Christine Tan : ประสบการณ์ของท่านในประเทศจีนได้มาจากการที่มีการติดต่อทางการเมืองกับผู้นำของจีน ท่านจะสูญเสียความสัมพันธ์บางอย่างตรงนี้ไปไหมในขณะที่จีนกำลังเปลี่ยนผู้นำใหม่
ท่านประธานธนินท์ : ต้องอธิบายอย่างนี้ ผมไม่มีเวลาที่จะไปทำความรู้จักพบปะผู้ใหญ่ แต่บังเอิญธุรกิจของซีพีเป็นปากท้องของประชาชนทุกระดับ ผู้นำของจีนจะต้องเข้าใจเรื่องปากท้องของประชาชนและต้องผลิตอาหารให้เพียงพอกับความต้องการของประชาชนไม่อย่างนั้นรัฐบาลจะอยู่ไม่ได้(คิดถึงองค์กรคนจนของไทยที่มาประท้วงรัฐบาลทหลายสมัย เช่น ในกรณีเขื่อนปากมูล ผู้นำของไทยกับผู้นำของจีนแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด ก็ให้น่าคิดเหมือนกัน) ซึ่งบังเอิญซีพีไปทำธุรกิจเกือบครบทุกมณฑล เหลือเพียงสองมณฑลที่ยังไม่ได้ไปลงทุน เวลาเราลงทุนต้องมีการติดต่อโรงงานและขยายตลาดไปถึงหมู่บ้านซึ่งเรารู้จักตั้งแต่ผู้ใหญ่บ้านกำนันจนไปถึงผู้ว่า จนไปถึงมณฑลก็รู้จักซีพี คงลำบากถ้าเราไปขอพบ แต่ท่านอยากจะขอพบเข้ามาศึกษามาเรียนรู้ เราเป็นเพื่อนกันตั้งแต่ตอนยังไม่พัฒนา ไม่ว่ารัฐบาลชุดไหน ซีพีก็มีคนรู้จักตั้งแต่ครั้งที่เป็นนายอำเภอ เป็นผู้ว่า รู้จักกันมานาน เพราะฉะนั้น เราไม่ได้อาศัยอิทธิพลของรัฐบาล เราอาศัย 3 ประโยชน์ที่ไปทำให้ประเทศเค้าได้ประโยชน์ประชาชนได้ประโยชน์แล้วซีพีถึงจะได้ประโยชน์(เท่าที่รู้มา เอกชนรายใหญ่ ๆ จะคอยสนับสนุบพรรครัฐบาล กันยกใหญ่ เช่นให้เงินไปหาเสียง เผื่อเอาไว้ใช้ประโยชน์ เช่น พอค่าเงินแข็ง ของแพง ขายไม่ออก ก็บีบให้รัฐบาลลดค่าเงิน รัฐบาลลดเองไม่ได้ เพราะไม่ใช่หน้าที่ รัฐบาลกับผู้มีหน้าที่จึงอาจจะต้องถึงกับมาราวีกัน)
Christine Tan : ถึงแม้ว่าจะเกิดวิกฤตในยุโรปและการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศอเมริกาก็ยังอ่อนแอ แต่ก็รู้สึกว่าท่านยังตั้งความหวังไว้เกี่ยวกับการเจริญเติบโตทางธุรกิจ ในทางปฏิบัติท่านจัดการกับปัญหาเรื่องการขึ้นราของวัตถุดิบ เช่น ถั่วเหลือง ข้าวโพด แต่ในขณะเดียวกับเนื้อก็ราคาไม่ดี เพราะเกิดการผลิตมากเกินไป
ท่านประธานธนินท์ : ตรงนี้มันเป็นปัญหาที่ต้องพบแน่นอน เพราะพอมีกำไรทุกคนก็เลี้ยงมากขึ้นหรือวัตถุดิบสูงขึ้นราคาตามไม่ทันก็กำไรน้อยลง แต่อย่างไรก็ตามทางซีพียึดหลักว่าเราพยายามแปรสภาพให้เป็นอาหารมนุษย์ที่ขายไปทั่วโลก อย่างเช่นกุ้งก็มีเกี๊ยวกุ้งซึ่งเกิดจากการแปรสภาพไม่ใช่ขายกุ้งแช่แข็ง ไก่ก็เป็นไก่ที่แปรสภาพแค่เอามาเข้าไมโครเวฟก็สามารถรับประทานได้แล้ว (ปัจจุบันธุรกิจไทยเก่งขึ้นมาก เราทำของกินได้ง่าย กินได้ทันที หรือแทบทันทีได้ด้วยไมโครเวฟ ฟังข่าว..ข้าวของโครงการหลวงไปบวกกับอาหารทะเลปุ้มปุ้ยของจังหวัดตรังเป็นอาหารสำเร็จรูป ข้าวถูกก็กลายเป็นข้าวแพงคนขายก็รวย แต่คนกินก็หากินได้ง่าย แม่จะแพงบ้างก็ต้องกิน แต่ก็อาจถูกได้ถ้าซื้อไปกินเอง ซึ้งอาจถูกกว่าเป็นกินที่ร้านอาหาร การคิดอะไรให้เนียน ๆ กว่าเดิมก็รวยได้ ประหยัดได้ ต่อไปเราอาจจะขายข้าวสุกให้ต่างชาติ เลิกขายข้าวเป็นกระสอบๆ ก็เป็นได้ ตามสมองของท่านธนินท์) แต่ดังนั้นวิกฤตจะเกิดขึ้นอย่างไรก็ตามอย่างผมไปศึกษาข้อมูลประเทศอเมริกาคนอเมริกาให้ความสำคัญกับเรื่องอาหาร 5 - 6% ไม่ว่าอาหารแพงก็ 5 - 6 % ในเรื่องอาหารไม่ว่าคนจะมีเงินเดือนแค่ 100 บาทแต่ในเรื่องอาหารต้องใช้ 5 – 6 บาทแม้จะยากจนยังไงเรื่องปากท้องก็ต้องมาก่อนอย่างอื่นไว้ทีหลัง ยุโรปก็ประมาณ 11 - 12 % ดังนั้นในประสบการณ์ของผมเกิดวิกฤตอย่างไรก็ตามอย่างอื่นประหยัดได้ แต่เรื่องอาหารการกินเนี่ยต้องกิน ต้องเหลือเงินไว้สำหรับใช้จ่ายเพื่อการรับประทาน ซึ่งค่าใช้จ่ายก็ไม่ได้แพง ถูกกว่าเรื่องซื้อรถยนต์ เรื่องฟุ่มเฟื่อยต้องหยุดชั่วคราวก่อนแต่ปากท้องเนี่ยหยุดไม่ได้ หยุดได้อย่างมาก 3 วันไม่กินข้าว ดังนั้นจากประสบการณ์ของผมเนี่ยวิกฤตเราก็ดี ตอนที่เศรษฐกิจดีเราก็ดีแต่ดีน้อยกว่าธุรกิจอื่น แต่เราใช้การขยายไปมีตลาดในโลกนี้ 6,000 – 7,000 พันล้านคนซึ่งต้องกิน ของใช้ยังหยุดชั่วคราวได้แต่ของกินเนี่ยหยุดไม่ได้
Christine Tan : ท่านได้เพิ่มเป้าหมายการลงทุนใน 5ปีข้างหน้าเพิ่มอีก 50% เป็นจำนวนเงิน 2,400 ล้านสหรัฐฯ ท่านกำลังคิดจะลงทุนในโครงการอะไรบ้าง และเงินส่วนใหญ่จะไปทางด้านซื้อบริษัทอื่นรึเปล่า
ท่านประธานธนินท์ : คืออย่างนี้ ทางที่ซีพีกำลังลงทุนเต็มที่คือเรื่องอาหารสำเร็จรูปและการค้าปลีกและเรื่องศูนย์อาหารและเกี่ยวกับพวกอาหารเปิดร้านย่อย หรืออย่างเช่นซีพีเฟรชมาร์ท ซึ่งเรามีกำลังการผลิต เราต้องสร้างเครือข่ายในการตลาด ซึ่งต้องควบคู่กับการผลิตไม่ใช่เราไปผลิตมาก ๆ แต่ไม่รู้ว่าจะขายที่ไหนขายให้ใคร สองเรื่องนี้เราต้องดำเนินการไปพร้อมกันและสำคัญอย่างยิ่งที่ซีพีประสบความสำเร็จ เราค้าปลีกทำไม เพราะค้าปลีกนั้นมีของกินมากกว่าของใช้ อย่างเช่นเซเว่นมีของกินมากกว่าของใช้ทั้งสดทั้งแห้งทั้งไม่ต้องเข้าตู้เย็นมีจำนวนมากกว่าของใช้ ดังนั้นธุรกิจของซีพีจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องขยายไปทั่วโลกลงทุนไปทั่วโลกอย่างเช่นวันนี้ ซีพีกำลังจะไปสร้างโรงงานผลิตอาหารสำหรับคนที่ประเทศอเมริกาแล้วขายกลับมายังเอเชียที่รสชาติและความต้องการตรงกับความต้องการของชาวเอเซีย (แน่จริง ๆ ฝรั่งเขาแน่กว่ามานาน แต่วันนี้ซีพีก็ทำได้ ต้องยกย่อง ๆ) แต่อเมริกาอาจไม่ต้องการและที่สำคัญราคาถูก ต่อไปในโลกนี้ไม่ใช่เอเชียไปขายให้อเมริกาอย่างเดียว แต่เอเชียจะต้องมีสินค้าขายไปยังอเมริกา เพราะเอเชียรวยขึ้นแล้ว ซึ่งสมัยก่อนประเทศอเมริการวยมีกำลังซื้อ แต่ในวันนี้เอเชียก็มีกำลังซื้ออย่างเช่นประเทศจีนก็มีเงินตราต่างประเทศมาก และมีเงินตราต่างประเทศที่สะสมอยู่เป็นที่ 13 ของโลกยังมากกว่าฝรั่งเศสต้องเข้าใจว่าไม่ใช่เอาแต่สินค้าเอเชียไปขายยุโรปผมจะตั้งโรงงานผลิตใช้เครื่องอัตโนมัติ ใช้คนน้อยที่สุดเพื่อผลิตสินค้าที่ชาวเอเชียต้องการขายส่งไปประเทศอเมริกา และขายกลับมายังทวีปเอเซีย
Christine Tan : ในขณะที่ประเทศอเมริกาและประเทศยุโรปเศรษฐกิจยังไม่แข็งแรงได้ทำให้เกิดมีโอกาสที่ท่านจะเข้าไปซื้อทรัพย์สินในราคาถูกอะไรบ้างที่ท่านคิดว่าอยากจะเข้าไปซื้อ
ท่านประธานธนินท์ : คืออย่างนี้ครับ ถ้าซีพีไปซื้อหรือไปร่วมลงทุนเราจะต้องหาธุรกิจที่ดีมีทีมงานที่ดีที่เก่ง ไม่ได้ซื้อทั้งบริษัทแล้วเอาคนไทยไปบริหาร ผมยังไม่มีคนผมดำไปบริหารคนผมแดง เรายังไม่ถึงขั้นนี้ แต่ผมจะไปเข้าหุ้น ไปลงทุนในบริษัทและไปซื้อสินค้าของเขามาแปรสภาพแล้วก็สร้างโรงงาน ถ้าโรงงานเขามีความสามารถที่จะผลิตอาหารเอเชียให้ผม แล้วผมก็เอามาขายยังเอเซียและประเทศอเมริกา อย่างคาร์ฟูร์ผมไม่ได้ซื้อ ผมไปลงทุนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่รายหนึ่งในคาร์ฟูร์เพื่อจะนำสินค้าในเอเชียไปผ่านเครือข่ายในการขายสินค้าของคาร์ฟู หรือคาร์ฟูร์มาลงทุนในเอเชียผมมีโอกาสสนับสนุน(รวยได้ด้วยการไปร่วมลงทุน หรือรับการร่วมลงทุน แต่จะทำได้ต้องมีบารมี ที่เชื่อถือได้มานานวันกันทั้งสองฝ่าย) นโยบายของซีพีเป็นอย่างนี้ครับ อย่าเรียกว่าไปซื้อ เรียกว่าไปร่วมลงทุนเลยดีกว่า ร่วมงานกับคนเก่ง แล้วก็ไปกับเขาและก็เสริมซึ่งกันและกันได้ประโยชน์ทั้งคู่แต่อย่าเข้าใจผิดว่าไปซื้อคาร์ฟูร์ แค่ไปร่วมลงทุนลงหุ้นกับเขา
Christine Tan : นอกจากคาร์ฟูร์และสมิทฟิลด์แล้วท่านยังคิดที่จะร่วมทุนอย่างอื่นด้วยไหม
ท่านประธานธนินท์ : คืออะไรที่เราไปร่วมแล้วได้ประโยชน์ ผมก็กำลังศึกษาอยู่ เราไปร่วมกับเขาแล้วเราต้องทำประโยชน์ให้กับเขา และในเวลาเดียวกันซีพีก็ได้ประโยชน์ด้วย อย่างนี้ผมถึงจะไปร่วม ไม่ใช่ว่าไปร่วมกับบริษัทที่ไม่สำเร็จ ผมจะร่วมกับบริษัทที่สำเร็จและที่สำคัญที่สุดต้องมีทีมงานที่บริหารที่เก่งผมถึงจะไปร่วมนะครับ อย่างคาร์ฟูร์เนี่ยมีประธานบริษัทที่เก่งมาก ผมเห็นว่าเขาบริหารคาร์ฟูร์จะต้องได้ผลกำไรฟื้นกลับมาแน่นอนและก็กำไรดีมากไป เราต้องอาศัยคนเก่งในคาร์ฟูร์หรืออาศัยคนเก่งใน Smithfield (ผมก็ไม่เคยรู้จักจึงนำฝากครับ บริษัทผู้ผลิตเนื้อหมูที่ใหญ่ที่สุดในโลก http://en.wikipedia.org/wiki/Smithfield_Foods)
Christine Tan : ขอให้ท่านชี้แจงให้ชัดเจนว่าท่านจะไม่ได้เข้าไปซื้อคาร์ฟูร์
ท่านประธานธนินท์ : ใช่ ผมไม่ได้จะเข้าไปซื้อคาร์ฟูร์ แต่จะแค่เข้าไปซื้อหุ้นจำนวนส่วนหนึ่งของคาร์ฟูร์เท่านั้น ไม่ได้ซื้อหุ้นทั้งหมดของคาร์ฟูร์ คือเราจะไม่เปิดเผยในข้อมูลส่วนนี้เพราะมันเป็นเรื่องมารยาทและเรื่องการตลาด แต่เรามีนโยบายว่าจะไปลงทุนคือเป็นผู้ถือหุ้นส่วนหนึ่งของคาร์ฟูร์
Christine Tan : ท่านกำลังคิดว่าจะซื้อสักเท่าไหร่
ท่านประธานธนินท์ : ถ้าดีที่สุดจะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่หรือไปเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ส่วนหนึ่งในผู้ถือหุ้นที่มีอยู่ คือเราจะไม่เด่น ต้องเข้ากับผู้ถือหุ้นใหญ่ในปัจจุบัน ต้องดูว่าเขาต้อนรับเราเข้าไปไหม ต้องการจะให้เราถือหุ้นเท่าไร เพราะ เราไม่ได้จะไปเทคโอเวอร์ เราแค่จะไปร่วมกันทำให้ได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย(เป็นหลักคิดที่ดี ที่น่าจะน่าจะนำไปใช้ ประยุกต์ใช้ได้หลายเรื่อง) ไม่ใช่เราได้ฝ่ายเดียว ถ้าเขาเห็นว่าเราเข้าไปร่วมทุนแล้วเขาได้ประโยชน์และซีพีก็ได้ประโยชน์ก็แล้วแต่ว่าผู้ถือหุ้นเดิมรึผู้ถือหุ้นใหม่จะให้เราเท่าไหร่นี่เป็นนโยบายของผม ว่าจะไม่ไปเทคโอเวอร์ ขอให้ชัดเจนในจุดนี้ Christine Tan : ดังนั้นการที่ท่านได้แสดงเจตนาว่าจะไปร่วมลงทุนกับคาร์ฟูร์อันนี้คิดว่าได้รับการต้อนรับจากนักลงทุนรายอื่นหรือไม่ในคาร์ฟูร์
ท่านประธานธนินท์ : ยังไม่ถึงเวลาที่จะเปิดเผย คือถ้าหากทางผู้ถือหุ้นเดิมหรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ไม่ต้อนรับเรา เราก็จะไม่ไปเข้าร่วมหุ้น เราเข้าไปเป็นมิตรกันเป็นเพื่อนกัน ไม่ใช่เข้าไปควบคุม
