แนวคิดแบบประชานิยม

      “ประชานิยม” มีอยู่ได้ 2 สถานะ คือ 1. สถานะเชิงเศรษฐกิจ และ 2 สถานะเชิงการเมือง ในสถานะเชิงเศรษฐกิจ ประชานิยมลักษณะสำคัญคือ 1.เอาใจประชาชนระดับล่าง การเอาใจนั้นเพื่อเพิ่มคะแนนเสียงก็ได้ ยึดอำนาจก็ได้ ดังนั้นจะใช้มันในทางขวา (ไม่ล้มเจ้า) ซ้าย (ล้มเจ้า) ประชาธิปไตย (ยึดสิทธิและเสรีภาพ) ได้หมด 2.เป็นการกระจายทรัพยากรถึงประชาชนในรูปใดก็ได้ แจกแปรงสีฟันก็ได้ ทำรถคันแรกก็ได้ จำนำข้าวก็ได้ ทำกองทุนหมู่บ้านก็ได้ 3.มีลักษณะชาตินิยม เป็นตัวกระตุ้นเร้าให้คนเข้าร่วมได้ง่าย หรือจะเน้นประชาคมพลเมืองก็ได้ 4.มีในทุกสังคม และมีตลอดมา ต้องเข้าใจในลักษณะนี้เท่านั้นถึงจะอธิบายได้ว่ามันจะเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะใด โดยสรุปก็คือ นโยบายทางเศรษฐกิจเป็นการกระจายทรัพยากร พยายามเอาทรัพยากรจากคนส่วนน้อยมาเกลี่ยให้เห็นถึงคนส่วนใหญ่ กล่าวคือประชานิยมนั้นจะต้องมีนโยบายชัดเจนว่าฉันจะพยายามเจาะจงไปที่คนยากจน คนด้อยโอกาส เราควรจะนึกถึงนโยบายรัฐบาลที่จะให้กับคนที่อ่อนแอที่สุดในทางเศรษฐกิจ โดยพยายามให้ผลได้ต่อเขามากที่สุด และไม่สูญเสียไปให้กับคนที่ฐานะดีอยู่แล้ว

