แก้ที่จิตที่ใจ แก้ไขที่ความคิดความเห็น...



พระพุทธเจ้าท่านให้เราทุก ๆ คนประพฤติปฏิบัติธรรม มาแก้ที่จิตที่ใจ มาแก้ที่ความคิดความเห็น อันไหนมันไม่ดีอย่าไปคิด อย่าไปนึก มาแก้ที่กิริยามารยาทในการกระทำในการแสดงออก อันไหนมันไม่ดีน่ะ ท่านไม่ให้เราแสดงอาการกิริยามารยาทออกมา  สิ่งไหนไม่ดีไม่ถูกต้องไม่เหมาะสม ท่านไม่ให้เราพูด มันอยากพูดก็ไม่ต้องพูด สิ่งไหนไม่ดี  ไม่ถูกต้องมันอยากทำ ท่านก็ไม่ให้เราทำ...


พระพุทธเจ้าท่านให้เราทุก ๆ คนนี้มาปฏิบัติธรรม มาแก้ที่จิตที่ใจ แก้ที่กิริยามารยาท ที่คำพูด ที่การกระทำ

ทุกท่านทุกคนต้องปฏิบัติเอง ต้องปรับปรุงตัวเอง แก้ไขตัวเองให้มันดีขึ้น  ให้มันประเสริฐขึ้น อย่าได้พากันไปแก้ไขสิ่งภายนอก อย่าได้พากันไปแก้ไขคนอื่น  เพราะปัญหาต่าง ๆ ในโลกนี้ล้วนเกิดจากจิตจากใจ เกิดจากกิริยามารยาท จากคำพูด  จากการกระทำของเราเอง

ส่วนใหญ่เราก็จะพากันไปแก้ไขสิ่งภายนอก แก้ไขบุคคลอื่น ที่แท้จริงแล้วปัญหาต่าง ๆ  ที่มันกำลังเกิดขึ้นนี้ล้วนแต่เกิดจากเรา ตัวของเรา การกระทำของเรา

พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเราทุก ๆ คนนี้ตั้งอยู่ในความประมาทนะ ไม่เห็นความสำคัญ  ในการประพฤติปฏิบัติธรรม ในการแก้ไขประพฤติปฏิบัติตัวเอง แล้วก็พากันไปโทษสิ่งภายนอก ความคิดอย่างนี้มันไม่ยุติธรรม

คนเราทุกคนนี้แก้ไขตัวเองได้ ปรับปรุงตัวเองได้ มันยังดีกว่าไปแก้ไขคนอื่นปรับปรุงคนอื่นอีก ถึงจะยากถึงจะลำบากเราก็ต้องมาแก้ไขตัวเอง ปรับปรุงตัวเอง สร้างตัวเอง พัฒนาตัวเอง

ส่วนใหญ่แล้วถ้าเรามาแก้ไขตัวเองปรับปรุงตัวเองนี้มันไม่ชอบ มันอึดอัด“อึดอัดขัดเคือง” ถ้าเราไม่แก้ไขตัวเองก็ไม่ได้ เพราะปัญหาต่าง ๆ มันอยู่ที่เราทุก ๆ คนนะ...

พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเราทุกคนต้องเชื่อมั่นในการกระทำของตัวเอง ทำดีเราก็ได้ดี  เราปรับปรุงตัวเอง ชีวิตของเราก็เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี

ทุกท่านทุกคนกำลังมีความเห็นผิด เข้าใจผิด คิดจะแก้ตั้งแต่สิ่งภายนอก คิดตั้งแต่ที่จะแก้ไขบุคคลอื่น พระพุทธเจ้าท่านให้เราพยายามแก้ตัวเองปฏิบัติตัวเอง เมื่อเราปฏิบัติได้  คนอื่นเค้าก็จะเคารพนับถือหรือพากันทำตามเอง ถ้าเราเป็นคนป่วยนี้เราจะไปสอนคนป่วยเหมือนกันเค้าก็ไม่ศรัทธาเรา เมื่อเราเป็นคนผอมเราไปขายยาอ้วนอย่างนี้เค้าก็ไม่กล้าซื้อยาเรา เพราะเค้ามองดูแล้วคนขายนี้ก็ยังผอมอยู่

