างกายเค้ามาเยอะแล้ว  บางทีเราก็นั่งพับเพียบไม่ได้ นั่งคุกเข่าไม่ได้ พระพุทธเจ้าท่านก็ให้เรานั่งเก้าอี้หรือนั่งโซฟาได้  ในการไหว้พระสวดมนต์นั่งสมาธิ เพราะเรามันสังขารไม่อำนวยแล้ว ให้ไปเน้นทางจิตทางใจ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันอยู่ที่ใจ ให้ใจมันสงบให้ใจมันเย็น

ทุกวันนี้มันไม่เหมือนแต่ก่อน ป่าไม้ก็ถูกทำลาย ภูเขาก็ถูกทำลาย แม่น้ำก็ถูกทำลาย เพราะว่าประชาชนคนที่เค้าเกิดมาเค้าแย่งทรัพยากรกัน พากันเป็นหนี้เป็นสินกันเยอะแยะมากมาย เราแก่แล้วเราสูงอายุแล้วเราก็ไม่ต้องไปคิดมัน มันจะเป็นอย่างไรก็ช่างหัวมัน  เราไม่ต้องให้สิ่งต่าง ๆ มาปรุงจิตใจของเราให้มันร้อน ทั้งการบ้านการเมืองอะไรมันก็มีปัญหาต่าง ๆ แล้วก็พวกที่เห็นแก่ตัว มักง่าย ทำมาหากิน พากันเล่นการพนัน ขายยาเสพติดสิ่งเสพติดอะไรมันก็เต็มไปหมด เต็มไปด้วยผู้ที่เห็นแก่ตัว เราเป็นผู้สูงอายุก็ต้องฝึกปล่อยฝึกวาง  “ช่างหัวมัน” อย่าให้สิ่งเหล่านี้มันมาปรุงจิตปรุงใจของเรา ขยะเก่าที่มันอยู่ในจิตในใจของเรามันก็มากแล้ว ขยะใหม่ ๆ นี้มันยิ่งแย่ยิ่งสกปรก เรามาใส่ใจของเราก็จะแย่มากขึ้น

ถ้าเราไปเอาดีเอาชั่วอะไรต่าง ๆ เค้าเรียกว่าคนเก่งคนฉลาดกลายเป็นผู้ที่แบกกองทุกข์  สิ่งที่จะทำให้เราเป็นคนใจดีมีคุณธรรมเราเลยกลายเป็นคนพาลไป อดที่จะนินทาเค้าไม่ได้  เราเป็นผู้สูงอายุนี้ต้องฝึกปล่อยฝึกวางนะ พระพุทธเจ้าท่านสอนอย่างนั้น


ฝึกสมาทานไม่พูดนินทาเค้า ใครเค้าจะดีจะชั่วเราก็ไม่ต้องไปพูดนินทาเค้า ฝึกพูดแต่สิ่งที่ดี ๆ น่ะ เคยพูดมากเพราะกลัวลูกหลานมันจะไม่ได้ดีไม่ได้ร่ำไม่รวย ก็สมาทานพูดน้อย  พูดแต่สิ่งที่จำเป็น เคยเป็นคนเจ้ากี้เจ้าการก็สมาทานเป็นคนไม่เจ้ากี้เจ้าการ มันจะเป็นผู้ใหญ่ ใจดี เป็นผู้ใหญ่มีหัวใจติดแอร์คอนดิชั่น ลูกหลานเค้าเห็นเราเค้าก็มีความสุข เค้าก็อยากเข้าใกล้อยากมาพูดมาคุ ถ้าเราเอาแต่ว่าแต่บ่น พูดแต่เรื่องทุกข์ ๆ อะไรอย่างนี้แหละ ลูก ๆ หลาน ๆ มันก็ไม่เคารพรักนับถือเรานะ

เรานี้เคยพูดมากเคยบ่นมากจนติดนิสัยจนเคยตัวน่ะ พูดใช้คำศัพท์ที่บางครั้งก็แทบที่จะฟังไม่ได้ ลูกผิดก็บ่นน่ะใช่มั๊ย...?

