บทเพลงเพลงพิศวาสจากกะโล่งอมรา ขับร้องโดย อ้อม รัตนัง ทายาทบุญศรี รัตนัง ทายาทเพลงกำเมือง ที่สะท้อนอารมณ์นางอมราได้ออกมาอย่างดี .....สะท้อนถึงการเฝ้ารอคอย และความรักแรกพบและความประทับใจ ความรักมั่นแม่ญิงเหนือ ..... นำมาสู่มหากาพย์ความรักกะโล่งอมรา
*ฮือ ฮือ ใจ๋เหย ยังเฝ้าคอย กึ๊ดเติงห่วงหา ป่านฉะนี้จะเป๋นใดจา วันเวลาผ่านเมินเจ่นล้ำ
ฝังในใจจดจ๋ำ ยังย้ำกำ บ่เกยลืมเลือน ฝากความฮักไปกับดาวเดือน ฝากลมเตือนล่องไป
ยังเฝ้ากอย อ้ายนี้ คืนย้อนมา เฝ้าห่างหา อาลัย…… บ่หวั่น
<blockquote><blockquote><blockquote><blockquote><blockquote><blockquote><blockquote></blockquote></blockquote></blockquote></blockquote></blockquote></blockquote></blockquote> วาสนา สองเฮา พรากจากกั๋น * อยู่คอยวัน ได้เป๋นคู่ครอง
<blockquote><blockquote><blockquote><blockquote><blockquote><blockquote><blockquote></blockquote></blockquote></blockquote></blockquote></blockquote></blockquote></blockquote> ฮื่อฮือ ใจ๋เหย ยอมสิ้นลง ปู่จายอดชู้ ถึงอ้ายจะบ่เอ็นดู หื้อฮู้ว่าข้ายังรอ
<blockquote><blockquote><blockquote><blockquote><blockquote><blockquote><blockquote></blockquote></blockquote></blockquote></blockquote></blockquote></blockquote></blockquote> ใจ๋ข้า ผาถนา หื้อฮักมา อยู่เคียงกู๋กั๋น ตราบสิ้นฟ้า หมดเสี้ยงคืนวัน ชั่วชีวา บ่ร่างลาเลือน
เนื้อเพลงพิศวาส
ผมเองตั้งใจจะเขียนเรื่องราวนี้หลายครั้ง เพราะเมื่อปี 2555 จำได้ว่าประมาณเดือนกุมภาพันธ์ มีการแสดงละครเพลงเรื่องหนึ่ง ชื่อเรื่องเพลงพิศวาส เนื่อเรื่องล้วนมาจากภูมิปัญญาโบราณโคลงอรมรา หรือทางเหนือออกเสียงกะโล่ง ผมยังตราตรึงใจมิเลือมเรือน ทั้งการแสดง แสงสีเสียง ภาษากะโล่งที่อ่อนหวาน สอดความคิดคติและสื่อความหมาย ไปทุกขั้นตอนอย่างละเมียดละไม เหมือนผ้าซิ่นที่ทอเป็นผืนเดียวกันอย่างไร้มลทิน ก่อนจะเข้าเรื่องกะโล่งอมรานั้น ผมขอเอาความรู้เรื่องกะโล่ง (โคลง) ซึ่งเป็นบทกลอนทางเหนือมาให้ความรู้ครับ เพราะทางเหนือถ้าคนเมืองเมืองเองจะรู้ว่าทั้งหมดต่างมีภาษาเมือง (ตั๋วเมืองในการเขียนแลัในการจารึก) ดังนั้นหากจะอ่านให้ปัจจุบันรู้เรื่องต้องมีการแปลหรือ (ปริวรรตเนื้อหาอย่างละเอียดพลิ้วไหว ตรงตามครูบาอาจารย์ต้นตำรับที่สื่อสารครับ) จึงจะออกมาเป็นบทถ่ายทอดได้ ครูอาจารย์ทางอักษรล้านนา ดังอาจารย์อุดม รุ่งเรื่องศรี พ่อครูสนั่น ธรรมาธิ อาจารย์ไกรศรี นิมมานเหมินต์ และท่านอื่นๆอีกมากมาย ที่ผมมิได้เอ่ยนาม

