บทความเรื่อง Light Fantastic ในนิตยสาร The Smithsonian ประจำเดือนมีนาคม ๒๕๕๖ บอกเราว่า ในส่วนลึกของทะเล ที่แสงอาทิตย์ส่งไม่ถึงนั้น สัตว์ทั้งหลายต่างก็เรืองแสง สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในทะเลลึก ไร้แสง ต่างก็วิวัฒนาการกลไก bioluminescence ของตนขึ้นมาใช้ในการดำรงชีวิต สำหรับป้องกันตนเองจากผู้ล่า และในขณะเดียวกัน เพื่อใช้ล่าเหยื่อด้วย รวมทั้งใช้หาคู่ผสมพันธุ์
เขาบอกว่า ในทะเล แสงอาทิตย์ลดลง ๑๐ เท่า ทุกๆ ความลึก ๒๒๕ ฟุต และที่ ๓,๐๐๐ ฟุต ก็มืดสนิท ที่นั่นสัตว์แสดงตัวด้วยแสงไม่ใช่ด้วยสี
แต่ผมทั้งเชื่อและไม่เชื่อ เชื่อส่วนที่เขาพบและนำมาให้ดู แต่ไม่เชื่อว่าในสภาพไร้แสง สิ่งมีชีวิตจะสื่อสารกันด้วยแสงในตัวเท่านั้น ผมคิดว่าน่าจะมีการสื่อสารด้วยประสาทชนิดอื่นด้วย เช่น คลื่น กลิ่น และสัมผัส
อย่างไรก็ตาม บทความนี้เล่าเรื่องการค้นพบสัตว์ชนิดใหม่ ปรากฏการณ์ใหม่ๆ หรือความลี้ลับของชีวิตในทะเลลึก ที่ศึกษาด้วยวิธีการเรืองแสง จนทำให้ผมคิดว่า หาก E.A. Widder อยู่ในเมืองไทย เธอจะได้รับสมญานามว่า “เจ้าแม่เรืองแสง”
ที่จริงความเรืองแสงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในทะเลลึก ที่ผิวน้ำทะเลชายฝั่ง และในทะเลสาบน้ำจืด ก็มีสิ่งมีชีวิตเรืองแสง
เธอกำลังศึกษา “ความเรืองแสง” ของน้ำทะเลที่ชายฝั่งของประเทศ มัลดีฟ เพื่อบอกระดับมลภาวะ
ทำให้ผมระลึกถึงคำอธิบายที่เคยได้รับ เมื่อเห็นแสงเรืองในทะเลยามค่ำคืน ว่าเกิดจากฟอสฟอรัส ว่าน่าจะผิด จริงๆแล้ว น่าจะเกิดจากสิ่งมีชีวิตที่เรืองแสงมากกว่า
บทความจบลงที่น้ำในทะเลสาบแห่งหนึ่งในฟลอริดา ที่ความเรืองแสงลดลง เพราะจุลินทรีย์ในน้ำและในดินถูกทำลายจากสารพิษ ได้แก่ ยาฆ่าแมลง และสารไฮโดรคาร์บอนจากน้ำมันปิโตรเลียม
ไร้แสงเรืองไร้ชีวิต
วิจารณ์ พานิช
๒๕ ก.พ. ๕๖
...มนุษย์ใช้เวลา..เกือบสี่ร้อยปี..ที่ทำให้...โลกเรืองแสง..อยู่ในปัจจุบัน..ด้วยเทคนิคความก้าวหน้าในการเรียน..รู้..ทางวิทยาศาตร์..(ฝรั่งเล่า)...