อันนี้ไม่ใช่หยก
บัณฑิตหนุ่มคนหนึ่ง...เป็นลูกหลานของกระกูลที่เชี่ยวชาญเรื่อง “หยก”แต่บัณฑิตคนนี้กลับไม่ได้สนใจและไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องหยกเลย เป็นที่น่าละอายต่อวงศ์ตระกูล
วันหนึ่งบัณฑิตตระหนักขึ้นได้ว่าศาสตร์ในเรื่องหยกนี้เป็นสิ่งที่ตนควรจะต้องเป็นผู้สืบทอดภูมิปัญญาแห่งตระกูลนี้ ตนจึงได้ไปพบกับตาคนนึง ซึ่งเป็นคนงานอาวุโส ช่างหยกตระกูลนี้ ซึ่งเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญเรื่องหยกเท่าๆ กับรุ่นปู่รุ่นทวดของบัณฑิตเลยทีเดียว
บัณฑิตได้ขอให้ตาช่วยสั่งสอนเรื่องหยก ให้กับตนด้วย ซึ่งตาก็รับปากและบอกให้บัณฑิตให้มาพบกับตนทุกวัน เริ่มตั้งแต่วันพรุ่งนี้เลย
เช้าวันรุ่งขึ้นบัณฑิตได้มาพบตา แต่เช้า ตาออกจากบ้านมาพบบัณฑิต พร้อมกับหยกก้อนหนึ่งและยื่นให้แก่บัณฑิตถือเอาไว้ในมือ พร้อมกำชับว่า “ถือไว้ให้ ดี ๆ มันเป็นของมีค่า” และตาพร้อมกับบัณฑิตก็เดินออกจากบ้านไปตามทางเรื่อย ๆ ระหว่าทางตาก็ พูดคุยกับบัณฑิตในเรื่องต่าง ๆ นานา โดยเฉพาะเรื่องเก่า ๆ ในอดีต ตนเองได้มาทำงานอยู่ในตระกูลนี้ ว่าตนเองมีหน้าที่อะไร ทำอะไรบ้าง มีความภูมิใจอะไร ตามประสาของคนที่อายุมากแล้ว โดยเรื่องที่เล่าไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับความรู้ของหยกเลย
ตาทำเช่นนี้กับบัณฑิตทุกวันคือพอเช้าตาก็จะมาพร้อมกับหยกก้อนใหม่ ซึ่งไม่ซ้ำก้อนเดิม หนึ่งและยื่นให้แก่บัณฑิตถือเอาไว้และเดินพูดคุยกับบัณฑิตในเรื่องต่าง ๆ เช่นทุกวัน ซึ่งก็เหมือนเดิมเรื่องที่พูดคุย ไม่เคยมีเรื่องที่มีความเกี่ยวข้องกับหยกเลย
เวลาผ่านไปเป็นแรมเดือน ตาก็ยังคงทำเช่นนี้ จนบัณฑิตเองคิดว่าตนเองยังไม่ได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับหยกแม้แต่น้อย และคิดว่ายังไงเสียวันนี้ตนจะต้องบอกให้ตารู้ว่าตนเองอยากให้ตาถ่ายทอดความรู้เรื่องหยกให้ตนเองได้เรียนรู้บ้าง หากตาไม่สอนตนเกี่ยวกับตนหยกตนเองก็จะไปหาศึกษาจากผู้รู้ผู้อื่นต่อไป และวันนี้บัณฑิตก็มาพบกับตาเช่นเดิม ตาเองก็ออกมาจากบ้านพร้อมหยกก้อนใหม่ และยื่นให้แก่บัณฑิต ทันทีที่รับมาบัณฑิตก็บอกกับตาว่า
“ อันนี้ ไม่ใช่หยก”
ทันทีที่ตาได้ฟัง ตาก็ตอบกับบัณฑิตว่า “พรุ่งนี้ เจ้าไม่ต้องมาพบข้าอีกต่อไปแล้ว”
ถามว่า ทำไมตาถึงพูดเช่นนี้
>
>
>
>
เพราะว่า ตาบอกกับบัณฑิตต่อว่า “เจ้ามีความเชี่ยวชาญในเรื่องหยกแล้ว เพราะสามารถที่จะแยกแยะระหว่างหยกและสิ่งที่ไมใช่หยกได้ " ซึ่งผู้ที่จะทำได้เช่นนี้จะต้องมีความชำนาญอย่างมาก ไม่สามารถฝึกฝนกันได้ง่าย ๆ
เรื่องนี้ บัณฑิตได้เรียนรู้เรื่องอะไร
1. ฝึกทักษะความชำนาญเกี่ยวกับหยก
2. การได้เรียนรู้เกี่ยวกับประสบการณ์ต่างๆ ผ่านเรื่องเล่าจากตา
3. ฝึกความอดทน ต่อการกระทำของตา
จากเรื่องที่เล่ามานี้ ผมเองได้ชี้ให้เห็นเกี่ยวกับเรื่องหลักในการพัฒนาฯ หรือการถ่ายทอดความรู้ ว่าไม่ได้มีเพียงแต่การบรรยายเท่านั้น แต่การถ่ายทอดความรู้ยังมีวิธีอีกมากมายหลายวิธี โดยเฉพาะในหลักการ ฝึกอบรม พัฒนา ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ จะต้องเลือกใช้วิธีการถ่ายทอดที่เหมาะสมกับ สิ่งที่เราต้องการพัฒนาซึ่งสามารถแบ่งเป็น 3 ด้านใหญ่ได้แก่ เช่นการพัฒนาความรู้ความเข้าใจ,การพัฒนาทักษะ, การพัฒนาด้านที่เกี่ยวกับทัศนคติ ความคิด ซึ่งในทางการศึกษาได้แบ่งระดับวัตถุประสงค์ของการจัดการศึกษาเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ พุทธิพิสัย (Cognitive Domain), จิตพิสัย(Affective Domain) และทักษะพิสัย(Psychomotor Domain)นั่นเอง
ดังนั้นวิธีการสอนที่เหมาะสมก็คือการเลือกใช้วิธีการสอนให้ตรงกับด้านที่เราต้องการพัฒนา กล่าวคือถ้าจะสอนเรื่องที่เป็นความรู้ความเข้าใจจะใช้วิธีใดได้บ้าง หรือถ้าจะฝึกทักษะจะต้องใช้วิธีการพัฒนาแบบใด และถ้าต้องการที่จะปรับทัศนคติวิธีการคิดเราควรจะใช้วิธีการพัฒนาแบบใด ซึ่งผู้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้จะต้องพิจารณาเลือกวิธีการเพราะ หากเลือกใช้วิธการที่ถูกต้องเหมาะสมก็จะทำให้ผู้เรียน หรือผู้ถูกพัฒนาเกิดการเรียนรู้ได้อย่างถูกต้องรวดเร็วตามที่เราต้องการ