Best  Practice  ปฏิบัติธรรมพัฒนาจิตเพื่อให้เกิดปัญญาและสันติสุข


ในภาวะที่สังคมโลกยุคปัจจุบันมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น เจริญขึ้น มีวิทยาการ และเทคโนโลยี ที่คิดค้นพัฒนาขึ้นมาตอบสนองความต้องการของมนุษย์มากเท่าที่สติปัญญาจะทำได้  แต่การมุ่งเน้นการพัฒนาความเจริญในด้านวัตถุ และวิทยาการต่าง ๆ  เพื่อมุ่งหวังความเป็นอยู่ที่ดี มีความสุขมากขึ้น  โดยขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องของชีวิตอย่างแท้จริงนั้น เป็นเหตุให้การพัฒนาด้านต่าง ๆ ดังกล่าวเป็นไปโดยไร้ทิศทางที่ถูกต้องตามหลักธรรม  ก่อให้เกิดปัญหาความเสียหายต่าง ๆ นานาขึ้น กลายเป็นเพิ่มความทุกข์ ทั้งแก่ตนเอง ครอบครัว สังคม และ ประเทศชาติ  ซึ่งถ้าหากบุคคลได้ฝึกฝนอบรมพัฒนาจิตอย่างถูกต้องสมบูรณ์ตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนาแล้ว  จะเข้าใจถึงความจริงตามธรรมชาติ มีแนวทางในการใช้ชีวิตอย่างถูกต้อง  นำไปสู่การพัฒนาชีวิตที่ดีขึ้น สร้างความสุขความเจริญขึ้นอย่างถูกต้องตามธรรม ทั้งต่อตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติได้ 

วัดลัฏฐิวนาราม ตระหนักในคุณค่าของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ว่าเป็นเสมือนโอสถอันทรงสรรพคุณวิเศษ สามารถลดอวิชชาและกิเลส อันเป็นเหตุแท้จริงของความทุกข์ได้ เมื่อผู้ใดได้ทดลองปฏิบัติจนประจักษ์ด้วยตนเองว่าเกิดทั้งปัญญาและความสุขแล้ว ก็จะมีศรัทธาประสงค์ที่จะขยายผลของการปฏิบัติให้กว้างไกลไปยังบุคคลอื่นอีกด้วย วัดลัฏฐิวนาราม จึงถือเอาการฝึกอบรมวิปัสสนากรรมฐานเป็นกิจกรรมสำคัญของวัดเสมอมา

จากปณิธานนี้วัดลัฏฐิวนาราม จึงได้เชิญ ดร.สิริ  กรินชัย พร้อมคณะวิทยากร  โดยมีดร.เวท  ไทยนุกูล  ประธานชมรมปฏิบัติธรรมจังหวัดภูเก็ตมาเป็นวิปัสสนาจารย์  เพื่อสอนหลักสูตรวิปัสสนากรรมพิเศษของวัด ในแนวมหาสติปัฎฐาน ๔ (พอง-ยุบ) วัตถุประสงค์หลักของโครงการมีดังนี้

วัตถุประสงค์ 

1.  สร้างศรัทธาในการศึกษาและปฏิบัติธรรม

2.  เรียนรู้ธรรมะและการปฏิบัติธรรมทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

3.  ให้ความรู้ความเข้าใจในการเจริญสติปัฏฐาน

4.  สามารถนำความรู้ไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต

แนวการสอน

  การสอนจะอาศัยการเจริญสติปัฏฐาน ๔ เป็นหลัก ด้วยการกำหนดอิริยาบท เดินจงกรมสลับกับการนั่งสมาธิ ควบคู่ไปกับการกำหนดอิริยาบถย่อย  พร้อมกับรับฟังธรรมบรรยายเกี่ยวกับการเจริญสติและหลักธรรม  ผู้เข้าอบรมจะได้ฝึกการเจริญสติปัฏฐาน และได้รับสารธรรมอันเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต 

