การให้เวลา การมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี และความเมตตา ที่ตั้งใจมอบให้แก่กันด้วยใจจริง จะช่วยให้เกิดความไว้วางใจ จนเขาอยากปรึกษาหารือกับเรา

  งานเยี่ยมบ้าน เป็นภารกิจแห่งจิตวิญญาณของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหลายๆคน และผู้มีจิตสงเคราะห์ทั้งหลาย ก็คงชื่นชอบงานเยี่ยมบ้านเช่นกัน  เพราะที่บ้านของผู้ที่เราไปเยี่ยมนั้น อบอวลไปด้วยมิตรภาพ และความยินดีปรีดาของกันและกัน เราอาจจะคิดว่าไปเยี่ยมในรายที่มีความทุกข์มากๆก่อนเป็นอันดับต้นๆ แต่บางครั้งเราก็พบเจอเหตุการณ์ ที่คาดไม่ถึงเหมือนกัน อาจเดาผิดด้วยซ้ำว่าเขากำลังทุกข์ร้อนเรื่องอะไร

   เป็นเรื่องธรรมดาค่ะ ไปเยี่ยมคนพิการขาขาด เราก็ให้ความสนใจการขาดอวัยวะสำคัญส่วนนั้น  ซึ่งจะสร้างทุกข์ให้เขามากน้อยเพียงใด ที่จริงแค่เห็นความไม่ครบของเขา เราก็รู้สึกสงสารเป็นอย่างมากแล้ว ดังคนไข้รายนี้ที่วันหนึ่งผู้เขียนได้ไปเยี่ยมเขามา

    น้าถวิล  ทิมรอด เป็น อสม.ที่พาผู้เขียนไปเยี่ยม บัญจบ  ซื่อตรง ที่เมื่อ7 ปีที่แล้ว เขาเคยทำงานเป็นคนสวนให้ที่สถานีอนามัยของผู้เขียนเอง แต่ต่อมาเกิดอุบัติเหตุรถมอร์เตอร์ไวด์ชนกับรถยนต์ ทำให้ต้องเสียขาข้างขวาไป จากนั้นผู้เขียนก็ย้ายไปปฏิบัติราชการอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งไกลกันมาก จากไป 5 ปี ก่อนจะได้กลับมาที่นี่อีกตรั้ง แล้วได้มาเยี่ยมบัญจบที่บ้าน


  น้าถวิล ร้องบอกว่ามีคนมาเยี่ยม บัญจบก็เอามือป้องหู แล้วบอกว่า ขอฟังเสียงหน่อย ซึ่งตอนนั้นผู้เขียนยืนอยู่ไกลพอสมควร คิดว่าเขาคงจำไม่ได้ จึงถามว่าบัญจบ เป็นอย่างไรบ้าง พอได้ยินแค่เสียง บัญจบก็ร้องอย่่างดีใจ เรียกชื่อผู้เขียนถูกต้องทันที แล้วก็แสดงความดีใจยกใหญ่

  บัญจบเล่าชีวิตประจำวันว่า ส่วนใหญ่นอนฟังวิทยุ รายการธรรมะตั้งแต่เช้ามืด บางครั้งก็ทำสมาธิด้วย การช่วยเหลือตนเองนั้นทำได้พอสมควร เอาแค่ใช้ชีวิตประจำวันในบริเวณบ้าน ทั้งในอและนอก อย่างนี้สบายมาก ว่าแล้วบัญจบก็คว้าขาปลอมใกล้ๆที่นั่งอยู่มาสวมอย่างชำนาญ


  ต้องขอบอกว่าขาเทียมของบัญจบนั้น เหมือนยางรถที่เริ่มสึกกร่อน มีความเห็นว่าสมควรต้องขอขาใหม่เสียแล้ว  ผู้เขียนนึกไปถึงแหล่งที่จะต้องไปขอขาเทียมมาให้ เพื่อส่งเสริมให้เขาได้รับความสะดวกสบายเพิ่มขึ้น บางครั้งการให้อวัยวะเทียมแก่คนพิการนั้น ต้องคอยดูเหมือนกันว่ามีความชำรุดหรือยัง และต้องดำเนินการช่วยเหลือจัดหาให้คนพิการเหล่านี้ด้วย บางคนได้รับครั้งเดียว ตลอดชีวิตก็มี แถมยังรู้สึกดีอีกด้วย ว่ามีอวัยวะเทียมใช้แล้ว แค่ครั้งเดียวก็ปลื้มใจ

    ขณะที่ผู้เขียนกับน้าถวิลคุยหารือกันอยู่นั้น บัญจบนั่งฟังเงียบๆสักพัก ก็บอกพวกเราอย่างเกรงใจว่า ขาเทียมของผมยังใช้ได้อยู่ ไม่ได้มีปัญหาอะไรมาก เพราะไม่ค่อยได้ใช้หรอก ผมไม่ได้มีปัญหาเรื่องขาขาดครับ

  อ้าว! แล้วอะไรล่ะที่บัญจบรู้สึกว่าเป็นปัญหา เขาบอกว่า หมอรู้ไหม ตาผมสองข้าง กำลังจะมองไม่เห็น เพราะเป็นต้อกระจก ว่าแล้วเขาก็ยกฝ่ามือขึ้นมามองดู แทบจะติดใบหน้า ผมเห็นได้ระยะแค่นี้เอง  หมอที่โรงพยาบาลเขาบอกให้หาเวลาไปนัดผ่าตัด แต่ไม่รู้จะไปอย่างไร

   มิน่า บัญจบมองไม่เห็นผู้เขียนเลย จึงขอให้พูดกับเขาก่อนในครั้งแรกที่พบกัน  แล้วจึงทักทายจำได้ บัญจบมีปัญหาใหญ่ที่ตาทั้งสองข้างนั่นเอง การสนทนาจึงเลื่อนจากเรื่องขา มาที่ดวงตาทั้งสองของบัญจบ สรุปว่า หมอให้ไปนัดเพื่อขอคิวในวันอังคารไหนก็ได้ น้าถวิล อสม.เพื่อนบ้านกัน ก็รับอาสาจะพาไปโรงพยาบาลเอง ผู้เขียนก็เลยสมทบค่ารถไปให้ คาดว่าบัญจบ คงได้มีโอกาสมองเห็นอะไรๆ ได้ชัดเจนอีกครั้งในเร็ววันนี้ 


  ได้เรียนรู้ว่าปัญหาต่างๆของคนอื่น ไม่ได้เป็นอย่างที่เราเห็นเท่านั้น เขาอาจมีปัญหาใหญ่ แต่ซ่อนเร้นเอาไว้อีกมากมาย การให้เวลา การมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี และความเมตตา ที่ตั้งใจมอบให้แก่กันด้วยใจจริง จะช่วยให้เกิดความไว้วางใจ จนเขาอยากปรึกษาหารือกับเรา

เป็นประสบการณ์ที่ต้องจดจำ กับการดูคนไข้แบบองค์รวม ที่ผู้เขียนยังต้องปรับปรุงให้ดียิ่งๆขึ้นไปอีกในอนาคตค่ะ