ผมเองยังมีโลภอยู่อย่างหนึ่ง คือ อยากอายุยืนสัก ๑๒๐ ปี เหมือนที่หมอเฉกท่านก็ตั้งธงเอาไว้    ซึ่งหมอท่านก็แนะทำนองว่าให้กินอาหารมีคุณภาพ ออกกำลัง  ทำนองนั้น   แต่ผมเองมีทฤษฎีของผม  ซึ่งผมเขียนไปมั่งแล้ว วันนี้จะลองคิดรวบรวมเอามาไว้ในหน้าเดียวกันให้หมด

ที่อยากอายุยาวนั้นเพราะคิดว่า ตัวเองน่าจะมีความคิดอะไรแปลกๆ แหกๆ  ให้กับโลกนี้อีกมาก  เผื่อฟลุก ๆ แนวคิดเหล่านี้อาจทำประโยชน์ได้มหาศาลก็เป็นได้    ...เริ่มตั้งแต่แนวคิดอายุยืนเลยดีไหม รับรองว่า แหกกฎคนอื่นหมดแทบทุกประเด็น 

สำคัญที่สุด ผมว่า กินอาหารแต่น้อย  วันละสองมื้อเป็นอย่างมาก   มื้อละจานข้าวแกง กินอาหารให้หลากหลาย  ไม่ควรกินข้าวทุกมื้อ เปลี่ยนเป็น มัน เผือก ลูกเดือย ฟักทอง  ขนมปัง บ้าง สำหรับกับข้าวก็เน้นมังสะเป็นหลัก (ไม่ต้องเคร่งนักก็ได้)  คือ ผักทั้งหลาย  ถั่ว   งา  ปลา เครื่องเทศ  

ทฤษฎีที่ว่าให้เน้นมังสะนั้น เพราะว่า พืชเป็นอาหารชั้นต่ำ  โมเลกุลไม่ซับซ้อน  ทำให้ย่อยได้สะอาด  มีสิ่งตกค้างน้อย  แต่เนื้อสัตว์ซับซ้อนกว่า อาจย่อยไม่หมด มีสารตกค้างได้มาก 

ไม่ต้องไปพะวงตามหลักโภชนาการให้ยุ่งยาก  ว่าวันละกี่แคลอรี่    ครบห้าหมู่ไหม กินให้หลากหลาย พออิ่ม  เท่านั้นเป็นพอ  รับรองว่ามันจะครบธาตุอาหารของมันเอง  โดยเฉพาะร่างกายเรามันปรับตัวตามอาหารที่กินได้เสมอ   (ไปพะวง ให้ความสำคัญ เรื่องอาหารมากเกินไป ทำให้เครียด  แล้วตายไวอีกต่างหาก)  

เอาตัวอย่างตัวผมเอง ตอนอายุ ๔๔ กินอาหารวันละสามสี่มื้อ มื้อละหนักๆ  พอไปบวชเป็นพระธุดงค์ กินอาหารวันละมื้อเดียว  ไม่ได้กินมากกว่าปกติ ก็แค่พออิ่ม   แถมเดินตากแดด แบกกลดทั้งวัน กินน้ำก็ไม่น่าเกินสามแก้ว   ทำไมอยู่ได้ สบายมาก   ...ตอบ ร่างกายมันปรับตัว น้ำย่อยก็ปรับตัว สกัดสารอาหารได้เข้มข้นกว่าเดิม ย่อยจนสะอาดไม่มีกากอะไรเหลือ  ขอโทษ  อุจจาระออกมาก็ไม่มีกลิ่นเหม็นเหมือนก่อน    (เคยได้ยินกิตติศัพท์หลวงพ่อขี้หอมไหม  เป็นพระลาว จำปาศักดิ์) 

ผมได้เคยเขียนไว้แล้วว่า กินน้อยตายยาก กินมากตายไว  ซึ่งมีหลักฐานให้เห็นมากจากพระป่า  ที่ฉันวันละมื้อ ตัวผอม แต่อายุเกิน ๙๐ ทั้งนั้น  ซึ่งมันมีเหตุผลคือ พอกินน้อย  อวัยวะภายในก็ทำงานเบา  การสึกหรอก็น้อย  หัวใจก็ทำงานน้อยเพราะไม่ต้องสูบฉีดส่งเลือดลำเลียงอาหารไปเลี้ยงเซลร่างกายมาก   ตับ ไส้ ไต พุง ทำงานน้อยตามลงไปหมด 