Christine Tan : ท่านผลิตอาหารและส่งอาหารไปขายใน 40กว่าประเทศในวันนี้ เรื่องความปลอดภัยของอาหารนี้เป็นเรื่องใหญ่ท่านมีนโยบายในด้านนี้อย่างไรในเมื่อตอนนี้ทุกอย่างไปเน้นในเรื่องของการทำกำไร แล้วก็ทำให้ฟาร์มไม่เอาเทคโนโลยีสูง ๆ ไปทำเพราะมีการลงทุนจำนวนมาก เรื่องความสนใจของท่านกับเรื่องความปลอดภัยของอาหารมีขนาดไหน
<p></p> <p>ท่านประธานธนินท์ :สำคัญที่สุดคืออาหารปลอดภัย โดยเฉพาะกับประเทศที่กำลังพัฒนาเพราะประเทศที่กำลังพัฒนา ไม่ได้เกิดจากการเลี้ยง การผลิตไปถึงขั้นสุดท้าย อย่างประเทศที่เจริญแล้วเลี้ยงสุกรก็ต้องมีฐานะและมีฟาร์มที่ทันสมัยทุกอย่างทำถูกต้อง ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วต้องเป็นเช่นนี้ ตรงนี้แหละที่เป็นจุดเด่นของซีพี ซีพีจะไปประเทศไหนก็ตาม ยิ่งในประเทศที่ด้อยพัฒนา ประเทศด้อยพัฒนาเพราะขาดแคลนคนเก่ง ไม่เข้าใจการเลี้ยง ไม่มีความสามรถในการเลี้ยงไก่พันธุ์ หมูพันธุ์ ไม่มีทุนที่จะไปเลี้ยงไก่ที่ทันสมัยซึ่งต้องลงทุนสูง แต่จริง ๆ แล้วถ้าไฮเทคจะเกิดสองสูง ยิ่งการลงทุนสูงประสิทธิภาพก็จะยิ่งสูง ทำให้ต้นทุนถูกและคุณภาพดี (เทคโนโลยีที่ลงทุนสูง ๆ ก็เพื่อนำมาทำอะไรให้ได้มากๆ ได้ดีเสมอต้นเสมอปลาย ทำให้รวยขึ้นได้ หากมีเงินลงทุน หรือมีสมองที่จะหาทุน แต่ที่สำคัญต้องมีบารมีมานาน ๆ ) </p><p>กลายเป็นต้นทุนถูกซึ่งซีพีมีความสามารถในการส่งเสริมเกษตรกร อะไรที่เกษตรกรเลี้ยงอะไรที่ซีพีทำได้แบ่งหน้าที่กัน สิ่งซีพีทำอย่างเช่นการค้นคว้าศึกษาต้องเป็นหน้าที่ของซีพี ตอนที่เลี้ยงซีพีไปสนับสนุนเกษตรกรในการเลี้ยงทุนเงินเทคโนโลยีความรู้และตลาด ซีพีเป็นคนทำเรื่องไฮเทค เรื่องแปรสภาพซีพีเป็นคนทำแล้วก็ไปถึงเรื่องการขนส่งการขายการตลาด เพราะฉะนั้นเราควบคุมได้ทุกขั้นตอนถึงจะมีความปลอดภัยไม่เสี่ยงในเรื่องอาหารไม่มาตรฐาน (จะทำอะไรก็ตาม ต้องมีวัตถุดิบที่ดี มีคุณภาพ มีขั้นมีตอน ถ้าทุกขั้น ถูกต้อง ตามที่กำหนดไว้ ผลงานหรือผลผลิตก็จะมีคุณภาพออกมาได้ แต่ที่สำคัญก็คือคนที่ทำต้องดีมีคุณภาพอยู่ในตัวด้วย ดังเช่นธนินท์ เจียรวนนท์ ที่เป็นคนคุณภาพบุคคลตัวอย่างของไทย)</p>
</span></span></span></span></span>ต่อตอนที่ 4</span><div><pre style="font-size: 18px;"><p>ข่าว 3 ธันวาคม 2555</p>
จาก CP e-news
</code></pre></b></b></div>