ลิขิตชีวิต...ต้องสู้ !
จากวันนั้นถึงวันนี้เป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของครอบครัวที่เกิดจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งการลงเยี่ยมบ้านเป็นการเยี่ยมครอบครัวที่สูญเสียจากเหตุการณ์ความไม่สงบในครั้งนี้ เหตุการณ์ครั้งนั้นได้คร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์และทำให้บางรายได้รับความพิการ ทำให้ชีวิตทั้งชีวิตและครอบครัวของพวกเขาเหล่านั้นได้รับความเดือดร้อนและทำให้เสียบทบาทหน้าที่ของผู้นำครอบครัวไป
เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2551 เป็นวันที่เกิดเหตุการณ์ขึ้น เมื่อเวลาประมาณ 1 ทุ่มเศษๆ ซึ่งเป็นช่วงละหมาดอีซา มีจำนวนผู้ละหมาดทั้งหมด 12 ราย ขณะกำลังปฏิบัติศาสนกิจกัน ก็ได้ยินเสียงเหมือนมีของบางอย่างกลิ้งมาอยู่ด้านหลังของคนทั้ง 12 ราย สักพักก็ได้ยินเสียงระเบิดเกิดขึ้น ทำให้มีผู้เสียชีวิตที่เกิดเหตุทันที 1 ราย และอีก 11 ราย ได้รับบาดเจ็บสาหัส เพื่อนบ้านข้างเคียงช่วยผู้ได้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาลหนองจิก วันต่อมาเสียชีวิตที่โรงพยาบาลอีก 1 ราย เหลืออีก 10 รายและในจำนวน 10 รายนั้น มีผู้พิการอยู่ 3 ราย คือ
นายสะแม หะยีอุมา อายุ 63 ปี ซึ่งได้พิการขาทั้งสองข้าง นายสะแมเล่าว่า เหตุการณ์มันเกิดขึ้นเร็วมาก หลังจากที่ได้ยินเสียงระเบิด ตนเองก็ได้สลบไป จำอะไรไม่ได้เลย มารู้สึกตัวอีกครั้งก็ตอนตื่นขึ้นมาแล้วเห็นตนเองนอนอยู่บนเตียง มันรู้สึกแปลกๆ ที่นี่มันไม่ใช่บ้านผม หันข้างซ้ายเห็นภรรยานั่งอยู่ หันข้างขวาเห็นลูกๆ นั่งอยู่ แล้วทำไมลูกคน
ที่อยู่กรุงเทพฯ กลับมาเมื่อไหร่ กลับมาทำไม ก็นอนนึกว่าเกิดอะไรขึ้นกับตน นึกยังไงก็นึกไม่ออก จนรู้สึกว่าตนเองเจ็บขา จะยกขาขึ้นรู้สึกว่ายกไม่ไหว ลูกๆ ก็มองหน้ากันแต่ไม่มีใครพูดอะไร ผมเปิดผ้าห่มดูขา ขาผมไปไหน? ก็ตกใจ! แล้วได้ถามลูกๆ และภรรยาว่า “ขาผมหายไปไหน?” ภรรยาก็ได้บอกผมว่า ผมโดนระเบิด ตอนที่ผมสลบไป หมอออกความเห็นว่าต้องตัดขา ถ้าไม่ตัดอาจจะเสียชีวิตได้ ภรรยาและลูกๆ จึงตัดสินใจให้หมอตัด ผมเสียใจ นึกท้อแท้ในชีวิต ตนเองจะอยู่ได้อย่างไรในเมื่อไม่มีขา เดินก็ไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่สะดวก แล้วลูกๆ ที่ยังเรียนไม่จบล่ะ? ใครจะส่งเสีย แล้วใครจะเป็นคนหาเงินให้ครอบครัวของผม ผมเครียดมาก แต่ดีที่ทางรัฐบาลไม่ทอดทิ้งผม ให้ค่าเยียวยาบรรเทาความเดือดร้อนต่อครอบครัว มีเพื่อนบ้าน อสม. พยาบาลน้องใหม่ รพ.สต.ลิปะสะโงและศูนย์เยียวยาฟื้นฟูสุขภาพจิตและกายภาพบำบัด โรงพยาบาลหนองจิก รวมถึง นายกฉัตรชัย เจ๊ะปอ
นายก อบต.ลิปะสะโงที่มาเยี่ยมเยียนผมบ่อยๆ คอยให้กำลังใจผมโดยอย่างยิ่งเฉพาะกำลังใจจากครอบครัวของผมเอง ทำให้ผมอยู่ได้ ลูกๆและภรรยาของผมดูแลผมดีมากๆ ผมอยากจะอยู่อย่างสงบ อยู่กับการทำอามาน อีบาดะห์ (ปฏิบัติศาสนกิจ) อยู่กับพระเจ้า (เอกองค์อัลเลาะห์) ผมคิดว่าเอกองค์อัลเลาะห์ทดสอบผมอยู่และเมื่อมีโครงการพยาบาลน้องใหม่ หัวใจรักบ้านเกิด เพื่อชีวิตที่ดียิ่งกว่า ที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทโอสถสภา เข้ามาช่วยสนับสนุนอาชีพค้าขายให้ผม ระหว่างรอความช่วยเหลือจากพมจ.ปัตตานีหรือ ศอบต.นั้น ทำให้ผมใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณค่ามากขึ้น เพราะหลังจากเกิดเหตุการณ์ขึ้นมา ผมก็ไม่ได้ประกอบอาชีพอะไร เพราะช่วยเหลือตัวเองลำบาก แต่พอได้รับการสนับสนุนให้ประกอบอาชีพค้าขายที่บ้าน มันทำให้ผมสบายใจและคิดว่าชีวิตตนเองยังมีค่าอยู่สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองได้ ขอบคุณโอสถสภา ที่เป็นห่วงใยคุณภาพชีวิตของผู้ประสบเหตุนะครับ