ลักษณะเด่น ในด้านรูปแบบ กวีแต่งเป็นคำประพันธ์ประเภทโคลง เพื่อสอดแทรความรู้และถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ หากเรามองนี่คือการดำเนินการการเล่าผ่านกะโล่ง โล่ง
- เรื่อง โคลงปทุมสังกา แต่งเป็นโคลงสี่สุภาพแทรกด้วยโคลงกลบท
- เรื่องโคลงหงส์ผาคำ แต่งเป็นโคลงสี่สุภาพ โคลงสามและโคลงสอง
- เรื่องโคลงพรหมทัต และ โคลงอมรา แต่งเป็นโคลงสี่สุภาพ
- เรื่องโคลงอุสสาบารส แต่งเป็นโคลงสี่สุภาพและโคลงดั้น
วรรณกรรมล้านนาที่แต่งเป็นโคลงมักมีน้อยกว่าวรรณกรรมที่แต่งด้วยคำประพันธ์ชนิดอื่น เพราะแต่งยาก และผู้แต่งมักเป็นกวีในราชสำนัก ซึ่งกวีกลุ่มนี้มีจำนวนน้อย โคลงในวรรณกรรมส่วนใหญ่มีลักษณะไม่เคร่งครัดด้านฉันทลักษณ์ ในด้านเนื้อหา นิทานคำโคลงแต่ละเรื่องมีจุดเด่นแตกต่างกัน โคลงปทุมสังกา มีลักษณะเด่นคือ มีการแทรกนิทานอุทาหรณ์ โคลงหงส์ผาคำ มีลักษณะเป็นชาดกพื้นบ้านที่มีลักษณะเป็นนิทานมหัศจรรย์ แสดงให้เห็นบุญบารมีของพระโพธิสัตว์ โคลงพรหมทัต มีจุดเด่นในเรื่องการถอดจิตและแทรกนิทานปริศนาเป็นลักษณะนิทานซ้อนนิทาน โคลงอมรา มีลักษณะเป็นนิทานชีวิต เป็นเรื่องรักและผิดหวังของหญิงสาวกับภิกษุหนุ่ม แสดงให้เห็นความเป็นปุถุชนของตัวละคร ผู้แต่งมุ่งให้ข้อคิดว่าสตรีเป็นศัตรูของพรหมจรรย์ ส่วน โคลงอุสสาบารส ซึ่งมีที่มาจากวรรณคดีสันสกฤต มีทั้งเรื่องของการสู้รบและบทนิราศ
จากเนื่้อหาต่างๆที่กล่าวมานั้น กะโล่งที่สอดแทรกง่ายที่สุดที่สะท้อนวิถีชีวิตระหว่างความรักที่กั้นนั้น คือกะโล่งอมราที่เป็นความรักนางอมราที่หลงรักพระชินนะ ความรักแม้สมณะมากั้นหากยังไม่หลุดกิเลสก็ไม่อาจหลุดพ้นไปได้ แต่นี่คือคติสอนใจอย่างหนึ่งเรื่องการหลุดพ้น เช่นกัน
นางอมราไม่พึงใจในชายใดเลย
เศรษฐีทั้งสองก็ไม่บังคับจิตใจลูกสาว
วันหนึ่งมีภิกษุหนุ่มชื่อ “พระชินะ” ซึ่งบวชตั้งแต่อายุ ๑๐ ขวบ มาบิณฑบาตที่บ้านเศรษฐี นางอมราได้ร่วมอนุโมทนา “ขันโตก” บรรจุอาหาร แล้วจึงให้คนใช้นำไปตักบาตร
ภิกษุหนุ่มรับอาหารบิณฑบาตแล้ว มองไปที่ปราสาทเสาเดียว แลเห็นนางอมรา แต่ก็ไม่ได้คิดเป็นอื่น
และเดินทางกลับไป