การสอนของท่านอาจารย์ เหมาะกับผู้ที่เปี่ยมด้วยความศรัทธาและหรือเคยมีประสบการณ์ในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานในแนวสติปัฎฐาน ๔ มาบ้างแล้ว เพราะผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องปฏิบัติเดี่ยวในห้องปฏิบัติ และจะต้องเดินจงกรม นั่งสมาธิ  และกำหนดอริยาบถย่อยด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง  ทั้งยังจะต้องรักษาเวลาในการเดินจงกรม/การนั่งกรรมฐานแต่ละบังลังก์ให้ลื่นไหลไปได้ด้วยตนเอง  โดยไม่มีวิทยากรควบคุม

คุณสมบัติของผู้สมัคร

๑.  อายุ ๑๘ ปี บริบูรณ์ ขึ้นไป

๒. เป็นผู้เปี่ยมด้วยศรัทธาในการปฏิบัติวิปัสสนาในแนวสติปัฏฐาน ๔ และสามารถเปิดใจยอมรับเทคนิคใหม่ ๆ

ในการปฏิบัติที่พระวิปัสสนาจารย์จะถ่ายทอดให้ ด้วยความเต็มใจ

๓. เป็นผู้เคยปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน ๔ มาบ้างแล้ว

๔. เป็นผู้มีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวอันก่อให้เกิดอุปสรรคในการปฏิบัติ มีสุขภาพจิตที่เข้มแข็ง

๕. เป็นผู้ที่สามารถดูแลตนเองได้อย่างเต็มที่ เพราะผู้ปฏิบัติจะต้องเดินจงกรม-นั่งกรรมฐานและกำหนดอิริยาบถย่อยให้จดจ่อ และต่อเนื่องด้วยตนเองตลอดทั้งวัน  โดยไม่มีวิทยากรควบคุมดูแลใกล้ชิด

๖. เป็นผู้ที่สามารถรักษาศีล ๘ อยู่ปฏิบัติได้จนสิ้นสุดโครงการ และสามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด

การเตรียมตัวเตรียมใจ

๑.  รักษาสุขภาพพลานามัยให้แข็งแรงพร้อมที่จะมาปฏิบัติธรรม

๒.  วางความรู้เดิมทั้งหมดไว้ก่อน เพื่อรับประสบการณ์ใหม่ ๆ  พึงทำตนประหนึ่งว่าท่านเป็นนักเรียนที่เพิ่งเริ่มการ

๓.  เรียนรู้ใหม่

๔.  สะสางวางภารกิจทั้งหลายไว้ก่อน  อย่านำติดตัวมาให้เป็นเรื่องวิตกกังวลในขณะปฏิบัติ

๕.  เมื่อมาปฏิบัติธรรมพึงวางยศศักดิ์ ฐานะ และตำแหน่งให้หมด  ผู้ปฏิบัติธรรมทุกคนพึงฝึกที่จะละลดปลดวาง

๖.  ความยึดติดในตัวตน และพึงระลึกไว้ว่าทุกคนมีความเท่าเทียมกัน

๗.  ตั้งใจปฏิบัติตามระเบียบของหลักสูตรอย่างเคร่งครัด รวมถึงการงดพูดคุยกันตลอดหลักสูตร

๘.  ปล่อยภารกิจการงานทั้งหมด ตลอดจนตัดความวิตกกังวลในเรื่องการงาน ครอบครัว และเรื่องอื่นๆ ทำจิตใจให้ปลอดโปร่ง เบาสบาย 

๙.  เตรียมพูดคุยหรือฝากงานกับผู้ที่จะพูดคุยด้วยให้หมดเรื่องกังวล  เมื่อเข้าปฏิบัติแล้วไม่พูดคุย ไม่ติดต่อกับใครอีกเลย

๑๐.เตรียมใจว่าการปฏิบัติธรรมครั้งนี้ จะเป็นไปเพื่อฝึกหัดขัดเกลากิเลสตนเอง  จะละทิ้งยศศักดิ์ ฐานะ ตำแหน่งหน้าที่ และความรู้ด้านปริยัติไว้ที่บ้าน ทั้งยังจะตั้งใจพากเพียรปฏิบัติเต็มความสามารถ  และจะปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัดตลอดโครงการ

๑๑.เมื่อได้ตัดสินใจรับกรรมฐานกับพระวิปัสสนาจารย์แล้วให้ทำใจให้บริสุทธิ์ พร้อมที่จะรับฟังคำแนะนำไปปฏิบัติอย่างเต็มความสามารถ เพื่อประโยชน์ของตนเอง

