เยี่ยมบ้าน... เรื่องเล่าที่อยากเล่า

          การทำงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่แตกต่างกับในโรงพยาบาลที่สุด ก็คือการทำงานเชิงรุก ได้เรียนรู้คำว่า “ใกล้บ้าน ใกล้ใจ” การได้ลงเยี่ยมบ้านทุกสัปดาห์ร่วมกับ อสม. ซึ่งประชาชนทุกคนในชุมชนควรจะได้รับการเยี่ยมบ้านอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งนั้น สำหรับประชาชนทั่วไปที่มีสุขภาพแข็งแรงดี แต่ในรายผู้ป่วยโรคเรื้อรังหรือผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิต ควรที่จะลงเยี่ยมบ่อยขึ้น เพราะพวกเขาควรได้รับการดูแลที่ดีและถูกต้อง เพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ในทุกๆ เดือนก็จะมีทีมงานสหวิชาชีพของศูนย์เยียวยาฟื้นฟูสุขภาพจิตและกายภาพบำบัดจากโรงพยาบาลมาลงเยี่ยมผู้ป่วยร่วมกัน ซึ่งในการลงเยี่ยมบ้านแต่ละครั้ง ก็จะให้ความรู้เกี่ยวกับโรคให้แก่ผู้ป่วยและญาติ การปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง ติดตามเยี่ยมดูแลผู้ป่วยที่บ้าน โดยมีกิจกรรม การประเมินความรู้ตามปัญหา เช่น อาหาร, ยา, กายภาพ, ความรู้ทั่วไปประเมินความพึงพอใจในการเยี่ยมจากการสังเกตและสอบถาม การประเมินขณะเยี่ยม หากพบปัญหาที่ยังเหลืออยู่ที่นอกเหนือความสามารถก็จะส่งต่อปัญหาที่พบตามปัญหานั้นๆ โดยได้นำวิธีการยกย่องชื่นชม ให้กำลังใจผู้ป่วยและญาติ มาปฏิบัติไปพร้อมกัน ผลจากการยกย่อง ชื่นชมต่อความสามารถและศักยภาพในการดูแลตนเอง จะทำให้ ผู้ป่วย ญาติ อสม. รวมถึงเจ้าหน้าที่สาธารณสุขมีกำลังใจ หายเหนื่อยเมื่อได้พบกับความสุข การเยี่ยมบ้านเป็นหัวใจสำคัญของการทำให้ผู้ให้บริการเข้าถึงรู้จักและเข้าใจบริบทวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในเขตความรับผิดชอบ


          กรณีศึกษาที่ข้าพเจ้าจะเล่านี้ เป็นครอบครัวที่มีบุตรพิการซ้ำซ้อน วันนั้นข้าพเจ้าไม่ได้ตั้งใจที่จะไปลงเยี่ยมบ้านครอบครัวนี้ แต่วันนั้นทางโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบางตาวา ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานของข้าพเจ้า ได้ลงออกหน่วยสุขภาพเคลื่อนที่ วันนั้นเป็นวันที่ท้องฟ้ามืดครึ้มฝนตกโปรยๆ แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังลงออกหน่วย เนื่องจากได้ให้ อสม. ไปกระจายข่าวว่าเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหรือที่ชาวบ้านยังคุ้นกับคำว่าสถานีอนามัย จะลงมาคัดกรองโรคเรื้อรัง ตรวจโรคทั่วไป ฉีดวัคซีน และให้คำปรึกษาปัญหาทางสุขภาพ พวกเราได้ลงพื้นที่เวลา 09.00 น. ตอนแรกคิดว่าจะไม่มีใครมาแล้ว แต่สิ่งที่เราคิดนั้นผิด ปรากฏว่าพอไปถึง มีชาวบ้านมารออยู่ 3 คนแล้ว หลังจากนั้นก็มีชาวบ้านมารับบริการอีกหลายคน จนเวลาผ่านไปเกือบเที่ยง ตอนนั้นพวกเรากำลังจะเก็บข้าวของกลับ ก็ได้มีผู้หญิงคนหนึ่งอุ้ม

