|
" ฅนเมืองแล้งน้ำใจ
ฅนชนบทเปี่ยมล้นด้วยน้ำใจ" คำพูดลักษณะนี้ได้ยินอยู่เสมอ
และต่างเห็นพ้องต้องตามว่าเป็นจริง อย่างไรก็ดีน้ำท่วมกรุงเทพ ฯ
ครั้งใหญ่นี้ทำให้จิใจฅนเปลี่ยนแปลงไปก็มี เปลี่ยนจากแล้งน้ำใจกลายเป็นคนมีน้ำใจ
เรื่องอย่างนี้น่าชวนขบคิดให้ละเอียดพิสดารยิ่งขึ้น
เพราะเรื่องน้ำใจสำคัญยิ่งสำหรับสัตว์สังคมอย่างมวลมนุษยชาติ
ฅนเมืองแล้งน้ำใจจริงหรือ
อันที่จริงสันดานของมนุษย์ย่อมมีเอื้ออารี มีเมตตาธรรม
ทั้งนี้น่าจะถูกถ่ายทอดจากพันธุกรรมก็เป็นได้ ฅนเมืองเขาก็มีน้ำใจ
แต่มีน้อยน้อยจนไร้ซึ่งคุณค่าในการอยู่ร่วมแบบสังคมมนุษย์ ด้วยเหตุนี้จึงตีค่าว่า
"คนเมืองแล้งน้ำใจ"
สาเหตุใดที่ทำให้ฅนเมืองแล้งน้ำใจ เหตุเพราะการแข่งขันด้านธุรกิจสูง
การแข่งขันหาเลี้ยงชีพสูง ต่างฅนต่างแย่งชิงหาเงินทองเพื่อการดำรงชีพของตน
และครอบครัว เพื่อความอยู่รอดในสังคมที่มีค่าครองชีพสูง
ค่าครองชีพในเมืองสูงกว่าชนทบ ยิ่งเมืองใหญ่
เมืองท่องเที่ยวยิ่งสูงเพิ่มมากขึ้นอีก การดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด
ของฅนเมืองจึงมากกว่าฅนชนบทหลายเท่า
การเห็นแก่ประโยชน์ที่จะได้มาเต็มเปี่ยมอยู่ในความคิดของฅนเมือง
จึงทำให้คนเมืองแล้งน้ำใจโดยไม่รู้ตัว
การมุ่งแต่ผลประโยชน์
มีการแย่งชิงจนให้พอเพียง
หรือเกินความพอเพียงข้อหนึ่ง การดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดในสังคมแข่งขันสูงอีกประการหนึ่ง
สองข้อนี้เป็นเหตุเป็นเหตุให้ฅนเห็นแก่ตัว
เมื่อเกิดความเห็นแก่ตัวเรื่องแล้งน้ำใจก็ตามมา
ฅนเมืองมัวยุ่งกับงาน กับการแข่งขัน
จึงไม่มีเวลาให้สำหรับเพื่อนบ้าน
เพื่อนบ้านห้องแถวเดียวกันโดยแท้แต่ไม่เคยได้พูดคุย เพราะต่างฅนต่างดิ้นรนทำงาน
กอปรกับการจราจรที่ติดขัด ต้องตื่นเร็วรีบไปทำงาน ขากลับกลับบ้านดึก
ได้พักผ่อนดึก เพราะรถติด
ปัญหาอุปสรรคเหล่านี้ทำให้ฅนเมืองมีช่องว่างห่างขึ้นในเรื่องที่จะได้พบปะเพื่อนใกล้บ้าน
เพื่อได้พูดคุยถามสารทุกข์สุกดิบ อันที่จริงสิ่งอย่างนี้ไม่ควรเกิดในสังคมมนุษย์
ที่เกิดขึ้นเพราะการดำเนินชีวิตของมนุษย์เป็นตัวกำหนด
ฉะนั้นหากเรากำหนดวิถีการดำรงชีพแบบพึ่งพา แบบเอื้อเฟื้อต่อกันตามแนวของ
"ธรรมชาติธรรมค้ำจุนโลก"
สังคมก็จะเป็นไปโดยธรรมชาติที่แท้จริง ความสันติสุขก็เกิดขึ้นแน่นอน
น้ำท่วมกรุงเทพ
ฯ ครั้งนี้ทำให้ฅนรู้จักพึ่งพา รู้จักเอื้ออารี รู้จักแบ่งบัน ฯลฯ ซึ่งเข้ากับแนว
"ธรรมชาติธรรมค้ำจุนโลก" จึงขอนำเรื่องที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ครั้งนี้เล่าสู่กันฟัง
เผื่อเป็นอุทาหรณ์ เผื่อเป็นข้อมูล
อันจะเป็นเหตุเป็นผลที่จะมองแนวทางการดำรงชีพของมนุษย์ตามแนว