ทุกท่านทุกคนต้องมาแก้ที่ตัวเอง ให้ใจของตัวเองมันสงบ ใจของตัวเองเย็น  ให้กิริยามารยาทของตัวเองมันสงบมันเย็น ให้คำพูดของเรามันเกิดความสงบ เกิดความเย็น  ให้การกระทำของเราเกิดความสงบ เกิดความเย็น ให้มันเย็นมาจากกายวาจาของเรา  ถึงจะเป็นที่เคารพนับถือของตัวเองและเพื่อนฝูงคนอื่นๆ 

พระพุทธเจ้าท่านให้เราทุก ๆ คนกลับมามองดูตัวเอง มาพิจารณาตัวเอง ส่วนไหน  มันบกพร่อง ส่วนไหนที่จะต้องเพิ่มเติม ส่วนไหนมันมากเกิน “ต้องแก้ไข”

มีความสุขในการทำความดี มีความสุขในการเสียสละ มีความสุขในการทำงาน  เพราะคนเราทุก ๆ คนนั้นมันมีความสุขอยู่ที่ได้ประพฤติปฏิบัติ มีความสุขอยู่ที่เราได้แก้ไขปรับปรุงตัวเอง ไม่ใช่มีความสุขเพราะมีเงินมาก มีอำนาจวาสนามาก อย่างนั้นไม่ใช่นะ...


คนเราพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า “ความสุขความดับทุกข์อยู่ที่ใจสงบ ใจรู้จักพอ...”

เป็นคนเห็นภัยในวัฏฏะสงสาร ไม่ตามความอยาก ไม่ตามอารมณ์ ไม่ตามสิ่งแวดล้อม  มีใจสงบใจเย็น มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ รักศีลรักธรรม รักการประพฤติปฏิบัติที่จะแก้ไขตัวเอง เอาศีลห้าเป็นที่ตั้ง ผู้ที่ถือศีลเนกขัมมะก็เอาศีลแปดเป็นที่ตั้ง ผู้ที่ถือเพศบรรพชิต  ก็เอาศีล ๒๒๗ เป็นที่ตั้ง รักศีลชอบศีล ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เป็นผู้ละอายต่อบาป  เกรงกลัวต่อบาป ไม่เห็นแก่เงิน เห็นแก่โภคทรัพย์ เห็นแก่สมบัติ เพราะว่าศีลนั้นแหละ  คือตัวพระพุทธเจ้า ศีลนั้นแหละคือตัวพระธรรม ศีลนั้นแหละคือตัวที่จะทำให้เราเป็นพระอริยสงฆ์  “ถ้าเราไม่รักศีลไม่ชอบศีลก็คือเราไม่รักไม่เคารพพระพุทธเจ้า...”

ถ้าเราไม่มีศีล ธรรมก็เกิดไม่ได้ เพราะว่าศีลคือบาทฐานความดีทั้งหลายทั้งปวง  เหมือนเราจะสร้างบ้าน สร้างประเทศนี้เราต้องมีพื้นที่ ศีลจึงเปรียบเสมือนแผ่นดินที่จะรองรับคุณธรรมคุณงามความดี ศีลนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

การประพฤติการปฏิบัติธรรม บางทีใจของเรามันไม่รู้จักธรรมนะ...

