หนูไม่สงสัยในครู “เพราะรู้เข้าไปถึงส่วนลึกในใจว่า ครูช่วยสุดแรง เต็มที่ ๆสุดเท่าที่ครูจะช่วยได้”

จดหมายถึงครู l ถอดใจมาทบทวนตนเอง

วันอังคารที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

กราบสวัสดีค่ะครู

  หนูทบทวนย้อนกับตนเอง ชีวิตหนู เจอครูที่ดี มาตลอดชีวิตของการมีลมหายใจ

เวลาหนูทำอะไร หากตั้งใจมุ่งมั่นกับตนเอง หนูจะเดินหน้าแบบไม่หันหลัง แต่หากสงสัย ไม่มั่นใจ จะเป็นอาการลอยคอค่ะครู

จากที่ชีวิตหนู วิ่งไขว้คว้า วิ่งหาชัยชนะที่อยู่นอกกายนอกใจเสมอ ๆ ตั้งเป้าจะทำอาชีพอะไร

ตั้งเป้าจะเป็นนักวอลเลย์บอลทีมชาติ

ตั้งเป้าจะสอบเข้าวิศวะ

ตั้งเป้าว่าจะเข้าแข่งขันลีลาศระดับชาติ

ตั้งเป้าว่าจะเป็น เช่นนั้นเช่นนี้ แล้วก็สู้ฝ่าฟัน แทบจะเรียกว่า “ห้ำหั่นเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย”

แรก ๆ หัวใจหนูเปี่ยมด้วย ศรัทธาในการทำสิ่งต่าง ๆ

แต่ด้วยความที่ไม่เคยหันเข้ามาดูภายในใจตนเองเลย

กาลเวลาผ่านไป หนูค่อย ๆ เติบโตขึ้นกลับพบว่า “หนูไร้หัวใจ”

ทำสิ่งต่าง ๆ เพราะเล็งเห็น แนวทางที่จะ บรรลุเป้าหมาย

หนูไม่รู้เลย ไม่เคยรู้มาก่อนว่า เป็นการใช้ชีวิต โดยไร้หัวใจ ไร้ชีวิตชีวา

เมื่อก่อนก็อยากเติมความมีชีวิต ชีวา ด้วยการออกเที่ยวกลางคืน

หรืออยากได้ผู้ชายสักคนมาเติมเต็ม ความรู้สึกเหงาที่เกาะกินใจ ต้องขอบพระคุณพ่อแม่ ที่บ่มเพาะมาดี ให้รักนวลสงวนตัว เว้นช่องว่างไว้ ทำให้ยังไม่เสียคน รักษาตัวรอดให้ได้มาเจอครู ณ ทุกวันนี้ นับว่าบุญเก่าที่ทำมายังดีอยู่

ใจมันเป็นเช่นนี้เจ้าค่ะครู

พอเริ่มรู้จักครู แล้วครูค่อย ๆ ชี้ให้หนูได้เห็นตนเองทั้งกาย และใจ

นึกภาพขึ้นมาได้ก็ยังนึกขำกับตนเอง ตอนที่เขียน

ข้างในหนูแทบร้องกรี๊ดแบบนางมารร้ายในละคร รับไม่ได้ยอมรับไม่ได้กับตนเองที่ เป็นแบบที่เป็น

นี่มันตลกมากเลยนะเจ้าค่ะ มันเป็นความจริงที่กว่า หนูเองจะยอมรับกับตนเองได้ก็นานโข

แล้วพอเห็นก็ค่อยลอกเปลือกข้างนอกของตนเอง ออกไป

มาถึง ณ ปัจจุบันนี้ ข้างนอกเปลี่ยนไปแล้ว เปลี่ยนไปมากจริง ๆ

แต่สิ่งที่ยังเป็นปัญหา ที่หนูต้องจัดการกับตนเอง คือ

“ข้างใน มันยังเหลือ ค้างอีกมาก ที่เป็นส่วนเกินของใจ”

จะถาก จะขุด จะลอก ต้องออกแรงมาก

หนูไม่สงสัยในครู

 “เพราะรู้เข้าไปถึงส่วนลึกในใจว่า ครูช่วยสุดแรง เต็มที่ ๆสุดเท่าที่ครูจะช่วยได้”

และหนูก็กล้าพูดได้เต็มปากว่า

ชีวิตนี้ตั้งแต่เกิดมา หนูก็ไม่เคยเห็นใคร ที่ทุ่มเทลงแรงกาย แรงใจ ช่วยใครได้มากมายขนาดนี้

สิ่งที่ขัดขวางความก้าวหน้าของหนูนั้นกลับกลายเป็น

“ใจ หนูเอง”

หากถามลงไปใจตรงไหนหล่ะ ที่เป็นปัญหา

ใจที่ไม่ได้ยินเสียงของครู

มันเป็นอาการน่าตบหัว ของจิต พอครูพูด ใจหนูก็พยายามเพ่ง แล้วท่อง

แต่สุดท้ายก็พัง เพราะมันกลับจำไม่ได้

แต่เมื่อไหร่ที่ใจหนูโล่งสบาย ไม่กลัวไม่กังวล ก็จะได้ยินชัดเจน

ทำได้แบบประทับใจกับตนเอง

บอกครูตามตรงเจ้าค่ะว่า

“หนูอยากให้ใจหนูโล่งสบาย เพราะหากใจเป็นแบบนี้ข้างในจะอิ่มสบายและเต็มที่กับทุกอย่างมากเจ้าค่ะ”

แต่พอความเป็นจริง กลับ เป็นอาการ

ลักกะปิด ลักกะเปิด แบบเดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย

หนักไปทางเอ๋อแล้วพลาดซ้ำ ๆ


ครูค่ะ เรื่องการแยกห่าง หรือ ไปไกล ๆจากครู ไม่ปรากฏขึ้นเลยในใจหนู นี่คือความแน่วแน่ ในจุดยืน

เวลาที่เห็นครูเหนื่อย

ข้างในนี้มันเจ็บเองเจ้าค่ะ

หนูอธิบายความเชื่อมโยงไม่ได้ แต่มันเป็นแบบนี้

แต่บทมันจะดื้อ ข้างในจะแน่น ๆ กระด้างขึ้นมาเอง

จะเป็นให้เห็นบ่อย ตอนทุบกิเลสแล้วยอมรับกับตนเองไม่ได้ ที่ต้องแก้ไข

ด้วยต้นทุนที่ชอบเอาชนะ

เนื้อในมันเริ่มจากการ อยากได้รับการยอมรับ อยากเป็นคนที่ถูกรัก พอไม่ได้รับการยอมรับ กลายเป็นการอิจฉา เกิดการเปรียบเทียบตนเองกับสิ่งต่าง ๆ ได้ไม่เท่าก็น้อยใจ ได้มากกว่าก็กระหยิ่มยิ้มย่อง

จิตใจวนเวียนหมุนรอบสร้างกรรมแบบซ้ำ ๆ ซาก ๆ ไม่จบไม่สิ้น

ทำไมหนูไม่เบื่อมันสักที ไม่รู้จักจำ

หนูเห็นแล้วว่า “ต้นทุนข้างในนี้มันมีมาก แต่ใช้ได้จริงไม่ถึงเสี้ยว”

สิ่งที่กีดขวางคือ ความไม่เข้าใจ คือความสงสัยเจ้าค่ะ

สิ่งที่ดึงรั้งให้ช้าคือใจที่ยังไม่ทิ้งเรื่อง กิน กาม เกียรติ

อันนี้เป็นคำตอบที่ได้กับตนเองเจ้าค่ะ