      สถานะทางการเมือง ปัญหาแท้จริงไม่ใช่นโยบาย แต่คือการเมืองแบบประชานิยมหรือ ประชานิยมแบบอำนาจนิยม จริงๆ นโยบายที่ผิดทางมีเยอะ ปัญหาเหล่านี้แก้ไขได้ ถ้ากระบวนการกำหนดนโยบายเปิดให้สังคม กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ มีส่วนร่วม ปัญหาคือ การเมืองแบบประชานิยมที่ผ่านมาเป็นกระบวนการที่ปิดแคบ ไม่มีการตรวจสอบและการทำให้เท่ากัน (check and balance) ไม่มีการแยกแยะ มองประชาชนเป็นก้อนเดียวกัน พวกคิดต่างเป็นเอเลี่ยน ที่น่ากลัวคือ นิยามความบริสุทธิ์ของประชาชนคือ คนดี คนไม่ดี ระบบแบบนี้ไม่มีพื้นที่ให้การอภิปราย กล่าวคือต้องทำให้ประชาชนมีประชาสังคมแบบมีพื้นที่ให้กลุ่มต่างสามารถมาถกเถียงกันได้ 
      อนึ่งการเมืองแบบเทคโนแครตหรือทีดีอาร์ไอ ไม่อาจคัดค้านการเมืองแบบประชานิยมได้ นั่นเพราะที่ผ่านมาเทคโนแครตละเลยปัญหาที่มาของอำนาจ ขอแต่ใช้อำนาจให้ถูกหลักวิชาและเพื่อประโยชน์สาธารณะเป็นพอ  ดูเบาปัญหาความชอบธรรมของอำนาจ ทีดีอาร์ไอดูเบาเรื่องนี้หลังจากเกิดรัฐประหาร ดังนั้น ถึงแม้ที่มาไม่ชอบธรรมแต่ถ้าเอาปัญญาทางวิชาการไปประกอบเพื่อผลักดันนโยบายได้ก็เอา 
ที่ตลกคือการเมืองเทคโนแครตกับการเมืองประชานิยม ใกล้กันกว่าที่คิด มีหลายอย่างแชร์กันได้ คือ หนึ่งมีหนึ่งวิธีแก้ปัญหา ตามหลักวิชาหรือ ประชานิยมที่มองประชาชนเป็นก้อนเดียว เหล่านี้เป็นข้อถกเถียงทางการเมืองที่แคบ สอง ทั้งคู่ปฏิเสธความสามารถของประชาชนที่จะเป็นผู้กระทำการทางการเมือง ประชานิยมนำโดยผู้นำ แบบเทคโนแครตก็คิดว่าประชาชนอยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ โง่ จน เจ็บ กล่าวคืออย่ามองว่าการที่พวกเสื้อแดงโหวตให้พรรคเพื่อไทยหรือการที่คนใต้เลือกพรรคประชาธิปัตย์เป็นระบบอุปถัมภ์ มันอาจมีอะไรมากกว่านั้น เช่นเรื่องของประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ
      ทีนี้มาด้วยเรื่องจำนำข้าว โดยส่วนตัวแล้วผมชอบนโยบายการจำนำข้าวของทักษิณหรือของยิ่งลักษณ์เพราะเป็นการกระจายทรัพยากรให้คนเกษตรกรคนยากจนเท่ากันทั่วประเทศ กล่าวคือเอาผลประโยชน์ของอำมาตย์หรือคนส่วนน้อยเอามาให้หรือเฉลี่ยแก่กลุ่มคนข้างล่างมากขึ้น แต่ที่ไม่ชอบก็คือประชานิยมนั้นรับผิดชอบครึ่งเดียว เพราะนโยบายทุกอย่าง มีคนได้ เขาจะพูดแต่ว่าใครได้อะไร แต่ไม่มีการพูดถึงข้อเสีย เพราะหน้าที่นักการเมืองต้องพยายามรวมเสียงได้เกินครึ่งอยู่แล้ว เพราะมันเป็นตรรกะที่มาจากประชาธิปไตยแบบเลือกตั้ง (ผมไม่ได้คัดค้านประชาธิปไตยแบบเลือกตั้ง) และเป็นผลดีด้วยหากมีการตรวจสอบ คานเสียงกันอย่างเต็มที่ บังเอิญในสหรัฐอเมริกามีประเพณีปฏิบัติด้านการเมืองว่ารัฐบาลไม่ควรทำอะไรบ้าง แต่ไทยไม่มีแบบนั้น เราต้องการทำให้รัฐบาลทำได้ทุกอย่าง มือของทักษิณกับยิ่งลักษณ์นั้นมือเริ่มล้วงเข้ากระเป๋าคุณมากขึ้น จึงจำเป็นต้องสร้างพลังที่จะกำกับมือนั้นได้ดีขึ้น หรือสอนให้มือนั้นล้วงได้ถูกต้อง นำไปใช้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนดีขึ้น ดังนั้นนโยบายประชานิยมเหมาะอย่างยิ่งในการทำให้เกิดระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จขึ้นได้ เช่่นตอนนี้รัฐบาลยอมทำได้ทุกอย่างอ้างแต่ว่ามีคนเลือกเขาถึง 15 ล้านเสียง ถ้าไล่ดูจะเห็นว่าเผด็จการมีช่วงของการใช้นโยบายลักษณะนี้หรือฝันว่าจะใช้นโยบายกระจายทรัพยากร ด้วยเหตุดังนั้น ถ้าเราไม่เอาใจใส่เรื่องที่มา ความถูกต้อง ความชอบธรรมของอำนาจ เราจะเปิดโอกาสให้เกิดเผด็จการเบ็ดเสร็จได้
