ผมเคยสงสัยวิธีการสร้างพระบรรจุกรุในสมัยโบราณ ที่พบว่ามีหลากเนื้อมาก เช่น ชินราชใบเสมา มีทุกเนื้อ พระหูยานก็มีทุกเนื้อ
จึงสงสัยว่าพระซุ้มกอก็อาจจะมีทุกเนื้อเช่นกั แต่สัดส่วนหนักไปทางเนื้อดินดิบ
บังเอิญผมได้พระซุ้มกอติดมากับพระเหมา และพระแลก ไม่มีข้อมูล
ตอนแรกๆ ดูพิมพ์ ดูเนื้อไม่ขาด จึงเก็บไว้ก่อน
ตอนนี้ดูพิมพ์มั่นใจ ทั้ง 5 องค์
ดูเนื้อก็แท้ และเก่าถึงยุค จึงมั่นใจพอที่จะนำมาให้ศึกษากันครับ

องค์แรกเนื้อเงิน หลังลายผ้าสวยมาก
สนิมหลากหลาย เหี่ยวได้ที่ เม็ดเงินสวย
สนิมตีนกา เป็นหลัก แถมด้วยสนิมแดง สนิมไขมาครบแบบประปราย

องค์นี้สำริดเงิน ผสมทองคำ พิมพ์ถูกต้อง กระแสทองพราวทั้งองค์

ด้านหลังโดนขัดซะเกือบไม่เหลือ

รอยบิ่นออกเนื้อสำริดชัดเจน

สนิมสำริดเงิน ชัดเจน

องค์นี้สนิมแดง มาครบทุกมิติของสนิมแดง

สนิมเกินสามชนิด อยู่อย่างกลมกลืน เล่นได้เลย
องค์นี้สนิมหลากหลาย และเหี่ยวจัด ไขคลุมทั้งองค์ เนื้อแก่ตะกั่ว
จึงตีเป็น ชินตะกั่วแซมไข นานๆจะเห็นเนื้อแบบนี้สักที
ด้านหลังยิ่งดูง่าย