"ธรรมชาติธรรมค้ำจุนโลก"
ว่าดีหรือไม่อย่างไร
มีข่าวว่าเศรษฐีฅนหนึ่งมีบ้านอยู่ในกรุงเทพ ฯ
ขอเรียกบ้านว่าคฤหาสน์ก็แล้วกัน เพราะทราบว่าราคาค่างวดบ้านหลังนี้เป็น สิบ ๆ ล้าน
คฤหาสน์หลังนี้ถูกน้ำท่วมหนักเช่นกัน
แต่เจ้าของไม่มีความเดือดเนื้อร้อนใจอะไรมากนัก ไม่คิดที่จะขนข้าวของ
ปล่อยให้น้ำท่วมไปตามบุญตามกรรม ส่วนตัวเองก็ถือโอกาสตระเวนดูสภาพน้ำท่วมไปเรื่อย ๆ
บังเอิญไปพบครอบครัวหนึ่งซึ่งมีสมาชิก จำนวน 4 ฅน มีพ่อแม่และลูก ๆ 2 ฅน
กำลังรับประทานข้าวกล่องที่ได้รับแจก ทันทีที่เศรษฐีเข้าไปนั่งใกล้ ๆ พวกเขาทั้ง
4 ได้เจียดอาหารฅนละเล็กฅนละน้อยให้เศรษฐีโดยมิได้เรียกร้องจากเศรษฐีแต่อย่างใด
จากภาพที่คอยเตือนใจ คอยตอกย้ำของฅนทั้ง 4
ที่มีความตั้งใจจริงในการแบ่งปันอาหารหวังประทั้งความหิวของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันยามที่มีเภทภัย บวกกับความมีจิตสำนึก
ทำให้ท่านเศรษฐีเกิดมีความศรัทธาที่จะช่วยเหลือผู้ประสบภัยครั้งนี้
จึงร่วมบริจาคอาหารแก่ผู้ประสบภัยติดต่อกันเรื่อยมา หลายครั้งหลายคราว
จนเป็นข่าวเล่าลืออย่างที่รู้กัน
"ไม่เห็นโลงศพไม่หลังน้ำตา"
"เมื่อแกงรสจืดชืดจึงรู้คุณค่าของเกลือ" หรือสำนวนอื่น ๆ ที่เข้าทำนองนี้
ก็เปรียบเสมือนของครอบครัว และท่านเศรษฐีที่ได้กล่าวถึง จากส่วนลึกในใจจริง ๆ
ของมนุษย์เราย่อมมีความเอื้ออารี มีจิตเมตตาเป็นทุนอยู่แล้ว
ยิ่งมาประสบความเดือดร้อนลำบากด้วยตนเอง
ความสำนึกยิ่งมีทวีขึ้นเป็นหลายเท่าในยามนี้คงไม่มีใครที่จะเข้าใจเรื่องความทุกข์ยาก
ความเดือดร้อนเท่ากับครอบครัวนี้ และท่านเศรษฐี
จริง ๆ
การดำรงชีพของมนุษย์ในระบอบประชาธิปไตยแบบวัตถุุนิยม
มันไม่ได้เดินไปอย่างราบรื่นนัก ผู้ฅนจำนวนไม่น้อยต่างประสบแต่ความเดือดร้อน
ทุกข์ยาก ร้อยละ 90 ก็ว่าได้
ฅนเหล่านี้ต่างมีความต้องการรับการเยียวยา ช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา
หากแต่เรามองไม่เห็นเท่านั้นเอง หรือเห็นก็ส่วนน้อย
เห็นอย่างผิวเผินไม่ลึกซึ้งตรึงใจอะไรมากนัก ก็เลยปล่อยเป็นปกติวิสัย
คือไม่ได้วิเคราะห์เจาะลึกถึงแก่นแท้ อันที่จะได้มองเห็นความจริง
หากเราจับจุดหลักการสอนของศาสนาในบางอย่าง
บางตอนจะมองเห็นชัดว่าคำสอนมาเกี่ยวเนื่องในสิ่งที่กล่าวมา
ศาสนาอิสลามสอนให้ถือศีลอดก็เพื่อให้รู้ถึงความทุกข์ความเดือดร้อน
ความตกทุกข์ได้ยาก การไม่พอกินพอใช้จะมีความทุกขเวทนาแค่ไหนเพียงใด
เมื่อถือศีลอดจะได้มีจิตใจที่จะรู้การแบ่งบัน การเอื้ออารี
นั่นเป็นการสอนให้รู้จักคำว่า ให้ทานนั่นเอง ศาสนาพุทธสอนให้พุทธศาสนิกใส่บาตร
