วิธีการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ (Best Practices )


ชื่อผลงาน   ร่วมแรง แข็งขันเพื่อการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน

ชื่อผู้เสนอผลงาน    พระครูพรหมประภัสสร

ชื่อหน่วยงาน      วัดเทพวนาราม 

ความเป็นมา

  การบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน เป็นโครงการที่วัดเทพวนารา (วัดม่าหนิก) จัดขึ้นในช่วงปิดเทอมใหญ่ คือ ระหว่างปลายเดือนมีนาคม ถึง เดือนพฤษภาคม ซึ่งได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2530 นับจนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลา 26 ปี ซึ่งในแต่ละปีจะมีบิดา มารดา ผู้ปกครองพาบุตรหลานมาสมัครเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตลอด อาสาสมัครที่มาช่วยส่วนใหญ่จะเป็นบิดา มารดา หรือคนในชุมชน  ทำให้มีปัญหาหลายประการทั้งการขาดแคลนพระพี่เลี้ยง  การทะเลาะวิวาท  สามเณรที่มีอายุมาก รังแกสามเณรที่มีอายุน้อยกว่าเนื่องจากมีช่วงอายุห่างกันมาก ทางวัดจึงได้ปรับปรุง พัฒนาการดำเนินการโครงการเพื่อขจัดปัญหาและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อโครงการ  เน้นการทำงานแบบมีส่วนร่วมมากขึ้น โดยใช้ชื่อว่า ร่วมแรง แข็งขันเพื่อการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน

วัตถุประสงค์

  เพื่อขจัดปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน

แนวคิดในการพัฒนา

การบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน จะบรรลุวัตถุประสงค์และผู้เกี่ยวข้องมีความพึงพอใจทุกฝ่ายนั้น ต้องอาศัยหลักการทำงานแบบมีส่วนร่วม จากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ได้แก่ บิดา มารดา ผู้ปกครอง ชุมชน หน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมทั้งพระสงฆ์ บุคลากรอื่นๆ ที่อยู่ในวัด ซึ่งจะทำให้เกิดพลัง เพราะคนจำนวนมากที่รวมตัวกันโดยมีจุดมุ่งหมายร่วมกันที่ชัดเจนย่อมทำให้เกิดพลังมีคุณภาพ  ทำให้มีศักยภาพในการเผชิญกับปัญหาด้านต่างๆ 

ผลการดำเนินงาน

1. การดำเนินการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนของวัดเทพวนาราม ประสบผลสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บิดา มารดา หรือผู้ปกครองพาบุตรหลานมาสมัครเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นทุกปี จนต้องปรับช่วงอายุให้ลดลง เป็น 10 - 15 ปี จากเดิมกำหนดไว้ 7 – 18 ปี

2. ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมีความพึงพอใจเพิ่มขึ้นมาตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บิดา มารดา หรือผู้ปกครอง เนื่องจากปัญหาได้รับการแก้ไขจนเหลือน้อยที่สุดหรือแทบจะไม่มีเลย  

  3. เกิดเครือข่ายกลุ่มเพื่อนของนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งมาจากโรงเรียนต่างๆ แต่มีความสนใจเหมือนกัน เช่น สนใจด้านเทคโนโลยี  กีฬา นันทนาการ หรืองานอดิเรกอื่นๆ ฯลฯ เมื่อเสร็จสิ้นโครงการก็ยังติดต่อสานสัมพันธ์กัน ส่งผลให้ผู้ปกครองมีโอกาสพบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ในการเลี้ยงดูบุตรหลานซึ่งกันและกัน

ผลการให้การยอมรับ

หน่วยงานต่างๆ ให้การชื่นชมและสนับสนุนในหลายรูปแบบ เช่น งบประมาณ บุคลากร วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ และมีผู้แจ้งความประสงค์เป็นอาสาสมัครเพิ่มขึ้น


ขั้นตอน/ วิธีการดำเนินงาน  

1. แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงาน

2. ประชุมคณะกรรมการดำเนินงาน  เพื่อวางแผนกำหนดมาตรการในการดำเนินงานเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ เช่น ขยายกลุ่มเป้าหมายที่จะเชิญชวนมาเป็นอาสาสมัคร ประสานการสนับสนุนพระพี่เลี้ยงจากภาคกลาง และภาคอีสาน

3. ดำเนินการตามมาตรการ วิธีการที่กำหนด ได้แก่

  3.1 ประชาสัมพันธ์ เชิญชวนผู้มีจิตอาสาทั่วไปนอกเหนือจากบิดา มารดา หรือผู้ปกครอง เช่น  ข้าราชการ พนักงานเอกชน ประชาชนทั่วไป รวมทั้ง นักเรียน นักศึกษา ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปี ขึ้นไป มาเป็นอาสาสมัครดูแลสามเณร และกิจกรรมอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

  3.2 ประสานขอความร่วมมือสนับสนุนพระพี่เลี้ยงจากวัดอื่นที่ไม่ได้ดำเนินโครงการ ในพื้นที่ใกล้เคียง และในพื้นที่อื่นๆทั้งภาคกลาง ภาคอีสานที่มีพระจำนวนมาก

  4. จัดประชุมชี้แจง ทำความเข้าใจพระพี่เลี้ยงและอาสาสมัคร เกี่ยวกับสภาพปัญหา แนวทางการดำเนินงาน และมอบหมายความรับผิดชอบให้ชัดเจน

5.  ดำเนินการติดตาม ประเมินผล และรายงานผู้เกี่ยวข้องได้รับทราบในแต่ละวัน หากเกิดปัญหาก็ระดมความคิดเห็น ข้อเสนอแนะเพื่อการแก้ไขปัญหาดังกล่าวพร้อมรายงานผลการดำเนินการแก้ไขให้เจ้าอาวาสหรือหัวหน้าโครงการรับทราบ 

ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จ

1. การมีส่วนร่วมต้องอยู่บนพื้นฐานของความเต็มใจ ซึ่งเป็นคุณสมบัติประการหนึ่ง ของผู้มีจิตอาสา

2. การมีส่วนร่วมต้องมีความเหมาะสมตามบทบาทหน้าที่หรือสถานะ เช่น มารดา อาสาสมัครที่เป็นผู้หญิง อาจมีส่วนร่วมในการประกอบอาหารหรือดูแลบริบทอื่นๆที่ไม่ต้องใกล้ชิดสามเณร 

ภาพกิจกรรม