ต่อมากินน้ำแต่น้อยด้วย   ซึ่งผมได้เขียนเรื่องนี้ไว้มากหลาย  ว่าการกินน้ำมากเกินไป จะทำให้ไตทำงานหนัก  อีกทั้งอาจกรองของเสียแบบด้อยประสิทธิภาพ เพราะมันเปียกชุ่มน้ำเกินไป  (อุปมาผ้าเช็ดโต๊ะให้สะอาดมันต้องผ้าหมาด   ไม่ใช่ผ้าเปียก)    เลยโดนสองเด้ง  สังเกตวันนี้คนเป็นโรคไตวายมากจริงๆ   ..ลืมเด้งที่สามไป คือ เลือดใสเกินไป  ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักในการสูบส่งสารอาหาร (ต้องสูบเลือดมากกว่าปกติในการส่งสารอาหารปริมาณเท่ากัน)    ..เด้งที่สี่ ..เลือดใสทำให้ความเข้มของเม็ดเลือดขาวต่ำ ก็เลยฆ่าเชื้อโรคไม่ดีเท่าเลือดข้น  

วิธีการกินน้ำก็เหมือนกับการหายใจ  อย่าไปพะวงมาก ระบบย่อยซึมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน  อย่าไปบังคับตัวเองให้กินตามสูตรใดๆ   ดังนั้นร่างกายต้องการก็กินเท่าที่พอแก้กระหาย    แต่กินอย่างมีสติ ค่อยๆ จิบ ที่ละน้อย หลายคนกินน้ำแบบอั่กๆ   แบบว่าอร่อยน้ำ แบบนี้ตายไวแน่ (บางทีสำลักน้ำตายก็มี อิอิ)    ผมเคยเขียนไว้แล้ว คนไทยเราควรกินน้ำวันละ ๓ แก้วเท่านั้น  มากกว่านี้ ถือว่ามากเกินไป  (เพราะไปลอกทฤษฎีฝรั่งมาใช้แบบไม่วิเคราะห์ ว่าเราต่างกันมาก)  

เคี้ยวอาหารอย่าให้แหลกมาก...อันนี้ก็สวนกระแสอีกแล้ว  เพราะเขามักสอนกันให้เคี้ยวอาหารให้แหลกมากๆที่สุด เท่าที่จะทำได้  แต่ผมว่าถ้าแหลก มันจะย่อยเร็วเกินไป  ทำให้หัวใจทำงานหนัก   แต่ถ้าอาหารหยาบ มันจะย่อยช้า ก็ช่วยผ่อนการทำงานของอวัยวะทั้งหลาย อุปมาขับรถจากอีสานมากทม.   ตอนแรกเร่งเครื่องมากๆ เหยียบ ๑๔๐  แต่ตอนท้ายๆ มาผ่อน วิ่งแค่ ๖๐  แต่ถ้าเคี้ยวหยาบ ก็เท่ากับวิ่ง  ๑๐๐ ตลอดเส้นทาง  ก็ถึงกทม. พร้อมกัน  แต่วิธีหลังเครื่องสึกหรอน้อยกว่านะ    

พิจารณาอาหารก่อนกิน..แบบพระเลยนะนี่   ทำนองว่าเราจะกินอาหารนี้เพื่อประทังอัตภาพ ไม่ได้หวังการอร่อยลิ้นเป็นหลัก (นานๆ เผลอที อนุโลม) พร้อมขอบคุณธรรมชาติที่ประทานอาหารมื้อนี้มาให้    นี่เป็นอุบายฝึกจิตให้เป็นสมาธิไปด้วยปริยาย    ถ้าทำได้ ควรเคี้ยวสมาธิ กลืนสมาธิด้วย  

ทำสมาธิก่อนนอน แล้วหลับไปกับสมาธิ...การทำสมาธิจะทำให้หัวใจเต้นช้า เป็นการถนอมหัวใจและอวัยวะทุกส่วนด้วยโดยปริยาย   ผมมีทฤษฎีว่า บุคคลมีเพดานจำนวนครั้งการเต้นหัวใจที่กำหนดไว้แล้ว เต้นเกินเพดานรอบที่กำหนดเมื่อไหร่ ก็ตายเมื่อนั้น  ดังนั้น ถ้าเราทำให้หัวใจเต้นช้ามากเท่าไร ก็จะอายุยืนมากเท่านั้น

นอนตะแคงขวา.....การนอนตะแคงขวา ทำให้หัวใจทำงานเบา เพราะหัวใจอยู่สูง จะออกแรงดูดเลือดมากกว่าปกติ  แต่ออกแรงเบ่งส่งเลือดน้อยกว่าปกติ  เรื่องนี้ต้องยกเครดิทให้ พพจ.  ผมเดาเอาว่าการออกแรงดูดสร้างความเครียดต่อหัวใจน้อยกว่าแรงเบ่ง (เรื่องนี้ยาว ขี้เกียจอธิบายตามหลักวิศวแล้ว)  

การนอนตะแคง ยังถ่ายโอนน้ำหนักตัวอย่างกระจาย  ไม่เป็นจุดแบบนอนหงาย หรือ คว่ำ  ทำให้ไม่เกิดการกดทับเส้นเลือดแบบเน้นๆ มากไป  ซึ่งมีผลดีมากหลาย (ก็ขี้เกียจอธิบายอีกแล้วหละ )  

สำหรับคนชอบนอนหงาย คว่ำ ขอเสนอให้นอนบนเตียงตาข่าย (แบบแปลน่ะ แต่เราเอามาขึงเป็นเตียง ) รับรองว่าการปวดกระดูกหลังจะหายและอายุจะยืนขึ้น 

ออกกำลังกาย  เป็นครั้งคราว  เน้นที่เป็นครั้งคราว  ถ้าออกมาเกินไป จะยิ่งอายุสั้น  เหตุผลคือ ร่างกายที่แข็งแรง จะทำให้หัวใจเต้นช้าลง  (แปลกนะ แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ  แต่ผมยังไม่รู้ว่าทำไม  มันค่อนข้างย้อนสำนึก)    แต่ในขณะออกกำลังกายนั้นหัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ  ดังนั้นถ้าออกกำลังกายอาทิตย์ละสัก ๒ ครั้ง ครั้งละสัก ครึ่ง ชม. น่าจะกำลังดี เพราะเราจะได้กำไรรอบการเต้นของหัวใจ  กล่าวคือ เรายอมให้หัวใจเร่ง เพียง ๑  ชม.  แต่ได้หัวใจเต้นช้าตลอดเจ็ดวัน (ลบ หนึ่งชม.)  

วิธีการออกกำลังที่ดี  คือ เล่นบาสเก็ตบอล   ปิงปอง แบดมินตัน หรือท่าเต้นระบำพระศิวะ (ที่ผมคิดไว้แล้วไปพ้องกันท่านี้พอดี)  ..ถีบจักรยานก็ดี (เสียแต่ว่าแขนไม่ค่อยได้ออกกำลัง ยกเว้นจักรยานที่ผมได้ออกแบบและทดลองไว้แล้ว มันออกกำลังแขนด้วย)  ..กีฬาเหล่านี้ไม่ได้ออกแต่แรงกาย แต่ฝึกประสาทอีกด้วย   ประสาทเราต้องแข็งแรง ถ้าจะอยู่นานๆ  ไม่งั้นงกๆ เงิ่นๆ  ...บาสเก็ตบอลเป็นกีฬาที่ดีที่สุด  มันออกกำลังตั้งแต่ปลายนิ้วเท้า ยันปลายนิ้วมือ  ประสาททุกส่วน หลัง เอว ขา  ...ดังนั้นผมไม่แนะนำการ วิ่ง เดิน    ว่ายน้ำ เพราะฝึกประสาทน้อยมาก 

อากาศบริสุทธิ์ ...อาหารสะอาด น้ำสะอาด  อันนี้เรื่องธรรมดา  ใคร ๆ ก็รู้ และยอมรับกัน 

อย่าทำตัวเป็นคุณลุงคุณป้าไฮโซเกินไป  ออกไปเดินป่า ให้ยุง มดกัดเป็นครั้งครา ....เป็นวิถียุงบำบัด ดังที่ผมได้เขียนไว้แล้วว่า  ยุงนำเชื้อโรคเข้าร่างกายเรา ถ้าไม่มากเกินไป น่าเป็นสิ่งดี เพราะเป็นการกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง  (ต้องออกมารบกับเชื้อโรคแปลกที่ยุงพามา)    พอมีเชื้อโรคแปลกๆ ระบาดมา คนอื่นป่วยหมด แต่เราไม่ป่วยเพราะภูมิคุ้มกันแข็งแรงกว่า 

ภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงนี้ยังอาจช่วยฆ่าโรคร้ายเสียแต่เนิ่นๆ ด้วยซ้ำ เช่น เซ็ลมะเร็งระยะเริ่มแรก 

อย่าไปตรวจสุขภาพประจำปี  ...การไปตรวจแสดงว่ากลัวตาย  ซึ่งความกลัวนี้มันจะบีบคั้นเราลึกๆ  ทำให้เครียด และอายุจะสั้นกว่าปกติ   (อันนี้ผมค้านกับหมอเฉก เพราะท่านสอนว่าให้ไปตรวจสุขภาพทุกปี  ท่านเน้นข้อนี้เสียด้วย)  

คนเราอย่าไปพะวงเรื่องตายมากนักเลย ต้องกล้าหาญ  มันมาเมื่อไรก็ยิ้มรับเพื่อนเก่า เอ้า...หายหน้าไปนาน ดีใจจังที่ได้พบเพื่อนอีกครั้ง   (แต่นานสัก ๑๒๐ ค่อยมาเยี่ยมก็ดีเหมือนกันนะเพื่อนรัก) 

...คนถางทาง (๑ เมษายน ๒๕๕๖)