นายรอเซะ หะยีอุมา อายุ 60 ปี ซึ่งเป็นน้องชายของนายสะแม หะยีอุมา ที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้พร้อมกับนายสะแม แต่นายรอเซะพิการขาข้างซ้ายแต่ยังเดินไปไหนมาไหนได้ นายรอเซะเล่าว่า ตอนโดนระเบิดตัวเองก็จำอะไรไม่ได้เหมือนกัน รู้ตัวอีกทีก็อยู่โรงพยาบาลแล้ว ตื่นขึ้นมามีภารยาและลูกยืนอยู่ข้างเตียงและนึกขึ้นได้ว่า “เราโดนระเบิกนิ! มองไปดูขาตนเองก็เห็นมีผ้าพันแผลพันเต็มไปหมดและลองขยับขาดูรู้สึก
เจ็บขามาก ตอนนั้นผมกลัวกลัวว่าผมต้องพิการเสียขาไป แต่ผมก็ยังโชคดีกว่าพี่ชายผม ที่ต้องเสียขาทั้งสองไป ผมยังเดินไปไหนมาไหนได้ และดีที่ทางรัฐบาลไม่ทอดทิ้งผมเช่นกัน ให้ค่าเยียวยากับผมจนครอบครัวบรรเทาความเดือดร้อน มีเพื่อนบ้าน อสม. เจ้าหน้าที่ รพ.สต.ลิปะสะโง และโรงพยาบาลหนองจิก มาเยี่ยมเยือนผมบ่อยๆ คอยให้กำลังใจผมโดยเฉพาะกำลังใจจากครอบครัวของผมที่ทำให้ผมอยู่ได้ ลูกๆ และภรรยาของผมดูแลผมดีมากๆ เช่นครอบครัวของพี่ชายผมเช่นกันและต้องดำเนินความอยู่รอดของครอบครัวต่อไปและโดยเฉพาะนายกฉัตรชัยที่ได้เข้ามาช่วยเหลือปรับปรุงสภาพห้องน้ำให้ผม หลังจากที่ได้มาลงเยี่ยมพร้อมกับเจ้าหน้าที่โครงการพยาบาลน้องใหม่ หัวใจรักบ้านเกิด มันช่วยให้ผมสามารถใช้ห้องน้ำได้ง่ายขึ้นไม่ยากลำบากเหมือนก่อน เพราะหลังจากประสบเหตุนั้นผมเคลื่อนไหวร่างกายได้ลำบาก การเข้าห้องน้ำ การใช้ส้วมก็ลำบากขึ้นเพราะเป็นส้วมแบบนั่งยอง ขอบคุณทางเจ้าของโครงการมากๆ ที่เป็นห่วงในคุณภาพชีวิตของผู้ประสบเหตุอย่างผม
นายกาเดร์ สาเมาะ อายุ 59 ปี เป็นผู้ได้รับผลกระทบอีกรายหนึ่งที่ต้องพิการขาข้างขวา ยังสามารถเดินได้แต่เดินได้ไม่ค่อยสะดวกเท่าที่ควร เหมือนรายอื่นๆที่โดนระเบิด ณ จุดเดียวกัน ได้รับบาดเจ็บจนต้องรับการรักษาอย่างต่อเนื่องกับทางโรงพยาบาลหนองจิก “เดิมผมเป็นโรคเบาหวานอยู่แล้ว ผมก็อยู่ได้กับภารยาและลูกๆ อย่างคนอื่นเช่นกันที่คอยให้กำลังใจผมอยู่ตลอดเวลา” ต่อมาเหตุการณ์ผ่านไป 2 ปี ผมเจอเรื่องสลดใจกับผมอีก คือ
ภรรยาผมเกิดอุบัติเหตุล้มรถมอเตอร์ไซร์เสียชีวิต ผมเสียใจและท้อใจมากที่เสียคู่ชีวิตไป อย่างไรก็ตามต้องนึกเสมอว่าเป็นบททดสอบของพระเจ้า (เอกองค์อัลเลาะ) เป็นแน่แท้ต่อความพึ่งอดทน อดกลั่นในโลกใบนี้ ซึ่งต้องยึดเหนี่ยวจิตใจต้องทำแต่ความดีต่อๆไป ปัจจุบันก็ไม่ได้ประกอบอาชีพอะไร เนื่องจากเคลื่อนไหวตัวลำบาก ไปหางานที่ไหนก็ลำบาก จึงได้ขอสนับสนุนอาชีพเปิดร้านตัดผมจากทาง ศอบต.และไม่ต้องการความช่วยเหลืออย่างอื่นเพิ่มเติม ซึ่งทางโครงการพิจารณาแล้วเห็นว่าควรให้การช่วยเหลือในการติดตามผลของการขอความช่วยเหลือให้อย่างดีที่สุดถึงแม้ว่าจะไม่ได้ใช้งบจากโครงการแต่เราก็จะช่วยเหลือให้ดีที่สุด เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งกว่า สุดท้ายมีบทกลอนอยากฝาก
“บางชีวิตกลั่นทุกข์รันทดหนักหนา
แต่...บางชีวิต รื่นเริงพาสุขเสมอมา
กระนั้นพึงสำนึกเสียว่า..ทุกข์หรือสุขนั้น
คือผลสรุปภายภาคหน้าอย่างเที่ยงแท้”


อังคณา วังทอง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ (APN สาขาการพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต)
อาสีนี เปาะฮะ พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ รพ.สต.ลิปะสะโง