เป็นผู้หลักเป็นผู้สูงอายุนี้ต้องฝึกชมลูก ฝึกยอลูกยอหลานให้เค้าทำความดี ไม่ต้องไปบ่นให้เค้าทำความดี คนเราถึงจะผิดถึงจะถูกมันก็ชอบฟังคำที่ดี ๆ น่ะ

งานสำคัญหลักอีกงานหนึ่งก็คืองานฝึกจิตใจของเราให้เป็นสมาธิ งานสมาทานไม่คิดอะไรไม่ปรุงแต่งอะไร พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าการที่มาสงบระงับสังขารเป็นความสุขอย่างยิ่ง  การคิดมากปรุงแต่งมากเป็นทุกข์อย่างยิ่ง เรามาสมาทานไม่คิดอะไรไม่ปรุงแต่งอะไร

เราทำสมาธิ... ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถเราก็สมาทานไม่ปรุงแต่งน่ะ เราเป็นคนเก่งเป็นคนฉลาดมันคิดมากมันปรุงแต่งมาก เราต้องมาสมาทานไม่ปรุงแต่งอะไร สมองเรามันจะได้พักผ่อนมันจะได้เข้าเกียร์ว่างบ้าง


เราก็ยังมีบ้านพักผ่อน มีบ้านมีที่ดินมีที่อยู่อาศัยเป็นที่พักผ่อนทางร่างกาย แต่ที่พักผ่อนทางจิตใจน่ะเราต้องสร้างขึ้น มาสมาทานไม่ปรุงแต่งอะไรนี้แหละ อยู่กับลมหายใจเข้าพุทธสบาย อยู่กับลมหายใจออกโธสบาย ปล่อยวางอะไรหมดทุกอย่าง อยู่กับพุทโธเข้าสบายออกสบาย ไม่ปรุงแต่งอะไรปล่อยวางให้หมด  เวลาที่เราแก่กว่านี้ เวลาที่เราเจ็บป่วยเราจะได้รู้จักทำใจให้มันสงบสบาย เพราะว่าที่พึ่งภายนอกน่ะมันพึ่งได้ตอนที่เราแข็งแรงไปโน่นได้ไปนี่ได้ เวลาเราแก่มาก ๆ เราไปไหนก็ไม่ได้ เราป่วยมาก ๆ เราก็มีแต่นอนน่ะ ต้องฝึกจิตใจให้มันสงบ

ทุกคนทุกท่านต้องฝึก ถ้าไม่ฝึกมันไม่ได้ไม่เป็น ถ้าไม่ฝึกก็ถือว่าเราทิ้งหน้าที่ที่ประเสริฐ  ที่เราควรจะได้ควรจะมีควรจะเป็น

ทุกท่านทุกคนให้ทานก็เก่ง รักษาศีลก็เก่ง แล้วก็ช่วยเหลือสังคมก็เก่ง แต่ที่มันยังไม่เก่ง  ก็เรื่องทำจิตทำใจให้สงบนะ ต้องทำไปเรื่อย ๆ ทุก ๆ วันน่ะ เราเดินก็ทำใจของเราสงบ  มีใจอยู่กับเนื้อกับตัวอยู่กับพุทโธ ๆ เพราะเรามันเป็นคนขยัน ถ้าไม่ขยันมันก็ไม่ร่ำไม่รวย  ไม่มีฐานะ เราขยันจนเคยชิน ชีวิตของเราก็อยู่กับการกับงานที่นี้มันจะไปทำการทำงาน  ไปวิ่งเหมือนแต่ก่อนไม่ได้แล้ว ต้องมาเอางานที่ฝึกทำใจให้มันสงบนี่หละเป็นงานที่ประเสริฐ

ยอมรับในความแก่ของเรา เราเกิดมาก็ต้องมีความแก่อย่างนี้ ยอมรับในความเจ็บของเราน่ะ เมื่อเราเกิดมาก็ต้องเจ็บอย่างนี้ ยอมรับในความตายของเรา เมื่อเราเกิดมามันก็ต้องมีความตายอย่างนี้ นี่มันเป็นสมบัติของเราที่เราเกิดมา ทุกท่านทุกคนจะหลีกหนีไปไม่พ้น


พระพุทธเจ้าท่านให้เรารักเราชอบในความแก่ความเจ็บความตาย เราอย่าไปปฏิเสธ  เราอย่าไปต่อต้าน เราอย่าไปสู้รบตบตีกับเค้าทางจิตทางใจ ที่อยู่อาศัยยารักษาโรคมันก็บรรเทาช่วยเหลือชั่วครั้งชั่วคราว มันไม่มีจีรังยั่งยืน พระพุทธเจ้าท่านให้เรามาปรับที่จิตที่ใจ ถ้าเราปรับที่จิตใจแล้วความสุขก็จะเกิดแก่เรา ความสงบก็จะเกิดขึ้นแก่เรา ความเจ็บมันก็จะเป็นความเจ็บ ความสงบมันก็จะเป็นความสงบ มันจะไม่วุ่นวายที่จิตที่ใจของเรา ทุกท่านทุกคนพระพุทธเจ้าท่านให้เราพิจารณาอย่างนี้นะ เรื่องมันแก่ก็ให้มันเรื่องของทางกาย เรื่องมันเจ็บก็ให้มันเป็นเรื่องของทางกาย เรื่องความตายก็เป็นเรื่องของทางกาย แต่ใจของเรามีแต่ความสุขความสงบความดับทุกข์ ต้องฝึกอย่างนี้ปฏิบัติอย่างนี้