          เด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักมา ข้าพเจ้าซักประวัติก็ได้ทราบว่าเป็นแม่ลูกกัน ลูกสาวตัวร้อนตั้งแต่เมื่อวานแล้ว จะขอให้ตรวจและรับยาได้ไหม ข้าพเจ้าจึงขอดูบัตรประกันสุขภาพ พบว่าเด็กอายุ 3 ปีแล้ว แต่แปลกว่าทำไม แม่ถึงอุ้มมา ไม่ให้ลูกเดิน ข้าพเจ้าคิดไปเองว่าสงสัยเด็กจะอ่อนเพลียมาก จึงเดินไม่ไหว แม่ก็เลยต้องอุ้มมา แต่พอไปเปิดแฟ้มข้อมูลสุขภาพประจำบ้านเพื่อจะลงข้อมูล ก็พบว่าข้างหลังชื่อของเด็กหญิงคนนี้ที่ชื่อว่าเด็กหญิงซูเฟีย มีตัวอักษรเขียนว่า (ผู้พิการ) เนื่องด้วยข้าพเจ้าได้รับผิดชอบงานผู้พิการจึงจำเป็นที่ต้องทราบข้อมูลของผู้พิการทั้งตำบล เพื่อที่จะได้ให้การช่วยเหลือดูแลที่ดีและถูกต้อง หลังจากที่ได้ตรวจร่างกาย จ่ายยา และให้คำแนะนำเสร็จ ก็ได้นัดลงเยี่ยมบ้านกับทางศูนย์เยียวยาฟื้นฟูสุขภาพจิตและกายภาพบำบัด โรงพยาบาลหนองจิกทำแผนเยี่ยมบ้านเป็นประจำทุกเดือนอยู่แล้ว จึงได้นำผู้ป่วยรายนี้ที่ควรได้รับการดูแล และควรให้การช่วยเหลือ ประกอบกับได้รับความช่วยเหลือจากโครงการพยาบาลน้องใหม่ หัวใจรักบ้านเกิด เพื่อชีวิตที่ดียิ่งกว่า ที่ได้รับการสนับสนุนจากทางบริษัทโอสถสภา จำกัดมหาชน เพื่อดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่ พวกเราจึงตกลงที่จะลงเยี่ยมบ้านหลังนี้


          วันที่เราลงเยี่ยมนั้นเป็นช่วงบ่ายของวันที่ครึ้มฟ้าครึ้มฝนฝนตกปรอยๆ(หรือว่าท้องฟ้าจะสงสารครอบครัวนี้จนร้องไห้ออกมาเป็นสายฝน)คณะลงเยี่ยมในวันนี้ประกอบด้วยนักกายภาพบำบัดพี่พยาบาลจากโรงพยาบาลพี่อสม.ที่รับผิดชอบบ้านในละแวกนี้และที่ขาดไม่ได้คือข้าพเจ้าที่เป็นพยาบาลน้องใหม่  พวกเราได้ให้ อสม. นำทางไปบ้านของซูเฟียซึ่งอยู่ข้างในตรอกเล็กๆรถยนต์ไม่สามารถที่จะเข้าไปได้พวกเราจึงเดินเข้าไปบ้านของซูเฟียเป็นบ้านชั้นเดียวยกพื้นเป็นบ้านปูนแม่ของซูเฟียออกมาต้อนรับ พาพวกเราเข้าไปข้างใน ที่กั้นเป็นห้องนอน พอเข้าไปก็พบว่าซูเฟียกำลังหลับในเปล ข้าพเจ้าได้ซักประวัติแม่ของซูเฟียให้ข้อมูลว่าซูเฟียเป็นลูกคนสุดท้องของพี่น้อง 4 คน ตอนตั้งครรภ์ก็ปกติดี ไปฝากครรภ์ตามนัดตลอดตอนที่คลอดมาก็ปกติเหมือนเด็กคนอื่นทั่วไปพออายุประมาณ 4 เดือน วันนั้นซูเฟียมีไข้สูง ตัวร้อนมาก ไม่ได้ไปหาหมอ วันต่อมาระหว่างที่จะเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ซูเฟีย อยู่ดีๆ ก็ชัก ตัวเกร็ง หน้าเขียว สามีก็ไม่อยู่ ออกไปขับรถรับจ้าง ก็ไม่รู้จะไปหาหมอยังไง ก็เลยปล่อยตามเลย หลังจากนั้นก็พบว่าซูเฟียมีพัฒนาการไม่เหมือนเด็กทั่วไป อายุ 1 ปีกว่าแล้วก็ยังเดินไม่ได้ ก็รอจนอายุ 2 ปีก็ยังเดินไม่ได้ ได้แต่คลานอย่างเดียว ไม่มีการพูดออกเสียงเป็นคำ ได้แต่อ้อแอ้และร้องไห้ ก็คิดแล้วว่า