พระพุทธเจ้าท่านถึงให้เราปฏิบัติในศีล ตั้งศีลข้อนั้นข้อนี้เพราะใจของเราจะได้เป็นธรรม ใจของเราจะได้ไม่มีความเห็นแก่ตัว

ทุกคนมันมีทิฏฐิมานะ มีความเห็นแก่ตัวมาก มันไม่รู้จักธรรมะ  

พระพุทธเจ้าท่านถึงให้วางหลักเกณฑ์ มีศีลห้า ศีลแปด ศีล ๒๒๗ เพื่อวางรากฐาน  วางขบวนการของการที่จะเข้าถึงธรรม เข้าถึงความไม่โลภไม่โกรธไม่หลง

ถ้าเราไม่อยากปฏิบัติธรรม ไม่อยากแก้ไขตัวเอง พัฒนาตัวเอง พระพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจเลยว่า “เรายังมีความเข้าใจผิด มีความเห็นผิด กำลังสร้างวัฏฏะสงสารให้ตัวเอง”   ท่านถึงให้ทุกคนมาปฏิบัติธรรมะเพื่อจะได้เข้าหาความสุข ความสงบ ความร่มเย็น


ชีวิตของคนเราทุก ๆ คนนี้เหมือนละครนะ ละครที่เค้าแต่งกันเป็นเรื่องเป็นราว  มันเป็นอย่างนั้นแหละ เดี๋ยวนี้เค้ากำลังให้เราแสดงละครกันนะ

ใครเป็นคนให้เราแสดงละครล่ะเดี๋ยวนี้...? คนที่ให้เราแสดงละครก็ได้แก่ “พญามาร”  ที่มันอยู่ในจิตในใจของเรา มีทั้งพญามาร มีทั้งเสนามาร เทวบุตรมาร ลูกหลานพญามาร  ล้วนแต่เป็นมารทางจิตทางใจเราทั้งนั้น มันให้เราทำให้เราปฏิบัติให้เราแสดง

“พระพุทธเจ้าท่านให้เราทุกคนมองใจของเรานะว่ามีพญามารมากน้อยเท่าไหร่  ทั้งตัวเล็กตัวใหญ่น่ะ...? พระพุทธเจ้าท่านถึงเมตตาเรา เมื่อมันมีพญามารก็ต้องมีพระพุทธเจ้าที่จะมาแก้


เราทุกคนต้องตั้งมั่นในพระพุทธเจ้า ตั้งมั่นในพระธรรม เราถึงจะได้เป็นพระอริยสงฆ์ พยายามมาแก้ที่จิตที่ใจที่ตัวเอง อย่าได้พากันหลงเพลิดเพลินในความสุขความสะดวกสบาย  ในความร่ำความรวย ความมีความเป็น

ทุกท่านทุกคนน่ะเวลาลาละสังขารไปเอาเงินเอาสตางค์ไปด้วยไม่ได้นะ

เกิดมาเป็นมนุษย์เป็นผู้ประเสริฐแล้วจิตใจไม่ประเสริฐ จิตใจไปหลงตามพญามาร   เทวบุตร เทวธิดาพญามาร ชีวิตของเรานี้แย่เลยนะ

พระพุทธเจ้าท่านให้ทุกท่านทุกคนกลับมาหาความสงบ อย่าได้พากันวิ่งตามความอยาก วิ่งตามอารมณ์ ความสวย ความเพลิดเพลินความเอร็ดอร่อยนี้ มันเป็นเหยื่อเป็นรางวัลสินจ้างให้พวกเราทุกคนหลง เพ้อ ละเมอ ฝัน ฝันทั้งกลางวันกลางคืน ไม่นอนก็ฝันแล้ว มันหลับมันก็ยังฝัน คิดว่าตัวเองได้บริโภคสิ่งที่ดี ๆ แล้วมันจะมีความสุข ที่ไหนได้มีแต่ทุกข์ทั้งนั้นถ้าเราตามอารมณ์ตามความคิดตามความอยากไป “แย่เลยนะเรานี้...”

เรามาทำเหมือนพระพุทธเจ้า คนเรานะถ้าใจไม่มีความโลภ ความอยาก ความต้องการ  มีแต่เป็นผู้ให้ มีแต่เป็นผู้เสียสละมันมีความสุขมาก

เราดูตัวอย่างคุณพ่อคุณแม่ของเราทุก ๆ คนก็ตกเป็นทาสพญามารกันหมด


พระพุทธเจ้าท่านสอนเราให้หยุดเป็น “ทาส...”