ร่างกายของเราทุก ๆ คนนี้ต้องออกกำลังกายนะพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าอย่างนั้น พระพุทธเจ้าท่านออกกำลังกายด้วยการเดินจงกรม กวาดวัดอย่างนี้เป็นต้น พระพุทธเจ้าท่านเดินจงกรมทุกวันนะ เดินกลับไปกลับมาให้ร่างกายแข็งแรง


ญาติโยมก็ต้องออกกำลังกาย ต้องบังคับตัวเองออกกำลังกายทุก ๆ วันน่ะ ถ้าเราเดินได้เราก็เดิน ถ้าเราทำไทเก๊กเราก็ทำ ถ้าเราทำโยคะได้เราก็ทำ หรือว่าเราอยู่กับที่ก็ยกไม้ยกมือ  ทำโยคะท่าไหนที่ทำได้ ต้องออกกำลังกาย ถ้าไม่ออกกำลังกายก็ถือว่าเราไม่ได้ประพฤติปฏิบัติธรรม การออกกำลังกายทำให้ร่างกายนี้เป็นหนุ่มเป็นสาวขึ้น ทำให้สติดี สมาธิดี ปัญญาดี

ผู้ที่สูงอายุน่ะไปอ้วนมากก็ไม่ดี ทุกคนก็อยากโชว์สรีระ โชว์ฐานะ โชว์สิ่งที่ภูมิฐานน่ะ ปล่อยให้ตัวเองอ้วนมีสง่าราศี พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าคนผู้สูงอายุน่ะอ้วนมากไม่ดี ทำให้มีโรคมีภัยเกิดขึ้นมากับเราเยอะน่ะ โรคหัวใจ โรคไต เบาหวาน ความดัน ข้ออักเสบ ข้อเสื่อม  ก็มาจากความอ้วนน่ะ

พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราอ้วนมากเอาพอประมาณ ไม่ทานของหวานของมันของเค็มเกิน ของเอร็ดอร่อยมันก็มีแต่ของหวานของมันของเค็มทั้งนั้นน่ะ ท่านสอนเราให้เป็นผู้ที่รู้จักวางแผนในการบริโภคหรือว่าการทานอาหารน่ะ ไม่ให้ทานเพื่อความเอร็ดอร่อยอย่างเดียว  ต้องเพื่อสุขภาพร่างกายที่มันจะไม่มีโรคมีภัย หรือมีโรคมีภัยน้อยที่สุด อย่างเช่นเผ็ดเกิน  หวานเกิน เค็มเกิน ของหมักของดองของที่มีสารพิษอย่างนี้เป็นต้น ต้องคิดก่อนที่จะเอาอาหารเข้าในปาก ถ้าเราเห็นแก่ปากแก่ท้องท่านเป็นผู้ที่ไม่รู้จักประมาณในการบริโภค ถือว่าเป็นบาป

เรื่องทานอาหารนี้สำคัญนะ ถึงจะไม่ค่อยอร่อยก็ต้องอดต้องทนบ้าง เพราะอาหารนี้ก็ถือว่าเป็นยารักษาโรค พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าคือยารักษาสุขภาพร่างกายของเรา 


เราอายุสูงแล้วเราทานอะไรมันก็ไม่อร่อยเหมือนเด็ก ๆ น่ะก็ต้องอดเอาทนเอานะ  เพื่อจะได้เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของกุลบุตรลูกหลานนาน ๆ

เรื่องท้องผูกนี้ก็สำคัญนะ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ท้องมักจะผูก ถ้าเราไม่ระบายออกทุกวัน  มันก็หมักหมมเชื้อโรคในร่างกายทำให้เราเป็นโรคเป็นภัย เพราะของที่มันย่อยแล้วมันกลายเป็นของปฏิกูลแล้วเราไม่ได้ถ่ายเทออก

ทางคุณหมอเค้าก็ให้เรามีระเบียบในการทานอาหาร มีระเบียบในการถ่ายท้องให้เป็นเวลา ส่วนใหญ่ก็ผู้ที่สูงอายุน่ะชอบกลั้นปัสสาวะ แล้วก็ถึงเวลาถ่ายท้องมันไม่ค่อยปวดท้อง  ก็ไม่ยอมเข้าห้องน้ำ มันเป็นสาเหตุที่ทำให้เราท้องผูกน่ะ อาจจะทานน้ำน้อยไป เรื่องท้องผูกนี้ก็สำคัญ เราทุกคนต้องเอาของเสียทิ้งทุกวัน ถ้าปัสสาวะนี้ก็เอาของเสียทิ้งหลายครั้ง

ผู้ที่สูงวัยน่ะความจำมันก็เสื่อม ความจำเสื่อมก็ไม่เป็นไร อันนี้มันเป็นเรื่องทางร่างกายเป็นเรื่องทางระบบสมอง มันเป็นวัยที่ฝึกปล่อยฝึกวางแล้ว ถึงแม้จะหลง ๆ ลืม ๆ ก็ไม่เป็นไรขอให้ใจของเราสบาย ขอให้ใจของเราไม่มีทุกข์ มันตัดสินอยู่ที่ใจของเราไม่มีทุกข์


บางทีแก่แล้วก็ลืม ทานแล้วก็ว่าไม่ได้ทาน ดื่มแล้วก็ว่าไม่ได้ดื่ม กลางวันเป็นกลางคืน กลางคืนเป็นกลางวัน อะไรก็ช่างหัวมันน่ะ อันนี้ถือว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ สิ่งที่สำคัญก็คือใจของเราไม่มีทุกข์ ต้องฝึกใจของเราให้มันดีให้มันสบายในปัจจุบัน

ขออนุโมทนาขอชื่นชมกับผู้อายุทุกท่านที่ได้พากันมาประพฤติปฏิบัติธรรมนะ เมื่อกลับไปที่บ้านก็เอาสิ่งที่พระได้นำเอาพระธรรมสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่นำมาพูดมาบรรยายนี้ไปประพฤติปฏิบัติที่บ้าน เรามาวัดก็เหมือนที่เราเรียนหนังสือตอนเด็ก ๆ นั้นแหละ เราไปเรียนหนังสืออ่านหนังสือท่องหนังสือ เมื่อเราอ่านออกเขียนได้ คราวนี้เราก็ไปอ่านที่บ้านเรา  เขียนที่ทำงานเรา นี้ก็เหมือนกัน เรามาวัดมาเข้าคอร์สปฏิบัติธรรม ทั้งภาคความเข้าอกเข้าใจแล้วภาคการประพฤติปฏิบัติ ก็พากันไปประพฤติปฏิบัติที่บ้านนะ

ทุกอย่างต้องตั้งใจต้องสมาทาน ของที่ดี ๆ ต้องตั้งใจต้องสมาทาน ของที่มันไม่ดีก็สมาทานทิ้งมันไป สิ่งที่เคยโกรธเคยเกลียดก็สมาทานทิ้งมันไปเลย จะไม่เอามาไว้ในหัวอกหัวใจของเราแล้ว เราจะสมาทานความดีตั้งแต่เวลานี้นาทีนี้ เพราะตนแลเป็นที่พึ่งของตน เราเกิดมาเราก็มาคนเดียว เราจากไปเราก็จากไปคนเดียว เราเท่านั้นเป็นผู้ที่ปฏิบัติ เราเท่านั้นที่เป็นผู้ที่จำแนก เป็นผู้ที่ลิขิตชีวิตของเราเอง

ด้วยเพระเมตตาที่บริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้า ด้วยความกรุณาของพระพุทธเจ้า ด้วยความ บริสุทธิคุณของพระพุทธเจ้า ปัญญาบริสุทธิคุณของพระพุทธเจ้า ขอประทานพรให้ญาติโยมผู้สูงอายุทุกท่านจงมีความสุขทั้งทางกาย มีความสุขทั้งทางจิตใจ หน้าที่การงาน ตลอดบุญกุศลนี้ถึงลูกถึงหลาน ให้มีความสุขมีแต่ความสงบมีแต่ความร่มเย็น ใจดีใจสบาย เข้าถึงมรรคผลเข้าถึงนิพพานด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ...


พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ที่องค์พ่อแม่ครูอาจารย์เมตตาให้นำมาบรรยายให้แก่ชมรมผู้สูงอายุปักธงชัย

เช้าวันที่ ๒๖ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๖


หมายเลขบันทึก: 540768เขียนเมื่อ 28 มิถุนายน 2013 07:57 น. ()แก้ไขเมื่อ 28 มิถุนายน 2013 07:57 น. ()สัญญาอนุญาต: ไม่สงวนสิทธิ์ใดๆ


ความเห็น (1)

เรียนถามเรื่องการเดินจงกลมค่ะ ว่าควรเดินในช่วงเวลาใดจึงเหมาะสม และควรใช้เวลานานเท่าไหร่

เพราะต้องการฝึกไว้ก่อนถึงเวลาไปปฏิบัติธรรมที่วัดค่ะ

กราบขอบพระคุณค่ะ

 

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี