ม. ๖๘ ให้อำนาจประชาชนฟ้องศาลรัฐธรรมนูญได้ กรณีที่เห็นว่า มีใครจะล้มระบบการปกครองปชต. อันมีพระมหากษัตริ์ทรงเป็นประมุข   โดย “อาจ” ฟ้องผ่านอัยการสูงสุด (อสส.)  ก็ได้  


ฝ่ายค้าน...ต้องการให้เป็นแบบเดิม คือ อาจฟ้องตรงโดยไม่ผ่านอัยการสูงสุดก็ได้ หรือ อาจฟ้องผ่าน อสส. ก็ได้ 

ฝ่ายรัฐบาล...ต้องการให้ต้องฟ้องผ่านอสส. เท่านั้น ห้ามฟ้องตรงต่อศาลรธน.


ต่างฝ่ายต่างอ้างเหตุผลเพื่อประชาชน เพื่อประชาธิปไตยด้วยกันทั้งนั้น 


ผมวิเคราะห์ดังนี้ครับ ไม่ได้เข้าข้างใคร แต่จากใจอย่างบริสุทธิ์ ผมถามว่า

1) ถ้าคุณไม่คิดล้มล้างระบบการปกครองปชต. อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แล้วคุณจะมาเดือดร้อนกับการแก้ ม. ๖๘ ทำไม ดังนั้นการมาแก้นี้อย่างน้อยแสดงว่า คุณมีความต้องการอย่างใดอย่างหนึ่งคือ

1.1  ต้องการล้มล้างปชต.....ซึ่งเรื่องนี้ผมว่าคุณคงไม่ทำ หรือถ้าทำก็คงโดยอ้อม แบบแอบๆ 

1.2 ต้องการล้มล้าง “อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

 คุณกลัวว่าจะทำผิดข้อใดข้อหนึ่ง ก็เลยกลัวว่าจะถูกฟ้องร้อง ก็เลยต้องขอแก้รธน.


2) ถ้ามีคนฟ้องร้องคุณเรื่อง 1.2 คุณต้องการให้ฟ้องผ่าน อสส. เท่านั้น ส่อพิรุธชัดเจนว่า คุณต้องการทำให้เรื่องฟ้องร้องมันยากขึ้น ซึ่งคุณได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นกว่าเดิมแน่นอน ไม่ว่า อสส. จะเป็นคนของฝ่ายใดก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อสส. เป็นคนเพียงคนเดียว ยิ่งเป็นฝ่ายคุณก็ยิ่งง่าย แต่ถ้าเป็นฝ่ายตรงข้าม ก็ยังสามารถซื้อได้ เพราะซื้อคนเพียงคนเดียว ที่อยู่ในแวดวงของการซื้อขายตำแหน่งมาตลอดชีวิต (รู้งานอยู่แล้ว) ไม่ยาก แถมราคาถูกมาก (แค่พันล้านก็อยู่แล้ว) แต่ถ้าให้ฟ้องตรงต่อศาลรธน. ได้ คุณรู้ดีว่า ซื้อยากมาก เพราะตุลาการศาลมีหลายคน แต่ละคนมีศักดิ์ศรีสูงมากอีกต่างหาก 

....เรื่องมันมีแค่นี้เอง แต่ผมไม่เห็นใครเปิดประเด็นนี้เลย 


3) เรื่องหยุมหยิมแค่นี้สส. ซีกรัฐบาลอภิปรายกันเอาเป็นเอาตายมาก มันส่อพิรุธมากว่าต้องการล้มการปกครองระบบนี้มากๆ ขนาดนี้เจียวหรือ หรือว่าเอ๊ะ ...


หรือว่านี่เป็นเพียงกลลวง เอาม.๖๘ มาเป็นเครื่องต่อรอง กับ ม.๑๙๐ สุดท้ายบอกว่าพบกันครึ่งทาง ขอยกเลิกแก้ ม. ๖๘ แต่ขอแก้ ม.๑๙๐ อย่างเดียว 


 เพราะแก้ม. ๑๙๐ นี้ทำให้รัฐบาลนอมินีสามารถไปทำสัญญาตกลงค้าขายกับต่างชาติได้เสรี สวาปามกันเสรี โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา 


ส่วนม. ๖๘ ที่ทิ้งไพ่ไปก็สั่งเลิกจาบจ้วงสถาบัน ก็จบ ง่ายนิดเดียว เป็นเพียงเบี้ยต่อรองการเจรจาเท่านั้น


...คนถางทาง (๓ เมษายน ๒๕๕๖)