ประชานิยมชั้นสูง (ควันหลงจากการเสนอให้มีการปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์)
ผมเห็นว่าในระบบการเมืองไทยนั้นโครงสร้างพรรคการเมืองเป็นปัจจัยย่อยต่อการชนะเลือกตั้ง ดูพรรคทักษิณสิครับ ไม่มีโครงสร้างอะไรเลย ทักษิณสั่งคนเดียว จบ ชนะ
ผมยังเห็นว่าการเมืองไทยต้องชนะกันที่ "นโยบายและการตลาด" และนโยบายที่จะชนะในตอนนี้ไม่มีทางอื่น นอกจากประชานิยม ว่าไปแล้วปชต. ทั่วโลกก็ประชานิยมทั้งสิ้น
แต่ช้าก่อน ประชานิยมมีได้หลายรูปแบบ คือแบบชั้นต่ำ กลาง ถึงประชานิยมชั้นสูง
เช่นในบทความ “6 นโยบายที่ทักษิณไม่มีทางคิดตามทัน” ที่ผมได้เขียนเสนอไว้นั้น ทุกเรื่องเป็นประชานิยมทั้งสิ้น ผมขอทวนทั้ง ๖ ข้ออีกทีครับ
1.สร้างโรงงานอุตสาหกรรมระดับตำบลขึ้นทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตก่อนส่งออกขาย โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ
2.จัดตั้งร้านค้าปลีกแบบสหกรณ์ทุกตำบลทั่วประเทศ เพื่อให้เงินหมุนเวียนหล่อเลี้ยงท้องถิ่นแทนการไปเข้ากระเป๋าโลตัส นายทุนต่างชาติ
3.ปรับการเกษตรและปศุสัตว์ให้เป็นแบบชีวภาพ 100% ภายใน 8 ปี
4.ปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำให้ได้เกณฑ์มาตรฐานสากลภายใน 8 ปี (เทียบค่าครองชีพแล้ว)
5.ลดพื้นที่ทำไร่นาลงให้เหลือเพียงพอกินในประเทศที่เหลือปลูกป่าแทน
6.ยกเลิกด่านตำรวจทั่วประเทศ
ว่าไปแล้วเป็นประชานิยมยิ่งกว่าทักษิณ ๒๐ เท่า เพราะมันจะทำให้ประชาชนร่ำรวยกว่าปกติ ๒๐ เท่า แม้ข้อ ๖ ก็ยิ่งประชานิยม เพราะประชาชอบและลดค่าใช้จ่าย(ค่าด่านตำรวจ)
เพียงแต่ว่าการนำเสนอ (การตลาด) จะทำอย่างไรให้ประชาชนตระหนักว่า เออจริงแฮะ ดีกว่าถูกทักษิณหลอกด้วยประชานิยมชั้นต่ำมาก
ถ้าทำการตลาดได้ ขายออก ก็น่าจะชนะเลือกตั้งถล่มทะลาย แม้ด้วยนโยบาย ๖ ข้อนี้
ผมลองนึกง่ายๆ อาจปรับการตลาด ๖ ข้อเสียใหม่ให้เป็นแบบประชานิยมชั้นต่ำที่คน (ชั้นต่ำ) ชอบได้ว่า
๑. ชาวไร่นาทุกคนจะเป็นเจ้าของโรงงาน มีเงินใช้มากขึ้น ๒๐ เท่า
๒. ร้านค้าปลีกหรูติดแอร์แถมสินค้าถูกกว่าโลตัสมาจ่ออยู่หัวกะไดบ้านทุกตำบล
๓. อาหารสะอาดไม่มีพิษและโรค ไม่ต้องเข้าโรงพยาบาลให้เสีย ๓๐ บาท
๔. ค่าแรงสูงเท่าค่าแรงในสหรัฐอเมริกา
๕. ติดแอร์ทั่วประเทศด้วยป่าครึ้มร่มเย็น
๖. ยกเลิกด่านตำรวจทั่วประเทศ
ที่สหรัฐ พรรคการเมืองแทบไร้โครงสร้าง ผู้บริหารพรรคแทบไม่มีอำนาจอะไร ปล่อยให้ผู้สมัครว่ากันเอง ใครชนะไพรมารี่ได้เป็นตัวแทนพรรคก็สร้างทีมหาเสียงเอง หาเงินเองหมด และตัดสินแพ้ชนะกันที่นโยบาย และ การตลาด ที่สร้างขึ้นมาเองโดยไม่เชื่อมโยงอะไรกับพรรคเลย
...คนถางทาง (๑๙ เมษายน ๒๕๕๖)