การคิดแบบนักยุทธศาสตร์จะคิดถึงผลผลิต (out-put) เป็นอันดับแรกก็ได้ แต่ต้องหันไปดูปัจจัยนำเข้า(in-put )และต้องคิดถึงกระบวนการ( process )อย่างคร่าวๆไปพร้อมๆกัน องค์ประกอบทั้ง 3 ประการต้องคิดไปพร้อมๆกัน ถึงแม้ปัจจัยนำเข้าจะมีพร้อมสมบูรณ์แล้วก็ตาม ถ้ากระบวนการยังไม่พร้อมหรือติดขัดตรงจุดใดจุดหนึ่งย่อมส่งผลให้ผลผลิตไม่สมบูรณ์ จึงต้องแก้ไขกระบวนการให้เสร็จก่อนการเข้าสู่ระบบ

ตอนที่ 8
เมื่อคิดถึงระบบยุทธศาสตร์จะคิดถึงองค์ประกอบใดก่อน
เมื่อถามว่า ถ้าถูกหวยได้เงินมา 1 ล้านบาทจะทำอะไรดี จะมีคำตอบมากมาย เช่น ลงทุนค้าขาย ไปเที่ยวรอบโลก ซื้อบ้าน ซื้อรถ เรียนหนังสือ ฯ คำตอบที่ได้ยินได้ฟังกันอยู่เสมอ และเป็นคำถาม-คำตอบธรรมดาที่คนส่วนใหญ่จะถามกัน แต่สำหรับนักยุทธศาสตร์เมื่อได้ฟังแล้วคงหนักใจอย่างมาก เพราะวิเคราะห์จากคำพูดที่ถาม-ตอบกันแล้วจะพบว่ามีองค์ประกอบของระบบยุทธศาสตร์เพียง 2 องค์ประกอบคือ ปัจจัยนำเข้า (in-put) และผลผลิต (out-put) แต่องค์ประกอบที่สำคัญคือ กระบวนการ (process)ได้ขาดหายไป เขียนเป็นโมเดลที่ 1 ได้ดังนี้

โมเดลที่ 1 แสดงระบบยุทธศาสตร์ที่ไม่สมบูรณ์
โมเดลที่ 1 นี้สร้างความหนักใจให้นักยุทธศาสตร์อย่างมาก เพราะ เงิน (in-put)เพียงอย่างเดียวไม่สามารถส่งผลให้เกิดการค้าขาย (ไปเที่ยวรอบโลก ซื้อบ้าน ซื้อรถ เรียนหนังสือ ฯ )(out-put)ได้ จำเป็นต้องมีกระบวนการ (process)เข้ามาเป็นตัวดำเนินการ ตามโมเดลที่ 2

โมเดลที่ 2 แสดงระบบยุทธศาสตร์ที่สมบูรณ์
การคิดค้นหรือสร้างกระบวนการ (process )ที่เหมาะสมถูกต้องเป็นเรื่องยากที่สุดของระบบยุทธศาสตร์ และเมื่อคิดกระบวนการได้แล้ว การปฏิบัติตามกระบวนการก็เป็นเรื่องยากและจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ได้ผลผลิตตามต้องการ แต่อย่างไรก็ตามจะพบว่าคนส่วนใหญ่ลืมนึกถึงกระบวนการอยู่เสมอ คงนึกฝันและจินตนาการถึงผลผลิต ( out-put)เป็นอันดับแรก เช่นฝันว่า เป็นนักธุรกิจที่ร่ำรวย เรียนจบรับปริญญา เป็นนายตำรวจ นายทหาร มีบ้านใหญ่โต มีรถยนต์หรูราคาแพง เป็นเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรมฯ สิ่งที่ใฝ่ฝันเหล่านี้เป็นผลผลิต (out-put) เมื่อความฝันในด้านผลผลิตมีมากขึ้นหรือสุกงอม สิ่งที่ตามมาคือ การจัดหาปัจจัยนำเข้า (in-put) ปัจจัยนำเข้าสำคัญที่รู้จักกันดีก็คือ ตัว M ได้แก่ Money = เงินหรือทุนทรัพย์ Man = บุคลากรหรือแรงงาน และ Material = วัสดุอุปกรณ์และวัตถุดิบ ความสำคัญของปัจจัยนำเข้าอันดับแรกก็คือ เงินหรือทุนทรัพย์ รองลงมาได้แก่ บุคลากรหรือแรงงานและสุดท้ายคือ วัสดุอุปกรณ์และวัตถุดิบ จากหลัก M ง่ายๆดังกล่าวยังมีอีก M หนึ่งที่สำคัญคือ Management = การบริหารจัดการ สิ่งนี้เปรียบเหมือนกระบวนการ (process )ของระบบยุทธศาสตร์นั่นเอง
สรุปแล้วความคิดเกี่ยวกับระบบยุทธศาสตร์ของบุคคลส่วนใหญ่นั้นสิ่งที่เกิดขึ้นอันดับแรกก็คือ ผลผลิต (out-put ) อันดับ 2 คือปัจจัยนำเข้า (in-put) และบางคนคิดเพียงแค่นี้ก็ตัดสินใจลงมือทำ ลองถูกลองผิด บ้างก็สมหวังบ้างก็ผิดหวัง โดยไม่รู้ว่าสิ่งที่กำลังลองถูกลองผิดอยู่นั้นก็คือ กระบวนการ( process)ของระบบยุทธศาสตร์ แต่กระบวนการที่เกิดขึ้นโดยวิธีนี้ไม่มีความแน่นอนกล่าวได้ว่า “ ไม่มีการวางแผนล่วงหน้า ”
ย้อนกลับมาดูระบบยุทธศาสตร์ที่สมบูรณ์อีกครั้ง