          ลูกเราพิการแล้วหรอ นี่คงเป็นสิ่งที่พระเจ้าลิขิตมา เราก็ได้แต่ยอมรับและอยู่กับสิ่งที่เป็นให้มีความสุขที่สุด ทุกครั้งที่ซูเฟียตัวร้อน กลัวว่าลูกจะชักเกร็งอีก จึงพาไปโรงพยาบาล หมอได้ตรวจร่างกาย และให้คำแนะนำการปฏิบัติตัว พร้อมแนะนำให้ทำบัตรผู้พิการเพื่อที่จะได้รับสิทธิ และให้ทำกายภาพเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพ ข้าพเจ้าได้ขอดูบัตรผู้พิการ ได้ทราบว่าซูเฟียพิการซ้ำซ้อน ทั้งพิการทางได้ยิน พิการทางการสติปัญญา พิการทางการเรียนรู้ พิการทางจิตใจและพิการทางการเคลื่อนไหว ขณะที่พวกเรานั่งคุยกัน ซูเฟียก็ตื่นขึ้นมาร้องไห้งอแง แม่บอกว่าแบบนี้หิวนม จึงไปชงนมมาให้ พอได้ดื่มนมก็หยุดร้องทันที นักกายภาพก็ได้ตรวจร่างกาย ก็พบว่าร่างกายช่วงบน แขน มือสามารถทำงานได้ตามปกติ มีแต่ช่วงขาที่อ่อนแรง จึงได้นัดให้ไปทำกายภาพที่โรงพยาบาล พวกเราได้ถามพ่อและแม่ของซูเฟียว่าอยากให้ทางเราช่วยเหลือด้านใดมากที่สุด คำตอบของพ่อ แม่ซูเฟีย ได้ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกได้ถึงความรักของพ่อแม่ พวกเขาไม่ได้ต้องการให้เราซ่อมแซมบ้านหรือหาอาชีพให้ แต่พวกเขาต้องการแค่การช่วยเหลือด้านสุขภาพ การกระตุ้นพัฒนาการ ฟื้นฟูสมรรถภาพด้านร่างกายและจิตใจให้ลูกของเขาแค่นั้น พวกเขาก็สุขใจแล้ว พ่อของซูเฟียยังได้พูดประโยคหนึ่งว่า “คนเราเลือกเกิดไม่ได้ เราต้องยอมรับกับสิ่งที่เป็น ใช้ชีวิตให้เพียงพอ แค่ไม่ทำให้ตัวเองและคนอื่นเดือดร้อน ก็ได้แล้ว” ทีมที่ลงเยี่ยมลงความเห็นว่าเด็กคนนี้สามารถเดินได้ หากเพียงได้รับการฝึกและกระตุ้นพัฒนาการของกล้ามเนื้อ พอดีกับโครงการที่บริษัทโอสถสภาสนับสนุนงบประมาณมา เราจึงเสนอเด็กคนนี้เข้าร่วมโครงการ และตอนนี้มารดาต้องหยุดงานและไม่ได้ประกอบอาชีพเพราะจำเป็นต้องคอยดูแลบุตรรายนี้ รายได้ของครอบครัวก็ไม่เพียงพอ ซึ่งหากบุตรคนนี้ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ จะทำให้เป็นภาระของครอบครัวไปตลอด นอกจากเสนอเข้าโครงการของบริษัทโอสถสภาแล้ว ข้าพเจ้าได้นำเรียนเรื่องของครอบครัวเด็กคนนี้ให้กับ นายก อบต.ทราบ ทางนายก อบต.ไม่ได้นิ่งดูดายส่งเจ้าหน้าที่ลงมาเยี่ยมและดำเนินการขอสนับสนุนรถเข็นที่เหมาะสมกับเด็กรายนี้กับทางพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดปัตตานีให้ และรวมทั้งดูแลเรื่องเบี้ยยังชีพผู้พิการ,สิทธิต่างๆ ที่ควรได้รับ ให้กับครอบครัวนี้ด้วย

          จนท้ายที่สุด เด็กหญิงซูเฟียได้รับอุปกรณ์เพื่อกระตุ้นพัฒนาการมาใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ไม่ต้องกลายเป็นภาระของผู้ปกครองมากในอนาคต ถึงแม้ว่าจะต้องใช้เวลาและยังไม่เห็นผลอย่างชัดเจนก็ตาม แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่าเด็กหญิงซูเฟียจะสามารถเดินได้แน่นอน หากครอบครัวและทุกฝ่ายให้การช่วยเหลือที่ดีอย่างนี้ตลอดไป ส่วนรถเข็นทางพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ก็กำลังดำเนินการให้ ถือว่าเป็นเรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวนี้สุดท้ายนี้ข้าพเจ้าอยากบอกว่าการเยี่ยมบ้านเป็นการปฏิบัติภารกิจเพื่อสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงการรับบริการเชิงรุกของหน่วยงานสาธารณสุข เพื่อให้ชาวบ้านมีสุขภาพกายและใจที่ดี ได้ยินเสียงชาวบ้านพูดว่า “ดีจังน่ะ หมอกับ อสม. ลงเยี่ยม แดดจะร้อน ฝนจะตก ก็ยังมา” ข้าพเจ้ารู้สึกภาคภูมิใจอย่างบอกไม่ถูก เป็นสิ่งที่ไม่สามารถประเมินค่าได้ กับสิ่งที่เราเรียกว่า “หน้าที่” หน้าที่ที่ต้องทำและต้องทำด้วยจิตสาธารณะ ซึ่งในสายตาของชาวบ้าน เป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึกดี มีคุณค่าอย่างที่สุด สุดท้ายนี้ขอขอบคุณบริษัทโอสถสภา  ที่ได้มีโครงการดีๆ แบบนี้เข้ามาในดินแดนปลายด้ามขวาน 3 จังหวัดชายแดนใต้



อังคณา วังทอง  พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ (APN  สาขาการพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต)

คัสรีนา ดุลธารา พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ รพ.สต.บางตาวา