ฝ่ายนางอมราเมื่อได้เห็นพระชินะแล้ว ก็เกิดความพอใจในชีหนุ่มเป็นอันมาก แต่เนื่องจากนางไม่อาจกล่าวอะไรได้จึงได้แต่หม่นหมอง
เมื่อพ่อแม่นางเห็นลูกสาวตนมีอาการประหลาดไปเช่นนั้นก็ไต่ถาม
ครั้นได้ความว่าความเศร้าหมองของลูกสาวมีเหตุจากนางหวังปองพระชินะมาเป็นสามี จึงเตือนลูกสาวว่า “การคิดหวังจะครองคู่กับภิกษุนั้น เป็นสิ่งไม่เหมาะสม”
แต่ด้วยความรักลูก เศรษฐีจึงให้คนไปนิมนต์พระชินะกลับมารับบิณฑบาตอีก เพื่อจะได้บอกเรื่องนางอมราด้วย
ภิกษุชินะเมื่อทราบความแล้ว ก็บอกว่าตนได้อาหารพอเพียงแล้ว ไม่ประสงค์จะรับอาหารบิณฑบาตเพิ่มอีก
คนใช้จึงกลับไปบอกเศรษฐีตามนั้น
เศรษฐีเมื่อทราบก็มีความเสียใจ จึงส่งเสื้อผ้าไปถวายเชียงชีชื่อชินะ เพื่อขอให้ท่านลาสิกขาบทมาอยู่กินกับนางอมราเสียก่อนในตอนยังหนุ่มแน่น ต่อเมื่ออายุมากแล้วจะบวชอีกก็ได้
พระชินะแม้จะเกิดความวาบหวามใจอยู่ แต่ด้วยความระลึกว่า “ที่ตนบวชนั้นก็เพื่อจะตัดกิเลส หากลาสิกขาบทไปแล้ว คนทั้งหลายจะนินทาและตนก็ไม่เข้าใจในจิตใจของหญิงได้ดี” จึงไม่รับนิมนต์และขออยู่ในพระศาสนาไปก่อน ต่อเมื่อใดที่ยังไม่บรรลุนิพพานแล้ว หากตายไปจะขอไปร่วมกับนางอมราให้ได้ หากตนได้รับความสำเร็จถึงพระนิพพานแล้วก็จะเผื่อแผ่ไปยังนางด้วย แต่ชาตินี้ขอบวชไปตลอดชีวิต

จากนั้นเชียงชีก็ฉันอาหารมื้อเดียวแล้วเข้าสู่ภาวนา
เมื่อนางอมราทราบว่าภิกษุรูปงามปฏิเสธเช่นนั้นก็ได้แต่ตรอมใจ และที่สุดอาการตรอมใจก็หนักจนถึงกับล้มตายลงในวันนั้น (เรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในวันเดียว)
เมื่อข่าวนี้เผยแพร่ไปแล้ว ภิกษุทั้งหลายก็ได้แต่สังเวช บ้างก็เพิ่มความพยายามในกัมมัฏฐานมากขึ้น เหล่าประชาชนเมื่อทราบเรื่องต่างก็วิจารณ์ไปต่าง ๆ นานา

เศรษฐีจัดการปลงศพนางอมราอย่างวิจิตร มีการนิมนต์พระไปบำเพ็ญกุศลอย่างมากมาย รวมทั้งอาหารและผ้าอาภรณ์ของนางอมราก็นำเอาไปถวายเป็นทานด้วย
มหาเถรผู้เป็นเจ้าอาวาสจับฉลากได้ผ้าสไบของนาง ท่านจึงนำผ้านั้นกลับสู่วัด
พระชินะเมื่อทราบความก็ไปขอดูสไบนั้น และด้วยความอัดอั้นอย่างยิ่ง
พระชินะจึงกอดสไบของนางอมราเข้ากับอก
แล้วล้มลงถึงแก่มรณภาพ


“ใครใดจักอาจเว้น ราคา ยากแล
ค่อยอันมีตัณหา ชู่ผู้
แม่นพระหน่อพุทธา ปางก่อน ก็ดีทรา
ยังแล่นตามนี้ไส้ ย่อมค้างในสงสาร
จากกะโล่งอมรา ปริวรรตจากภาษาเมือง
ภาพสวยและเหมือนผมหลุดเข้าไปในภาพจริงๆ นะครับ...มีความสุขวันครอบครัวนะครับ
ขอบคุณดอกไม้จากพี่ๆทุกท่านที่ได้อ่านนะครับ ……………