การเตรียมของใช้

๑.  เตรียมเสื้อผ้ามาให้พอใช้ตลอดโครงการ เพราะท่านจะไม่มีเวลาซักรีดเอง และไม่มีบริการรับซักรีดเสื้อผ้าให้

๒.  ห้องปฏิบัติธรรมเป็นห้องปรับอากาศ  ควรเตรียมผ้าคลุมไหล่ / เสื้อกันหนาว และถุงเท้ามาด้วย

๓.  เตรียมของใช้ส่วนตัวอาทิเช่น สบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน หวี ผ้าเช็ดตัว ยาประจำตัว นาฬิกาปลุก ไฟฉาย มาเอง

การแต่งกายระหว่างการปฏิบัติ

เพื่อแสดงความเคารพต่อ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ครูบาอาจารย์ และสถานที่  ผู้ปฏิบัติพึงแต่งกายดังนี้

๑. สุภาพบุรุษ

·  สวมเสื้อผ้าชุดสีขาว และกางเกงขายาว ไม่สวมกางเกงขาสั้น ขาสามส่วนและไม่คาดผ้าขาวม้า

๒. สุภาพสตรี

·  สวมเสื้อผ้าชุดสีขาว  ***สวมผ้าถุงหรือกระโปรงยาวถึงข้อเท้า ***เมื่อเข้าพบพระวิปัสสนาจารย์ไม่ควรสวมกางเกง สุภาพสตรีควรห่มสไบ ระหว่างฟังพระธรรมเทศนาในหอธรรมและเข้าส่งอารมณ์กับพระวิปัสสนาจารย์

·  ไม่สวมเสื้อผ้ารัดรูป เสื้อไม่มีแขน เสื้อบาง เสื้อคอกว้าง 

·  สุภาพบุรุษและสุภาพสตรีไม่สวมชุดนอน เสื้อผ้าสีฉูดฉาด มีลวดลายหรือตัวหนังสือบนเสื้อออกนอกห้องพัก

ระเบียบในการปฏิบัติธรรมและการครองตนระหว่างการปฏิบัติ

๑.  มีคุณสมบัติของผู้สมัครปฏิบัติธรรมครบถ้วนถึงวันเข้าปฏิบัติ

๒.  เคารพและให้เกียรติโครงการ อยู่ปฏิบัติธรรมได้ตลอดระยะเวลาของหลักสูตร โดยเข้าร่วมพิธีเปิด-ปิด ไม่มาทีหลัง และ/หรือ กลับก่อน  รักษาศีล ­­๘ ได้ตลอดหลักสูตร

๓.  งดพูดคุยกันเองกับผู้ปฏิบัติและงดใช้โทรศัพท์มือถือ และเครื่องมือสื่อสารทุกชนิดโดยเด็ดขาด ตลอดระยะเวลาของหลักสูตร ส่วนการพูดกับพระวิปัสสนาจารย์ และผู้ประสานงานสามารถพูดหรือเขียนได้ในกรณีจำเป็น

๔.  พึงเจริญสติ กำหนดรู้อาการของกาย ใจ อย่างช้าๆ มั่นคง และต่อเนื่อง ทั้งในห้องปฏิบัติ ห้องรับประทานอาหาร ห้องนอน ทุกๆ ขณะระหว่างการปฏิบัติ แม้ในเวลาพักผ่อน

๕.  มีความเพียรอย่างยิ่งยวด สำรวมกาย วาจา ใจ ในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้ปฏิบัติธรรมอื่นๆ เคลื่อนไหวกาย ทุกอิริยาบถอย่างช้าๆและกำหนดสติตลอดเวลา

๖.  ห้ามก่อความเดือดร้อนหรือก่อกวนผู้อื่น ในทุกๆ กรณี อาทิเช่น เดินลากเท้าเสียงดัง  หรือ ไม่ทำความสะอาดร่างกายจนส่งกลิ่นตัว รบกวนผู้อื่น เป็นต้น