ถ้าเนื้อมาระดับนี้ พิมพ์ก็ถูกต้อง
ผมจึงมั่นใจว่าพระซุ้มกอมีเนื้อชินแน่นอน และถึงยุคด้วย ไม่น่าจะเป็นระดับเกจิรุ่นหลังครับ
เพราะพิมพ์ก็ต้นแบบของเนื้อดิน และเนื้อก็เก่าจริงๆครับ
นี่แหละความรู้ที่ใฝ่หา ชัดเจน ไม่คลุมเครือเหมือนความรู้ตามท้องตลาด ขอบคุณจากใจครับลุงแหวง
อิอิ มีลูกน้องเซียนมาแอบส่งข้อความให้เพื่อนๆในเฟสว่า ผมกำลังพาเพื่อนๆหลงทางนะครับ
โปรดใช้วิจารณญาณในการติดตามเรื่องที่ผมเขียนด้วยครับ
เขาว่า ถ้าไม่เข้าใจยังไงให้ไป "ไปถามเซียน" ก่อน นะครับ
555555555555555555555555555555
เซียนยุคไฮเทคต้องเผื่อแผ่เทคนิควิธีการแบบอาจารย์นี่แหละค่ะ อ่านแล้วรู้สึกเลยว่าการแลกเปลี่ยนความรู้กันน่าจะต่อยอดแตกหน่อได้มากทีเดียวในเรื่องนี้นะคะ ภาพอาจารย์ละเอียดมากค่ะ แว่นขยายของเซียนพระ สงสัยต้องแทนที่ด้วยกล้องถ่ายรูปซะแล้ว อ้อ...ว่าแต่ว่าอาจารย์เก็บภาพมาอย่างไร เคยเขียนเล่าหรือยังคะ โอ๋ว่าเป็นเทคนิคในการดูพระที่น่าเขียนไว้เหมือนกันนะคะ
ครับ บอกไว้ในเฟสครับ ใน G2K ก็เปรยๆไว้เหมือนกันครับ วันหลังจะลองขยายความดูครับ
บทความของอาจารย์หลายๆบทนั้น บางครั้งเซียนรุ่นเก่าๆหลายๆท่านคงต้องใช้คำว่านอกครู พาเข้ารกเข้าพง ซึ่งนั่นไม่ได้หมายความว่าบทความของอาจารย์ผิดพลาดหากแต่เป็นความรู้ที่ไม่ตรงกัน ซึ่งต้องรอการพิสูจน์ต่อไป หากแต่ว่าการพิสูจน์ของเซียนรุ่นเก่าส่วนใหญ่จะใช้ประสบการณ์และความเชื่อถือส่วนบุคคลมาตัดสิน ส่วนของอาจารย์นั้นใช้หลักทางวิทยาศาสตร์มากกว่า มีความเป็นสากลมากกว่า ซึ่งผู้อ่านก็ลองใช้วิจารณญาณตรึกตรองดูเอง การที่ให้ทฤษฎีใหม่ๆย่อมไปขัดผลประโยชน์เดิมๆของคนบางกลุ่ม ผมเคยใช้แม่เหล็กแรงสูงดูดพระเนื้อดินทางภาคเหนือ ก็มีคนหาว่าบ้าเพ้อเจ้อ แต่เมื่อสามารถดูดติด ก็หาว่าพระนั้นทำมาโดยเฉพาะ สิ่งที่ตำราไม่ได้ระบุไว้ ไม่ได้หมายถึงว่าจะไม่มี แต่อาจยังไม่ได้ค้นพบก็ได้ ลูกน้องเซียนหรือลูกน้องเสี้ยนก็ไม่ทราบ เพราะถ้าเซียนที่แท้จริงก็ต้องยอมรับในเหตุและผลในการพิสูจน์พระเครื่อง ถ้าไม่คิดต่างวิชาการก็ไม่ก้าวหน้า ทุกคนใช้หลักกูตัดสินมากกว่าหลักการวงการเลยไม่เจริญเสียที มีแต่คนเลิกเล่นพระเก่าพระกรุ อายุของผู้เล่นพระกรุก็มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเด็กรุ่นใหม่เบื่อ เพราะ ขาดหลักการในการดูพระกรุ เมื่ออาจารย์นำหลักการมาใช้และสอนให้คนทั่วไป สำหรับผมแล้วดีใจอย่างยิ่ง เพราะจะได้มีคนรุ่นใหม่ๆเข้ามาสนใจในพระกรุ ดีกว่าปล่อยให้ตากซากไปตามอายุขัยของเสี้ยนรุ่นเก่า ขอให้อาจารย์ศึกษา เผยแพร่และค้นคว้าต่อไปไม่ต้องกลัวเกรงอะไร เพราะทองแท้ย่อมไม่กลัวไฟ ........สวัสดี
