จดหมายถึงครู l อิ่มกาย อิ่มใจ  

วันจันทร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2556

กราบสวัสดีค่ะครู

  ชีวิตที่ดำเนินไปในช่วงเวลาสงกรานต์ เป็นช่วงเวลาหยุดยาวที่ใช้อยู่ในวัด ในความดูแลของครูอย่างใกล้ชิด มีน้องชีพัช แม่ชีน้อย เป็นการเรียนรู้แบบฝึกสติ ภาพสะท้อนของแม่ชีน้อยที่ร่างเริงสดใส ภาพพลังใจที่แม่ครูเติมให้แม่ชีน้อย ๆ เสมอ ๆ ภาพของน้องชีพัชที่คอยดูแลเอาใจใส่ชีน้อยอย่างใกล้ชิด ภาพที่ครูคอยให้สติเอื้ออำนวยให้หนูได้ปฏิบัติหน้าที่ ทำภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ในช่วงสงกรานต์ครูเมตตาปรับข้อวัตรให้หัวใจที่เมตตากรุณาต่อผู้คน เช้านี้แม่ครู พาคณะแม่ชีน้อยและหนู เดินทางไปรับอาหารเช้าที่บ้านคุณยายเข็มเพชรซึ่งเป็นแม่ของแม่ครู ความเงอะ ๆ งะ ของหนูยังน่าขำ ครูก็เมตตาให้สติ เตือนให้เตรียมอุปกรณ์รดน้ำและพวงมาลัยที่น้องชีพัชร้อยเพื่อไปกราบขอขมา




  มัวเงอะงะไม่มีสติหนูและน้องชีไม่ได้เตือนกันเรื่องบาตรของครูทำให้วันนี้ลืม  เป็นข้อบกพร่องที่ทั้งหนูและน้องต้องตระหนักกับตนเองให้มากเจ้าค่ะครู การที่ครูพาคณะแม่ชีไปรับข้าวที่บ้าน กราบขอขมาเป็นต้นแบบที่งดงามที่แม่ครูทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง เหมือนบ่มเพาะจิตใจที่เคารพต่อพ่อแม่บุพการี การที่พ่อแม่ยังไม่อนุโมทนาด้วยนั้น สาเหตุหลักมาจากจิตใจลูกไม่ผ่องใสโปร่งโล่งเบานั่นคือ โจทย์ที่ต้องแก้ไขกับตนเอง วันนี้ครูสอนอีกว่า การได้เกิดเป็นลูกของพ่อแม่ เป็นกรรมสัมพันธ์ที่เป็นพระคุณอันยิ่งใหญ่ที่พึ่งทดแทน ด้วยจิตใจที่คารพนอบน้อม อย่างที่ครูเมตตาทำให้เห็นเสมอ ๆ อย่างไปติดกับเรื่องราวในอดีต หรืออดีตชาติ หรือ แม้กระทั้งความคิดฟุ้งซ่านที่ฟุ้งขึ้นมาในตนเอง  พึงจำว่าพ่อแม่ที่ให้กำเนิดนั้นมีพระคุณที่หนึ่ง

  เย็นย่ำแม่ครูให้โอกาสได้พาแม่มีไปเยี่ยมเยียน “น้าบ่าว” ผู้ซึ่งคอยค้ำชู ศาสนาและครูบาอาจารย์อยู่ข้างหลัง

บ้านของท่านเพียงเข้าไปก็รู้สึกร่มเย็นเจ้าค่ะครู แม่มีเมตตาจัดหาเสื่อให้นั่งรอระหว่างที่น้าบ่าวท่านเคลียร์ภารกิจ การได้นั่งรอได้กลิ่นท้องนาและธรรมชาติ นึกถึงคำพูดครูที่บอกว่า “อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ มีพลังชีวิต” ทุ่งนากว้างขวางแต่รู้สึกร่มเย็นเจ้าค่ะ  

  การได้มาเยี่ยมได้โอกาสกราบขอบพระคุณน้าบ่าว ทุกครั้งที่ได้ยิน “ข้อความจากท่าน แม่ครูมีพลัง ธาตุขันธ์แข็งแรง” สิ่งที่รู้สึกรวมถึงเรื่องราวที่ได้ฟัง นั้นเหมือนเสริมกำลังให้ก้าวเดินตามครูอย่างมั่นคง แม้ที่ผ่านมาใจหนูยังมีกลัวและหวั่นไหวก็ด้วยความไม่รู้ สติไม่มีกำลังไม่มีปัญญา ครูไม่เคยเอ็ดที่หนูโง่ แต่ที่ครูต้องให้พลังงานเอ็ดตะโลเพราะหนูไม่รักษาสติในการทำสิ่งต่าง ๆ หากมั่นคงเชื่อมั่น ตั้งใจกับตนเองก็ทำได้

  พอกลับมาวัดครูให้โอกาสได้ถ่ายทอดเรื่องราว แล้วครูก็ให้กำลังใจ

น้าบ่าวบอกว่า “ครูแข็งแกร่ง จิตใจเข้มแข็งบารมีสูงมาก”

ครูบอกว่า “รู้ไหมอะไรที่ทำให้เราแข็งแกร่ง เพราระเราใช้ปัญญาพิจารณา”

คนที่มาว่าเรา ศีลสูงกว่าเราไหม ธรรมสูงกว่าเราไหม

ถ้าศีลสูงกว่าแล้วปฏิบัติได้ไหม ไม่ใช่ศีลสูงกว่าแล้วปฏิบัติได้ไม่ครบนี่ก็ไม่ใช่แล้ว

ครูย้ำให้หนูเห็นใจตนเองที่กระด้างต่อครูบาอาจารย์ไม่เชื่อฟังคำสอน ทำให้ช้าไม่เจริญคือ

ที่เคยสงสัยเรื่อง “ขับรถได้ไหม”

แล้วไปเที่ยวถามคนอื่น นี่แสดงถึงจิตที่อวดดี คิดว่าตนเองเก่งกว่าครูบาอาจารย์ ทำให้ไม่เจริญ

หนูระลึกกราบขอขมา แล้วตั้งใจมั่นกับตนเองใหม่

ที่สุดของการก้าวเดินไปคือ เชื่อหลวงปู่ เชื่อครู มั่นคงในเส้น

นึกย้อนทบทวนว่า ไม่มีศีลข้อไหนห้ามนี่ก็จบแล้ว

สาธุเจ้าค่ะ

วันนี้อิ่มทั้งกายทั้งใจ

อิ่มท้องที่ได้รับอาหารที่คุณยายเข็มเพชรแม่ของครูทำให้ทาน อิ่มใจที่รู้สึกว่า ข้างในน้อมระลึกถึงครู มั่นคงกับใจยตนเองมากขึ้นเจ้าค่ะ

กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