๗.  ไปสอบอารมณ์กับพระวิปัสสนาจารย์ ตามที่ผู้ประสานงานแจ้งให้ทราบ

๘.  งดเว้นการเขียนเรื่องทางโลกทั่วไป (อนุญาตให้จดบันทึกระหว่างธรรมบรรยายได้) งดการอ่าน การรับฟังอุปกรณ์เสียง อุปกรณ์อีเลคทรอนิค ข้อมูลสื่อสาร เรื่องราว ทางโลกใดๆ ทั้งสิ้น ยกเว้นเกี่ยวกับธรรมะปฏิบัติที่พระวิปัสสนาจารย์อนุญาต

๙.  หากมีความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ให้ปรึกษาพระวิปัสสนาจารย์ หรือผู้ประสานงานเท่านั้น

๑๐.งดพบผู้มาเยี่ยม งดบุหรี่ยาเส้น และสิ่งเสพติดทุกชนิด

๑๑.สำรวมกาย รับประทานอย่างสำรวม สุภาพ ไม่ใช้ช้อนส้อมเสียงดัง ไม่ยืนดื่มน้ำหรือรับประทานอาหาร ไม่นั่งไขว่ห้าง ไม่ทอดสายตาหรือสบสายตากับผู้อื่น และอยู่ในสถานที่ๆ กำหนดให้ ไม่ออกนอกบริเวณอาคาร

๑๒.ไม่เก็บสะสมอาหารไว้ในห้องพัก เพราะมดแมลงอาจจะมารบกวน

๑๓.ผู้ที่ไม่สามารถปฏิบัติตามระเบียบในการปฏิบัติข้อใดข้อหนึ่งของหลักสูตรได้ ผู้ประสานงานขอสงวนสิทธิที่จะเชิญให้ออกจากการปฏิบัติได้ โดยไม่มีข้อโต้แย้ง

๑๔.ในกรณีมีเหตุสุดวิสัย ไม่สามารถปฏิบัติตามระเบียบข้อใดข้อหนึ่งได้ ต้องขออนุญาตพระวิปัสสนาจารย์ และผู้ประสานงานก่อน

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

๑. ผู้เข้ารับการอบรมสามารถนำหลักธรรมความรู้ที่ได้จากการปฏิบัติไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้อย่างแท้จริง อันจะเป็นประโยชน์สุขแก่ตนเอง  ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ อีกทั้งสามารถเผยแผ่หลักธรรมดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่นได้  ซึ่งจะทำให้พระพุทธศาสนาแผ่ขยายกว้างออกไป มีความมั่นคง มีความเจริญรุ่งเรืองยิ่ง ๆ ขึ้นไป

๒.  ผู้เข้ารับการอบรมสามารถเข้าถึงความเป็นอริยบุคคลในชาติปัจจุบัน

๓. ประเทศไทยมีอริยบุคคลในพระพุทธศาสนาเพิ่มขึ้น

วันเปิดการอบรม 

๐๘.๓๐ - ๑๐.๐๐ น.  ลงทะเบียน เข้าที่พัก

๑๐.๐๐ – ๑๑.๓๐ น.  ปฐมนิเทศ  แนะนำสมาคม และสถานที่

  ประธานโครงการกล่าวต้อนรับ  ทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตร  และระเบียบการปฏิบัติ

๑๑.๓๐ – ๑๒.๓๐ น.    อาหารกลางวัน

๑๒.๔๕ น.  พร้อมกันที่ห้องปฏิบัติธรรม

๑๓.๐๐ น.  ประธานโครงการกล่าวรายงาน/พระอาจารย์

  พิธีสักการะและขอขมาพระวิปัสสนาจารย์

  พิธีสมาทานกรรมฐาน สมาทาน ศีล ๘ 

  พระอาจารย์ให้การปฏิบัติ สอนวิธีปฏิบัติ

  เริ่มปฏิบัติธรรม เดินจงกรม นั่งสมาธิ

๑๕.๐๐ น.  พัก ๑๐ นาที

๑๖.๐๐ น.  น้ำปานะ  สรีระกิจ ปฏิบัติตามอัธยาศัย  สรีระกิจ

  ช่วงเย็น-ค่ำ ปฏิบัติตามตารางประจำวัน


วันปิดการอบรม

๐๔.๓๐ น.  ตื่นนอนสรีระกิจ  ปฏิบัติธรรม

๐๕.๑๕ – ๐๖.๓๐น.  ทำวัตรสวดมนต์ (ถ้ามี)