การคิดแบบนักยุทธศาสตร์จะคิดถึงผลผลิต (out-put) เป็นอันดับแรกก็ได้ แต่ต้องหันไปดูปัจจัยนำเข้า(in-put )และต้องคิดถึงกระบวนการ( process )อย่างคร่าวๆไปพร้อมๆกัน
องค์ประกอบทั้ง 3 ประการต้องคิดไปพร้อมๆกัน ถึงแม้ปัจจัยนำเข้าจะมีพร้อมสมบูรณ์แล้วก็ตาม ถ้ากระบวนการยังไม่พร้อมหรือติดขัดตรงจุดใดจุดหนึ่งย่อมส่งผลให้ผลผลิตไม่สมบูรณ์ จึงต้องแก้ไขกระบวนการให้เสร็จก่อนการเข้าสู่ระบบ
จะเล่าเรื่องให้เข้าในง่ายๆดังนี้
เรื่องที่ 1 อธิการบดีของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งต้องการเปิดศูนย์การศึกษาแห่งหนึ่งเป็นเครือข่าย จึงเสนอต่อสภามหาวิทยาลัยว่า มีความพร้อมด้านงบประมาณ อาจารย์และเจ้าหน้าที่ หลักสูตรและอาคารสถานที่ ฯ
สิ่งที่อธิการบดีนำเสนอคือ ปัจจัยนำเข้าและผลผลิต
ปัจจัยนำเข้าคือ งบประมาณ/อาจารย์และเจ้าหน้าที่/หลักสูตร/อาคารสถานที่ฯ
ผลผลิตคือศูนย์การศึกษาเครือข่าย
สิ่งสำคัญที่ขาดหายไปคือ กระบวนการ ......ทั้งอธิการบดีและสภามหาวิทยาลัยกำลังคิดว่าจะทำอย่างไรดี จะคิดก่อนหรือคิดที่หลังและใครจะเป็นผู้คิด........
คำตอบก็คือ เรื่องกระบวนการ( process )นี้อธิการบดีและสภามหาวิทยาลัยมอบนโยบาย ส่วนการสร้างกระบวนการและรายละเอียดมอบให้เจ้าหน้าที่เป็นผู้คิด ทำแล้วเสนอมาให้ทราบ
....อย่างนี้อะไรจะเกิดขึ้น ... ปัญหาไม่รู้จบแน่.... ถ้าไม่ทำอย่างนี้แล้วใครจะเป็นคนคิด... ผู้อ่านต้องหาคำตอบกันเอง...
เรื่องที่ 2 เศรษฐีมีเงินมาก มีความคิดว่าจะทำอะไรดีเพื่อให้ทรัพย์สินของครอบครัวงอกเงยมากขึ้น เมื่อคุยกับนักธุรกิจและสอดส่องดูว่าปัจจุบันทำอะไรจึงจะมีกำไรมาก ในที่สุดจึงตัดสินใจลงทุนเปิดร้านสะดวกซื้อ เมื่อตัดสินใจจะทำธุรกิจร้านสะดวกซื้อ เศรษฐีจึงปรึกษาบริษัทที่เกี่ยวกับร้านสะดวกซื้อและซื้อแฟรนชายส์เพื่อให้บริษัทดำเนินการให้ทั้งหมด ผู้อ่านคิดว่าเศรษฐีผู้นี้มียุทธศาสตร์ในการเพิ่มพูนทรัพย์สินของครอบครัวหรือไม่
ตอบ......เศรษฐีเข้าสู่ระบบยุทธศาสตร์เพราะมีองค์ประกอบครบ 3 องค์ประกอบ คือ ปัจจัยนำเข้า (เงิน) กระบวนการ ( ซื้อแฟรนชายส์) ผลผลิต (ร้านสะดวกซื้อ)จึงมีโอกาสในการเพิ่มพูนทรัพย์สินของครอบครัว
เรื่องที่ 3 เมื่ออ่านตำราทำกับข้าวที่มีจำหน่ายตามท้องตลาด จะพบว่า หัวข้อการทำกับข้าวประกอบด้วย 1 ชื่ออาหาร 2 เครื่องปรุง 3 วิธีปรุง ถาม..... อ่านตำราทำกับข้าวแล้วสามารถปรุงอาหารชนิดนั้นๆได้ เพราะอะไร
ตอบ.....เพราะตำราทำกับข้าวนำเสนอด้วยระบบยุทธศาสตร์ซึ่งประกอบด้วย ปัจจัยนำเข้า (เครื่องปรุง) กระบวนการ ( วิธีปรุง ) และผลผลิต (ชื่ออาหาร )
การทำงานด้วยระบบยุทธศาสตร์จะต้องกำหนดองค์ประกอบ 3 องค์ประกอบให้ครบและกระทำไปพร้อมๆกัน จึงจะเป็นการวางแผนยุทธศาสตร์ทีดี
..... ควรดูผลกระทบ(Impact) ด้วยนะคะ ...... ว่ามีคนกิน ..... กินแล้วติดใจ ..... ถ้าเป็นธุรกิจ ..... ต้องมีลูกค้าประจำ นะคะ ขอบคุณบทความดีดีนี้ค่ะ
ของคุณครับ ยังมีรายละเอียดอีกมาก อยากให้เป็นเรื่องง่ายก่อน :)