นั่นเป็นการฝึกจิตใจให้รู้จักแบ่งบัน อยู่จักช่วยเหลือเกื้อกูล รู้จักเสียสละ
สรุปแล้วก็ให้พุทธศาสนิกรู้จักให้ทานเช่นกัน
การที่มนุษย์จะต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกันจึงเป็นเรื่องปกติวิสัยสามารถจะทำได้ทุกเวลา
ไม่เฉพาะในยามตกทุกข์ได้ยากที่เกิดจากภัยพิบัติ
หรืออะไรก็แล้วแต่มนุษย์เป็นสัตว์สังคมเช่น ปลวก มด ผึ้ง ตัวต่อ หรือ ฯลฯ
จึงต้องมีหน้าที่ แบ่งหน้าที่ที่จะช่วยเหลือเกื้อกูล โดยเห็นประโยชน์ร่วมกัน
เห็นเพื่อเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ และเพื่อนตาย หลีกเลี่ยงการเห็นประโยชน์ส่วนตน
ถ้าดำเนินชีวตอย่างที่ว่านี้ความสันติสุขก็เกิดขึ้น อย่างที่นำเสนอตามแนวของ
"ธรรมชาติธรรมค้ำจุนโลก"
ระบอบประชาธิปไตยในระบบวัตถุนิยมซึ่งมีการแข่งขันกันอย่างสุดเหวี่ยงเช่นนี้
ยิ่งทำให้เกิดช่องว่าระหว่างฅนจน กับฅนรวยเพิ่มขึ้น (หรือเรียกให้เข้าใจง่าย
ช่องว่างระหว่างทาสแรงงาน กับนายทุน) ความเดือดร้นของฅนก็เพิ่มขึ้น
เพราะต้องดิ้นรนตามกระแสแรงผลักดันของกลุ่มทุนนิยม
(กระแสตัญหาของกลุ่มทุนนิยม)ต้องทำงานแข่งขันกับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น
ซึ่งสังคมที่ใช้เงินตราเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนจะเห็นว่าค่าของเงินอ่อนค่าลงตลอดเวลา
ค่าครองชีพจึงเพิ่มขึ้นตามมานั่นคือมูลเหตุที่ทำให้ฅนต้องมีความทุกข์ มีความเดือดร้อน
ความเดือดร้อนอย่างนี้ก็เท่ากับถูกภัยพิบัติอย่างหนึ่งอย่างใดเช่นเดียวกัน
ฉะนั้นการดำเนินชีวิตบนเส้นทางระบบวัตถุนิยมผู้ฅนในสังคมแบบนี้รอการช่วยเหลือเยียวยาอยู่ตลอดเวลา
คิดว่าน้ำท่วมกรุงเทพ
ฯ ครั้งนี้ทำให้น้ำใจฅนเมืองหวนกลับมาอีกครั้ง
สำหรับฅนในชนบทซึ่งเขามีน้ำใจเป็นทุนอยู่แล้วก็คงจะยิ่งเห็นค่าของน้ำใจมากยิ่งขึ้น
สิ่งสำคัญน่าจะช่วยเตือนจิต สะกิดใจให้มองเห็นคุณค่าการดำรงชีพที่ยึดการช่วยเหลือเกื้อกูล
การแบ่งบัน ให้ลึกซึ้งขึ้น
และหาแนวทางพัฒนาให้ดีขึ้นต่อไป
เรื่องการอยู่ร่วมของสังคมมนุษย์ถือว่าการมีน้ำใจเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง
คุณค่าของน้ำใจยิ่งกว่าค่าของทรัพย์สินเงินทองหลายเท่าอันประมาณค่ามิได้ แนวทางหนึ่งเพื่อการดำชีพของเพื่อมนุษย์ให้เกิดความสันติสุขอย่างแท้จริง
"ธรรมชาติธรรมค้ำจุนโลก" ขอช่วยกันส่งเสริม
และเสนอแนวคิดเพิ่มเติมเพื่อเติมเต็มกันต่อไป
ปัญหาต่าง ๆ
ที่เกิดขึ้นล้วนมาจากสภาพการดำเนินชีวิตตามระบบ "วัตถุนิยม" หากเราเปลี่ยนแนวคิดใหม่ที่ทรงด้วยคุณค่ายิ่ง
โดยการดำเนินชีวิตตามระบบ "พอเพียงนิยม" ปัญหาต่าง ๆ
จักลดลง หรือแทบไม่มี ด้วยความปรารถนาดีจาก
"ธรรมชาติธรรมค้ำจุนโลก"
|