  ปฏิบัติธรรม เดินจงกรม นั่งสมาธิ

๐๖.๔๕ – ๐๗.๒๐ น.  อาหารเช้า(เคลื่อนไหวกราบปรกติ)

๐๗.๓๐ – ๐๙.๐๐ น.   พร้อมกันที่ห้องปฏิบัติธรรมแจกแบบประเมินผล  ประธานนำสมาคมกล่าวอโหสิกรรม และถวายพระราชกุศล  แสดงความรู้สึก และกล่าวอนุโมทนาบุญ  ชม VDO

๐๙.๑๕ น.    พระอาจารย์เข้าห้อง  ผู้ปฏิบัติธรรมขอขมา

    พระอาจารย์ให้โอวาทปิด

๑๐.๐๐ น.    สมาทานศีล ๕

  ประธานกล่าวขอบคุณพระอาจารย์

  ถวายปัจจัย ไทยธรรม

  มอบของที่ระลึกผู้ประสานงาน

  พระอาจารย์อนุโมทนา ให้พร นำแผ่เมตตา

  ถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึก

๑๑.๐๐ น.    รับประทานอาหารกลางวัน

  เดินทางกลับบ้าน

ตารางปฏิบัติธรรมประจำวัน

๐๔.๓๐ น.  ตื่นนอน สรีระกิจปฏิบัติธรรม

๐๕.๓๐ – ๐๗.๐๐ น.  ทำวัตรสวดมนต์ (ถ้ามี)

  แนะนำการปฏิบัติ /ให้ธรรมะสั้นๆ

  ปฏิบัติธรรม  เดินจงกรม นั่งสมาธิ

๐๗.๐๐ – ๐๘.๐๐ น.  อาหารเช้า

๐๘.๐๐ – ๑๐.๔๕ น.  ปฏิบัติธรรม เดินจงกรม นั่งสมาธิ

๑๑.๐๐ – ๑๒.๐๐ น.  อาหารกลางวัน

๑๒.๐๐ – ๑๓.๐๐ น.  พักผ่อนด้วยสติ

๑๓.๐๐ – ๑๖.๓๐ น.  ปฏิบัติธรรม เดินจงกรม นั่งสมาธิ

    ให้ธรรมะสั้นๆ แนะนำการปฏิบัติ

๑๖.๓๐ น.  น้ำปานะปฏิบัติธรรมตามอัธยาศัย สรีระกิจ

๑๘.๓๐  น.    ปฏิบัติธรรมตามอัธยาศัย ทำวัตรแย็น(ถ้ามี)

๑๘.๔๕ –๑๙.๐๐ น.  พร้อมกันที่ห้องปฏิบัติผู้ประสานงานชี้แจ้ง

๑๙.๐๐ – ๒๐.๐๐ น.  พระธรรมเทศนา

๒๐.๐๐-๒๑.๓๐ น.  ปฏิบัติธรรม เดินจงกรม นั่งสมาธิ

๒๑.๓๐ น.  พักผ่อน เข้านอน เจริญสติจนกระทั่งหลับไป

๒๒.๐๐ น.  ปิดไฟให้สนิทในห้องพักทุกห้อง


หมายเหตุ

๑. วันที่หนึ่ง วันที่สองของการปฏิบัติ พระอาจารย์เน้นสอนการปฏิบัติเดินจงกรม  นั่งสมาธิ

๒ วันอื่นๆ เน้นการปฏิบัติ

๓. คืนสุดท้าย พระอาจารย์ไขปัญหาธรรม แทนพระธรรมเทศนา

๔. มีการแบ่งกลุ่มสอบอารมณ์ตามที่กำหนดการที่ผู้ประสานงานแจ้งให้ทราบ

๕. มีสัญญาณนาฬิกาทุก ๑๕ นาที

๖. มีเครื่องดื่มจัดไว้ให้ท่านบริการตนเองตามความเหมาะสม

๗. น้ำปานะจัดไว้ตามจุดบริการ  ขอให้ท่านบริการตนเองตามความ เหมาะสม