ขอบพระคุณครับที่มาให้กำลังใจครับ มีหลายเรื่องเลยครับที่เขาพยายามปิดๆกันไว้ ที่ก็ช่วยไม่ให้คนที่ไม่รู้หลงทางได้ระดับหนึ่ง
แต่ก็ทำให้องค์ความรู้ที่น่าจะเกิดขึ้นใหม่ๆ กลับหายไปจากระบบ
ผมเข้าใจเจตนาดีของท่านเหล่านั้นดีครับ และหวังว่าเขาก็จะเข้าใจเจตนาดีของผมเช่นกัน
อิอิอิอิอิอิอิอิ
ภาพสวยทุกองค์เลยครับ เป็นความรู้ใหม่ ผมคิดว่าซุ้มกอ มีเฉพาะเนื้อดิน ขออนุญาติ copy รูปภาพเก็บไว้เป็นองค์ครูครับ
สวัสดีครับ ขอเล่าครับ
ผมเกือบหลงทางเซียนจนได้มาพบบทความของ ดร.เมื่อหลายเดือนก่อนผมมีความสนใจในการศึกษาพระเครื่องอย่างจริงจังแบบว่าดูเองให้ได้แบบไม่ต้องพึ่งใคร ผมก็เรียนจบสายวิทย์คณิตเหมือนกัน ผมคิดว่าไม่น่าเกินความสามารถ ที่ผ่านมาผมก็ได้เห็นความคิดของคนเป็นเซียนผลลัพท์ของเซียนคือเงิน อำนาจ แต่ความคิดของครูนั้นคือความรู้ความเข้าใจที่แท้จริง เซียนก็รู้หลักการทางวิทยาศาสตร์เหมือนกันแต่นิยามของเซียนทำให้ผู้อ่านเข้าใจแบบไม่ถูกต้อง ผมขอยกตัวอย่างเช่น เซียนบอกว่าพระสมเด็จจะต้องมีคราบราขาวๆขึ้นตามซอก แต่ที่จริงแล้วถ้าเป็นราจริงมันต้องเจริญเติบโตในที่ๆมีอากาศร้อนชื้น และมีธาตุอาหาร ถ้ามีครบมันก็เจริญเติบโตแบบไม่หยุดถ้าไม่มีมันก็ตาย แต่ที่จริงแล้วมันเป็นการเกิดคราบของแคลเซียมคาบอนเนส(คราบปูนขาวที่ได้จากการเผาปูนหรือเปลือกหอย) ภาษาของอาจารย์เรียกว่าปูนสุก ที่เกิดจากการคายไอระเหยของน้ำปูนจากภายในและเมื่อมาสัมพัสความชื้นจากภายนอกทำให้ไอระเหยของปูนมาจับตัวกันเป็นแ่ผ่นขาวเคลือบบางๆ บางจุดก็หนา
เป็นตัวอย่าที่มองให้เห็นว่าเซียนไม่ได้บอกถึงเหตุผลการเกิดคราบรอยต่างๆให้เห็นอย่างชัดเจน(หรือว่าเซียนรู้ไม่จริงก็ไม่ทราบ) แต่สิ่งที่ผมได้จาก คุณครู ดร.แสวง คือความรู้มาต่อยอดความคิดของตัวเองในความคิดผมวิทยาศาสตร์ก็ยังชัดเจนที่สุดสามารถตรวจสอบได้ถึงความเก่า การพัฒนา คราบ และชนิดของเนื้อต่างๆด้วย ตอนนี้ผมเริ่มเข้าใจอะไรหลายอย่างแต่ก็ยังไม่รู้ว่าถูกหรือผิดต้องรอส่งการบ้านให้คุณครูตรวจหน่อยจะได้รู้ว่าการพัฒนาของตัวผมเองไปถึงไหน ทำถูกหรือผิด มีการบ้านอีหลายชิ้นเลยที่รอส่ง และมีอีกสองสามชิ้นที่มีข้อสงสัย
ถ้ากระทู้นี้ผิดพลาดประการใดหรือเป็นการรบกวนอาจารย์และเพื่อนสมาชิก
ผมต้องกราบขออภัยทุกๆท่านไว้ ณ.ที่นี้ด้วยและนอมรับฟังคำติชอบเพื่อนำไปพัฒนาครับ
ขอบคุณครับ
ดีครับ ช่วยกันมองหลายๆมุมครับ
ผมก็พยายามแปลคำให้เข้าใจง่ายๆ และตรงๆ ลดการใช้คำเปรียบเทียบ ให้เหลือเฉพาะเท่าที่จำเป็นครับ
คำว่า "ปูนสุก" ผมใช้แทน "แป้งโรยพิมพ์" ที่ผมไม่เชื่อว่าจะเหลือครับ
อิอิอิอิอิ