นี้เราทุกคนน่ะสมัครพากันเป็นทาสนะนี่ เพราะความสุขความสะดวกความสบาย  มันเป็นทาส มันเป็นสิ่งเสพติด ทุกคนเสพแล้วมันติด มันเป็นเหยื่อของพญามาร

ท่านให้เราพยายามอดพยายามทน ให้ใจหนักแน่นให้ใจเข้มแข็ง

สมาธิเราทุกคนนี้นะมันน้อยเหลือเกิน มันเรียกว่าแทบไม่มีเสียสมาธิเสียเลย  ใจมันไม่หนักไม่แน่น มันไม่หยุดตัวเองเสียเลย มันมีแต่สนองความอยาก สนองความต้องการ เราปฏิบัติอย่างนั้นไม่ได้ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าปฏิบัติอย่างนั้นไม่ได้ เราต้องหยุดตัวเอง  ต้องแก้ไขตัวเอง

เราทุกคนนี้มันแก่ไปทุกวันนะ ถ้าเราไม่แก้ไขเราไม่ปรับปรุงเดี๋ยวมันจะไม่ทันเวลา  เพราะเวลาทุกคนมันมีน้อยมีจำกัด

ความอยากของคนนี้มันร้อนระอุ มันจะเป็นระเบิดแล้ว ใครเป็นคนระเบิดล่ะ...?  ก็ตัวเราเองเป็นคนระเบิด เพราะเราไปทำตามความอยาก

พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าถ้ามันจะตายก็ตายเพราะได้ทำความดี ตายเพราะจิตใจมีสมาธิ คนเราถ้าใจไม่มีสมาธิถึงจะมีความรู้มาก ความรู้หลาย เป็นคนฉลาดมันก็แก้ไขตัวเองไม่ได้   ดับทุกข์ไม่ได้ ปัญญาไม่เกิด มีแต่ความอยากมันเกิด มีแต่อาสวะมันเกิด

สมาธิทุกคนต้องแข็งแรงต้องแข็งแกร่ง ต้องอดต้องทนต้องมีความเพียร

ทุกท่านทุกคนต้องเอาชนะใจตัวเอง ชนะอารมณ์ตัวเอง อย่าไปประมาท อย่าไปคิดว่าตัวเองมันฉลาดเดี๋ยวแก้วันหลังได้ พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้สอนเราอย่างนั้นนะว่า  “เราแก้วันหลังได้” พระพุทธเจ้าท่านเราว่าให้เราพากันแก้เดี๋ยวนี้ ๆ ใครจะรู้ความตายแม้นพรุ่งนี้ เพราะวันพรุ่งนี้ก็คือวันนี้แหละ เพราะทุกอย่างมันจะเป็นปัจจุบันไปเรื่อย  ถ้าเราไม่แก้ในปัจจุบันถือว่าเราไม่รู้จักคำว่า “ความดับทุกข์”

เราทุกคนทำได้ เราทุกคนปฏิบัติได้ แล้วก็พร้อมแล้วที่ทุกคนจะต้องประพฤติปฏิบัติ   แต่จิตใจของเรามันมีความบกพร่องอยู่เป็นนิจว่าขออีกซักหน่อย ๆ ไปเรื่อย

เราเป็นพระเราเป็นชีเราก็ปฏิบัติอยู่ที่วัด เราเป็นญาติเป็นโยมเราก็ปฏิบัติที่บ้านที่ทำงาน เพราะทุกอย่างมันแก้ที่ตัวเรา ที่ปฏิปทาของเราเอง พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราผลัดวันประกันพรุ่ง

ถ้าเราแก้ตัวเองได้ ทุกหนทุกแห่งก็จะเป็นที่อยู่ที่มีความสุข เพราะปัญหาทุกอย่าง  มันอยู่ที่ตัวของเราเอง อย่าไปคิดว่าเป็นเพราะสิ่งโน้นสิ่งนั้นสิ่งนี้มาลิดรอนสิทธิเสรีภาพของเรา มันเป็นเพราะเราเองนี้แหละ เราสร้างตัวเองปฏิบัติตัวเอง จะได้พึ่งพาอาศัยตัวเองได้  และคนอื่นเค้าก็จะได้พึ่งพาอาศัยตัวเราได้ แล้วทุกอย่างมันจะดี เรทติ้งของการเป็นมนุษย์  มันก็จะสูงขึ้น แบรนเนมเราก็ดีขึ้น ทุกคนก็จะต้องการเรา


การบอกสอนหรือการนำทุกคนทำความดีมันก็จะง่ายขึ้น เพราะการประพฤติปฏิบัติมันแจ่มแจ้งในกายวาจาใจของเรา ว่าปฏิบัติอย่างนี้มันใช้ได้ ดับทุกข์ได้

เพราะมนุษย์เราเกิดมาถือว่าเป็นผู้ที่ประเสริฐ เป็นผู้ที่เกิดมาเพื่อสร้างความดี สร้างบารมี สร้างคุณธรรม ถ้าไม่อย่างนั้นเราก็เป็นได้แต่เพียงคน สะเปะสะปะ ทำทั้งดีทั้งชั่ว  แล้วก็ทุกข์ทั้งกายทั้งใจ ยังไม่ตายก็ตกนรกเสียแล้ว ตกนรกทั้งเป็นเสียแล้ว

เมื่อพระพุทธเจ้าท่านบอกเราสอนเราว่ามีแต่ทุกข์เกิดขึ้น มีแต่ทุกตั้งอยู่ มีแต่ทุกข์ดับไป  เราก็ต้องฟังพระพุทธเจ้า เป็นผู้ที่รู้จักเข็ดรู้จักหลาบเป็นผู้ที่รู้จักเจ็บแล้วให้รู้จักจำ  อย่าได้ตามอารมณ์ไป ตามความอยากไป

เราทุกคนเป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่เป็นวิทยาศาสตร์ภายนอก เน้นแต่เรื่องภายนอก  เราไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่จะมาเน้นในภายในตัวเราเองเราเป็นนักวิทยาศาสตร์ภายนอกมันก็ดี แต่มันก็ไม่ดียิ่งเท่ากับที่เราเป็นนักวิทยาศาสตร์ภายในตัวเรา...”

พระพุทธเจ้าท่านให้เรามาเน้นเข้าหาตัวเองเพื่อที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ภายใน  ที่จะแก้ไขตัวเอง มันถึงจะเป็นการทำที่สุดแห่งความทุกข์หรือกองทุกข์ได้

ถ้าเราประพฤติปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าท่านบอกท่านสั่งสอนนี้มันดีนะ มันเป็นการทำที่สุดแห่งกองทุกข์

พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า “เราอย่าได้เข้าใจผิดว่าได้ทำตามอารมณ์มันจะมีความสุข”  ถ้าทำตามอารมณ์นั่นแหละคือการเวียนว่ายตายเกิด

การบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในวันนี้ก็เห็นสมควรแก่เวลา ด้วยบารมีของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ที่ได้พร่ำสอนแล้วก็ปฏิบัติเป็นตัวอย่างให้กับเราทุก ๆ คน ผู้ประพฤติปฏิบัติตามย่อมได้เข้าถึงที่สุดแห่งกองทุกข์ด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ...


พระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ที่องค์พ่อแม่ครูอาจารย์เมตตาให้นำมาบรรยาย

เช้าวันอาทิตย์ที่ ๓๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖


หมายเลขบันทึก: 531756เขียนเมื่อ 31 มีนาคม 2013 12:18 น. ()แก้ไขเมื่อ 31 มีนาคม 2013 12:18 น. ()สัญญาอนุญาต: ไม่สงวนสิทธิ์ใดๆ


ความเห็น (1)

เห็นภาพแล้วประทับใจค่ะ ดีจังที่เด็กๆ ได้ซึมซับธรรมะตั้งแต่เยาว์วัย

ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี