พลังการผลิตและความสัมพันธ์ทางการผลิต

  มาร์กซ์ได้แบ่งสังคมทุกสังคมออกเป็น 2 ส่วน คือ โครงสร้างส่วนบน และโครงสร้างส่วนล่าง โครงสร้างส่วนบน (super structure) เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของความคิด ปรัชญา ค่านิยม อุดมการณ์และกฎหมาย โครงสร้างส่วนล่าง (infrastructure/ substructure) เป็นการผลิตทางเศรษฐกิจ ประกอบด้วยวิถีการผลิต (mode of production) ในวิถีการผลิตมีองค์ประกอบอยู่ 2 ส่วนก็คือ 1. พลังทางการผลิต ประกอบด้วยแรงงานและเครื่องมือในการผลิต 2. ความสัมพันธ์ทางการผลิต ประกอบด้วยกรรมสิทธิ์ ความเป็นเจ้าของกิจการ ซึ่งเป็นของชนชั้นปกครอง มาร์กซ์กล่าวว่าวัตถุย่อมกำหนดรูปการจิตสำนึก ดังนั้นวิถีการผลิตย่อมกำหนดโครงสร้างส่วนบนด้วย และความขัดแย้งระหว่างพลังการผลิตกับความสัมพันธ์การผลิต เป็นมูลเหตุแห่งการพัฒนา และการเปลี่ยนแปลงปฏิวัติของรูปแบบการผลิตหรือวิถีการผลิตก็เป็นมูลเหตุพื้นฐานแห่งการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงปฏิวัติของ "ลักษณะของสังคม" ทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ ความขัดแย้งระหว่างพลังการผลิตกับความสัมพันธ์การผลิต จึงเป็นความขัดแย้งพื้นฐานของ "รูปแบบสังคม" ทั้งปวง กล่าวคือจะเป็นอะไรระหว่างศักดินา สังคมนิยม และทุนนิยมต้องดูว่าพลังการผลิตและความสัมพันธ์ทางการผลิตเป็นอะไร

  เมื่อพูดถึงพลังการผลิต  ก็หมายถึง แรงงานของมนุษย์ (ซึ่งรวมถึงทักษะและความชำนาญ) ที่นำ "ปัจจัยการผลิต" มาทำการผลิตนั่นเอง ส่วนปัจจัยการผลิตได้แก่ เครื่องมือการผลิต ที่ดิน ป่าไม้ แม่น้ำ ลำธาร แหล่งแร่ วัตถุดิบ สิ่งก่อสร้างเพื่อการผลิต เครื่องมือการสื่อสารคมนาคม เป็นต้น (ในปัจจุบันยังรวมถึงความสามารถใน การประดิษฐ์คิดค้นและทรัพย์สินทางปัญญาด้วย) ในบรรดาปัจจัยการผลิตเหล่านี้ เครื่องมือการผลิต มีความสำคัญที่สุด อีกทั้งยังเป็นเครื่องชี้วัดระดับแห่งการพัฒนาของ "พลังการผลิต" ของสังคม และสมรรถภาพของมนุษย์ในการดัดแปลงธรรมชาติ ในการผลิต พลังการผลิต จึงเป็นปัจจัยสำคัญทางวัตถุของ "พลังการผลิตของสังคม" แต่พลังการผลิตจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อผู้ใช้แรงงานได้นำ เครื่องมือการผลิต และ ปัจจัยการผลิต ไปใช้ในการผลิตเท่านั้น ดังนั้นผู้ใช้แรงงานจึงมีบทบาทหลักและสำคัญที่สุดในการผลิต ไม่มีการใช้แรงงานของผู้ใช้แรงงาน เครื่องมือการผลิตและปัจจัยการผลิต ตลอดจนปัจจัยการใช้แรงงานอื่น ๆ ก็ไม่สามารถจะกลายเป็นพลังการผลิตที่เป็นจริงได้ การประดิษฐ์และการปรับปรุงเครื่องมือการผลิต  จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยผู้ใช้แรงงานทั้งสิ้น ผู้ใช้แรงงานจึงเป็นพลังการผลิตที่สำคัญที่สุด ในประวัติศาสตร์ การที่สังคมแต่ละยุคสามารถพัฒนาพลังการผลิตได้สูงกว่าสังคมยุคก่อนหน้านั้น ก็เพราะชนชั้นที่ถูกเอาเปรียบได้ใช้ (หรือสามารถใช้) เครื่องมือการผลิต (เครื่องมือการผลิต เช่น ที่ดิน ป่าไม้ แม่น้ำ ลำธาร แหล่งแร่ วัตถุดิบ สิ่งก่อสร้างเพื่อการผลิต เครื่องมือการสื่อสารคมนาคม)ที่ก้าวหน้ากว่าในการผลิตนั่นเอง

  ที่นี้มาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางการผลิตหรือความสัมพันธ์ในสังคม นอกจากมนุษย์จะเกิดความสัมพันธ์กับโลกธรรมชาติในกระบวนการผลิตแล้ว ยังเกิดความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันในกระบวนการผลิต ซึ่งมีรูปแบบที่แตกต่างกันไป  ความสัมพันธ์ทางสังคมในระหว่างมนุษย์ที่ก่อตัวขึ้นในกระบวนการผลิตนี้ ก็คือ "ความสัมพันธ์การผลิต" ของสังคมนั่นเอง สัญลักษณ์ของความสัมพันธ์การผลิต กำหนดที่รูปแบบกรรมสิทธิในปัจจัยการผลิต เช่นชนชั้นที่ถูกเอาเปรียบใช้แรงงานผลิตสิ่งของหรือผลผลิตมาแล้วใครเป็นเจ้าของ? กษัตริย์ เจ้า ข้าราชการ พ่อค้า นายทุนหรือชนชั้นที่ถูกเอาเปรียบ รูปแบบระบอบกรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิต จึงเป็นรากฐานของความสัมพันธ์การผลิต

รูปแบบระบอบกรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิตที่แตกต่างกัน กำหนดฐานะและความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ที่แตกต่างกันของคนเราในการผลิต ดังนั้น เนื้อหาของความสัมพันธ์การผลิต จึงประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่

1. รูปแบบระบอบกรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิต เช่นผลิตมาแล้วได้ใคร
2. ฐานะและความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันในกระบวนการผลิตของกลุ่มสังคม (กลุ่มชน) ที่แตกต่างกัน อันเกิดจากข้อ 1. เช่นเป็นชนชั้นปกครองหรือถูกปกครอง
3. รูปแบบการแบ่งปันผลิตผลที่กำหนดโดยข้อ 1. และ 2.

เนื้อหาทั้ง 3 ด้านนี้ ส่งผลสะเทือนซึ่งกันและกัน แต่ "ระบอบกรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิต" เป็นด้านหลักที่เป็นผู้กำหนดรูปลักษณ์ของสังคม เป็นพื้นฐานที่สุด และเป็นธาตุแท้ของความสัมพันธ์การผลิต

  แบบวิธีการผลิต ปัจจัยวัตถุหรือแบบวิธีการได้มาซึ่งปัจจัยการครองชีพที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ คือปัจจัยชี้ขาดในกระบวนการพัฒนาของสังคม เพราะมนุษย์จำเป็นจะต้องมีชีวิตอยู่ให้ได้เสียก่อน จึงจะเคลื่อนไหวทางการเมือง ทางวิทยาศาสตร์ ทางศิลปะ ฯลฯ ได้  อย่างน้อยก็จำเป็นจะต้องกิน ดื่ม มีเสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย รวมทั้งปัจจัยจำเป็นอย่างอื่นเช่นพลังงานเชื้อเพลิง ความบันเทิง เป็นต้น การที่จะได้มาซึ่งปัจจัยการครองชีพเหล่านี้ มนุษย์จำเป็นจะต้องทำการผลิต  หากห่างเหินจากการผลิตปัจจัยการครองชีพตลอดจนการผลิตเครื่องมือการผลิตที่จำเป็นเพื่อการผลิตปัจจัยการครองชีพและปัจจัยการใช้แรงงานอื่น ๆ  มนุษยชาติก็ไม่อาจจะดำรงอยู่ได้และก็ไม่อาจจะมีชีวิตทางสังคม  การผลิตปัจจัยวัตถุเพื่อการครองชีพจึงเป็นรากฐานแห่งการดำรงอยู่ทางสังคมของมนุษยชาติ

  ดังนั้นโฉมหน้าของสังคมหนึ่ง ๆ จึงกำหนดโดย "แบบวิธีการผลิต" นั่นเอง ส่วนระบอบพื้นฐาน โครงสร้างชนชั้น ตลอดจนทัศนะทางการเมือง กฎหมาย ศีลธรรม ฯลฯ ของสังคมหนึ่งๆ  ถึงที่สุดแล้วก็กำหนดโดยแบบวิธีการผลิตด้วย การเปลี่ยนแปลงของแบบวิธีการผลิต กำหนดให้รูปลักษณ์สังคมหนึ่งแปรเปลี่ยนไปสู่อีกรูปลักษณ์สังคมหนึ่ง เมื่อแบบวิธีการผลิตอย่างหนึ่งพัฒนาถึงระยะที่แน่นอนหนึ่งแล้ว ก็จำต้องถูกแบบวิธีการผลิตใหม่เข้าแทนที่

