ผู้เขียน คือ ยุค ศรีอาริยะ (ดร. เทียนชัย วงศ์ชัยสุวรรณ) ส่งหนังสือ รื้อราก…ประวัติศาสตร์สยาม มาให้หลายเดือนแล้ว เพิ่งหยิบมาอ่านวันนี้ อ่านคำนำแล้ววางไม่ลง เพราะเต็มไปด้วยความคิด เป็นบทนำเล่าความคิด ที่เปรียบเทียบความคิดต่างแบบ และเล่าความเลื่อนไหลของความคิด และการเปลี่ยนความคิดของตนเอง
แค่อ่านบทแรกผมก็ตื่นตาตื่นใจ เพราะเป็นการเสนอให้ศึกษาประวัติศาสตร์สยามด้วยมุมมองใหม่จริงๆ สมกับชื่อหนังสือว่า “รื้อราก” โดยมีข้อสรุปหลักการของการรื้อราก ๓ ข้ออยู่ที่หน้า ๓๙ คือ (๑) ใช้หลักการอนัตตาและธรรมชาตินิยม (๒) ใช้ฐานวิเคราะห์กว้างกว่ากรอบประเทศ และ (๓) มองปฏิสัมพันธ์กับชนชาติอื่นที่หลากหลาย ในหลายมิติ หรือทุกมิติ
แค่บทแรก ผมก็ได้ความเชื่อมโยงกับการปฏิรูปการเรียนรู้ ที่เป็นเรื่องที่ผมกำลังคลั่งใคล้ โดยข้อความหนึ่งในตอนท้ายหน้า ๒๙ สะกิดใจผม ข้อความนั้นมีดังนี้ “...เมื่อฐานคิดวิทยาศาสตร์นี้สนใจเฉพาะเรื่องความเจริญในด้านวัตถุเป็นสำคัญ เท่านั้น จึงทำให้ละเลยและมองไม่เห็นค่าของความเจริญในด้านจิตใจ”
ไม่ใช่ประวัติศาสตร์เท่านั้นที่ตกหลุมพรางนี้ การศึกษาทั้งระบบก็ตกหลุมพรางนี้ ทำให้การพัฒนาคนของเรา ไม่บรรลุศักยภาพสูงสุดของความเป็นมนุษย์ และทำให้การศึกษาเป็น “หมาหางด้วน” ตามคำของท่านพุทธทาสภิกขุ
ที่จริงการศึกษาแบบที่ท่านพุทธทาสย้ำนั้น ทำไม่ยากและมีตัวอย่างอยู่แล้วในประเทศไทย ในโรงเรียนกลุ่มโรงเรียนทางเลือกหรือเครือข่ายโรงเรียนไทยไท เช่น โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา และโรงเรียนในรายการนี้
ย้ำว่า โรงเรียนเหล่านี้จัดการศึกษา ที่พัฒนาเด็กให้ทั้งเข้าใจโลก และเข้าใจตนเอง คือทั้งเพื่อวัตถุและเพื่อจิตใจ โดยเด็กไม่ได้เรียนหนักกว่าการเรียนในโรงเรียนกระแสหลัก หรือจริงๆแล้วเรียนสนุกกว่าด้วยซ้ำไป
จาก “รื้อรากประวัติศาสตร์” ผมวกมาหา “รื้อรากการศึกษา” เสียแล้ว
และเมื่ออ่านบทต่อๆไป ความคิดของผมก็วกมาหาการศึกษาอีก ว่าแนวความคิดประวัติศาสตร์อนัตตาและธรรมชาตินิยมนี้ จะทำให้คนไทยมี “จิตใหญ่” มองออกไปนอกพรมแดนประเทศ มองที่ปฏิสัมพันธ์และความร่วมมือทางการค้า มากกว่าการสู้รบปกป้องดินแดน สอดคล้องกับยุคประชาคมอาเซียน
ที่จริงสังคมไทยเรามีวัฒนธรรมแบบเปิด แต่เราถนัด “เปิดรับ” มากกว่า “เปิดรุก” ดังนั้น หากการศึกษาประวัติศาสตร์แนวอนัตตาและธรรมชาตินิยม จะช่วยให้เราเชื่อมโยงประวัติศาสตร์เข้ากับโลกสมัยใหม่ ที่เชื่อมโยงถึงกันหมด ทั้งในสภาพจริง (reality) และในสภาพเสมือน (virtual) นำมาวางกระบวนทัศน์การพัฒนาสังคมไทยในอนาคตได้
ประวัติศาสตร์ แนวที่อ. ยุค ศรีอาริยะ เสนอนี้ ท่านเรียกเองอีกชื่อหนึ่งว่า ประวัติศาสตร์แนวนิเวศวัฒนธรรม คือมองประวัติศาตร์เชื่อมโยงกับระบบนิเวศที่อยู่รอบตัว ทั้งที่เป็นนิเวศธรรมชาติ และนิเวศวัฒนธรรม และเชื่อมโยงหลายวัฒนธรรมหลายชนชาติเข้าด้วยกัน โดยที่ในประวัติศาสตร์มนุษย์เรามีปฏิสัมพันธ์ข้ามดินแดนกันไปเกือบจะทั่วโลก ทั้งที่เป็นกิจกรรมการค้า ศาสนา สงคราม และการย้ายถิ่น
ประวัติศาสตร์แนวชนชาติ แนวพื้นที่ และแนวรัฐ จึงไม่สมบูรณ์ในตัวของมัน หรืออาจถึงกับสร้างความบิดเบี้ยวในการทำความเข้าใจ หรือเข้าถึง “ความจริง” หรืออาจถึงกับปิดกั้นความพยายามเข้าถึง“ความจริง”
ความจริงคือประวัติศาสตร์ประเทศไทยไม่ยาว ความเป็นประเทศจริงๆเริ่มสมัย ร. ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เท่านั้น คือเพียง ๑๕๐ ปี ก่อนหน้านั้นเราอยู่กันแบบนครรัฐมากกว่า และดินแดนที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบัน ก็เป็นดินแดนที่มีนครรัฐอยู่มากกว่า ๑๐ นครรัฐ แต่เราไม่ค่อยพูดถึงกัน เพราะอยากให้เน้นความเป็น “ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย”มากกว่า
ผมอยากให้มีหนังสือที่ตีความเรื่องต่างๆใหม่ ตามความรู้ความเข้าใจแบบใหม่ๆ ดังกรณีที่ยุค ศรีอาริยะใช้ความเป็น “นักวิชาการระบบโลก” ตีความประวัติศาสตร์สยามขึ้นใหม่ ในหนังสือที่ประเทืองปัญญายิ่ง เล่มนี้
วิจารณ์ พานิช
๒๒ ก.พ. ๕๖