ขึ้นชื่อว่าเป็นหนี้แล้ว คนส่วนมักคิดว่าเป็นเรื่องลบ และเป็นภาระใหญ่อย่างหนึ่งในชีวิต บางคนถึงกับเครียด กินไม่ได้นอนไม่หลับเมือถึงกำหนดวันชำระหนี้ (แล้วบังเอิญยังไม่มีสตางค์จะจ่ายเจ้าหนี้)

แต่ถ้ามองอีกมุม "หนี้" มีคุณอย่างยิ่งในระบบเศรษฐกิจ มนุษย์เราเริ่มเป็นหนี้ตั้งแต่เรื่มมีการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าแล้ว มีบันทึกตั้งแต่ 3,500 ปีก่อนคริสต์ศักราช ในสมัยอารยธรรมของพวก Sumer ที่ตั้งรกรากอยู๋ทางใต้ของเมโสโปเตเมีย คนเราก็เริ่มเป็นหนี้กันแล้ว  หนี้มีความสัมพันธ์ที่แยกไม่ออกกับ ระบบเงินตรา ระบบแลกเปลี่ยน ภาษี ความเป็นทาสและอื่นๆ มุนษย์เราสร้างสรรค์ระบบโครงสร้างของการเป็นเจ้าหนี้ ลูกหนี้มีหลากหลาย ตามระบบสังคมและวัฒนธรรมเรื่อยมา จนเป็นระบบหนี้ในระบบ (หนี้กับสถาบันการเงิน)และหนี้นอกระบบ (หนี้กับผู้ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน) อย่างที่เห็นกันทุกวันนี้

ถึงแม้ว่า ประวัติศาสตร์ของหนี้มักจะเกี่ยวข้องกับความโศกเศ้ราและทารุณในบางครั้ง เช่น หนี้ขัดดอกที่ลูกหนี้ต้องให้ลูกไปเป็นทาสหรือใช้แรงกายในการชำระหนี้  หรือหนึ้มรดก คือตกทอดใช้กันชั่วลูกชั่วหลาน แต่ถ้าบริหารหนี้ให้ดีสามารถเพื่มพูนทรัพย์สินให้กับผู้เป็นหนี้ได้ ลองคิดให้ดี จะมีเศรษฐีที่ก่อร่างสร้างตัวด้วยตัวเองสักกี่คนที่ไม่เคยเป็นหนี้

ดังนั้น จงอย่ากลัวการเป็นหนี้ แต่จงเป็นหนี้อย่างฉลาด

ทำอย่างไรล่ะ จีงเป็นหนี้อย่างฉลาด (แต่ไม่โกง) 

ลองมาอ่านกันในตอนถัดไปนะค่ะ...


อ้างอิง:

http://en.wikipedia.org/wiki/Debt:_The_First_5000_Years