  ความขัดแย้งระหว่าง "พลังการผลิต และ ความสัมพันธ์การผลิต" นำไปสู่การปฏิวัติเปลี่ยนแปลง "แบบวิธีการผลิต และ รูปลักษณ์สังคม" พลังการผลิตและความสัมพันธ์การผลิตที่ประกอบขึ้นเป็น 2 ด้านในแบบวิธีการผลิตนี้ พลังการผลิตเป็นปัจจัยที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดและปฏิวัติที่สุด  มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงปฏิวัติอยู่เสมอ ความสัมพันธ์ทางการผลิตมีความมั่นคงกว่า (อย่างสัมพัทธ์) เมื่อเทียบกับพลังการผลิต เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็จะกลายเป็นรูปแบบที่แน่นอนหนึ่ง (อย่างสัมพัทธ์) ในระยะประวัติศาสตร์หนึ่ง ๆ

  การเปลี่ยนแปลงปฏิวัติและการพัฒนาของการผลิต มักจะเริ่มต้นจากการปฏิวัติและพัฒนาของพลังการผลิต หรือ เครื่องมือการผลิตนั่นเอง  ความจัดเจนในการผลิตของผู้ใช้แรงงาน และสมรรถนะของการใช้แรงงาน ได้สะสมและเพิ่มพูนขึ้นตลอดเวลา จึงค่อย ๆ ปรับปรุงเครื่องมือการผลิต สร้างสรรค์และคิดค้นเครื่องมือการผลิตใหม่ ๆ ขึ้น การปรับปรุงเครื่องมือการผลิตที่เด่นชัดแต่ละครั้ง ช่วยให้สมรรถนะการใช้แรงงานพัฒนาได้มากขึ้น ๆ ในที่สุดก็สามารถเพิ่มพลังการผลิตให้สูงขึ้นไปสู่ระดับใหม่

  "พลังการผลิต" และ "ความสัมพันธ์ทางการผลิต" เป็นสองด้านที่ต่างก็ "ส่งเสริม-สนับสนุน" หรือ "ขัดขวางเหนี่ยวรั้ง" ซึ่งกันและกัน  แต่ พลังการผลิตเป็นด้านที่มีบทบาทชี้ขาด เพราะมาร์กซ์เชื่อในเรื่องวัตถุมากกว่าจิต และความสัมพันธ์การผลิตที่เกิดขึ้นจะต้องสอดคลองกับสภาพของพลังการผลิต การผลิตจึงจะสามารถพัฒนาไปได้อย่างราบรื่น

โดยสรุปแบบวิธีการผลิตในช่วงประวัติศาสตร์สังคมหนึ่ง ๆ มี "พลังการผลิต" ที่เหมาะสม เป็น "เนื้อหา" ของสังคมนั้น ๆ และมี "ความสัมพันธ์ทางการผลิต" ที่สอดคล้องกัน เป็น "รูปแบบ" ของสังคมนั้น ๆ  "พลังการผลิต" จะพัฒนาได้ต้องอาศัยรูปแบบของ "ความสัมพันธ์ทางการผลิต" ที่เหมาะสมกัน เนื้อหากำหนรูปแบบ  มาร์กซ์เชื่อว่ารูปแบบจะต้องสอดคล้องกับเนื้อหา มีพลังการผลิตอย่างไร ก็จะเกิดความสัมพันธ์การผลิตอย่างนั้น เมื่อ "พลังการผลิต" พัฒนารุดหน้าไปถึงระดับใหม่ที่สูงกว่า ก็จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงปฏิวัติของ "ความสัมพันธ์การผลิต" ไม่ช้าก็เร็ว

หนังสืออ้างอิง

สุภางค์ จันทวานิช. (2553). ทฤษฎีสังคมวิทยา.กรุงเทพฯ:ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี.คาร์ล มาร์กซ์. http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%A5_%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%8B%E0%B9%8C  เข้าถึงเมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2556

อรทัย  ปิ่นเกตุมณี. พลังการผลิตและความสัมพันธ์ทางการผลิต 1.http://firelamtung.com/index.php?option=com_content&view=article&id=28:---1&catid=1&Itemid=19  เข้าถึงเมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2556