     ทีนี้มาดูว่าผลของการจำนำข้าวในประไทยทุกเม็ดเกิดอะไรขึ้นบ้าง
1.ใช้เงิน 661,224 ล้านบาทกับการจำนำ 3 ฤดูกาล
2.ขาดทุนจำนำข้าว 3 ฤดูกาล 220,967 (ยังไม่รวมค่าบริหารโครงการประมาณ 4 หมื่นล้านบาท)
3.กระทบสถานะการเงินของ ธกส. ทำให้ธนาคารเริ่มมีปัญหาสภาพคล่อง
4.ชาวนานำข้าวเข้าโครงการแต่ได้รับเงินล่าช้า เพราะ ธกส.ไม่มีเงินจ่าย
5.เป็นภาระด้านงบประมาณสะสม กระทบหนี้สาธารณะพุ่งสูงเกินเพดาน 60 % 
6.กระทบสถานะการเงินการคลังของประเทศ ทำให้เครดิตประเทศมีปัญหา
7.ใช้งบมหาศาลขาดทุนมโหฬารแต่ชาวนาได้ประโยชน์แค่ 37% จากงบประมาณทั้งหมด
8.ไม่เคยมีชาวนาได้หมื่นห้าตามราคาจำนำ
9.ชีวิตชาวนาไม่ดีขึ้น แต่กลับมีหนี้เพิ่มขึ้นครัวเรือนละกว่า 1 แสนบาท
10.มีการทุจริตในทุกขั้นตอน
11.เครือข่ายนักการเมืองร่ำรวย แต่ชาวนาจนหนี้สินเพิ่ม
12. สูญเสียตลาดค้าข้าว ไทยเสียแชมป์ส่งออก
13.ไม่มีการพัฒนาคุณภาพข้าว เพราะเกษตรกรมุ่งที่ปริมาณเพื่อเข้าโครงการจำนำ
14.ทำลายอนาคตข้าวไทยทั้งระบบ
15.เสียภาษีคนไทยไปกับการสวมสิทธิจากข้าวประเทศเพื่อนบ้าน
16.ระบายข้าวไม่ออก ล้นสต๊อค ข้าวเน่า
17.ต้นทุนราคาข้าวสารในประเทศสูงขึ้น คนไทยกินข้าวแพงขึ้นประมาณ 10 % 
18.ถูกจับตาจาก WTO ว่าขัดกติกาการค้าโลก
19.มีรัฐบาลโกหก ปกปิดตัวเลข
20.มีนายกฯลอยตัวหนีปัญหา ไม่เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ถนัดประธานเปิดงานอีเว๊นท์ (อันนี้อาจขัดใจพวกเสื้อแดงสักนิด แต่นายกฯชอบทำตัวหนีปัญหาจริงๆ อะไรก็ให้ไปถามกระทรวงพาณิชย์ แล้วเจ้ากระทรวงพาณิชย์รวมทั้งรัฐมนตรีช่วยด้วยก็ตอบอะไรเป็นไม่สัปปะรดเลย 5555)
     ถ้ารัฐบาลเห็นว่าจำนำข้าวทุกเม็ดยังเกิดปัญหาขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่จะเปลี่ยนนโยบาย เพราะเท่าที่เห็นมามีนักวิชาการหลายท่าน นักคิดนักปราชญ์หลายคนไดัแสดงแนวคิดที่จะยกเลิกการจำนำข้าวและยังบอกแล้วว่ามันจะล้มไม่เป็นท่า เปลี่ยนเถอะรัฐบาล เพราะทุกวันนี้ผมและคนทุกคนเสียภาษีกันทั้งนั้นครับ อย่าได้ล้วงกระเป๋าของผมและคนอื่นไปเป็นนโยบายในการหาเสียงของท่านเลยครับ

ขอบคุณนิธิ เอียวศรีวงศ์ เกษียร เตชะพีระ อัมมาร สยามวาลา และ สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์  ดำเนินรายการโดย ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ openbook ที่ได้จัดงานเสวนาเรื่อง“คิดใหม่ประชานิยม: จากรัฐบาลทักษิณถึงยิ่งลักษณ์ เราเรียนรู้อะไรบ้าง”

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ปรัชญา, มานุษยวิทยา, สังคมวิทยา, สัญญวิทยา, จิตวิทยา และทฤษฎีเกี่ยวกับสังคมต่างๆ



ความเห็น (0)